เริงโลกด้วยจิตรื่น : โลกียชน : โดย จันทร์รอน

25.11.18 | 13:00 น.

ถ้าวัดกันที่สวรรค์ก็คือ ชีวิตที่มีความสุข และนรกก็คือ ชีวิตที่มีความทุกข์
และความสุข หรือความทุกข์ ขึ้นอยู่กับความชอบ หรือไม่ชอบ
สวรรค์หรือนรก จึงขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อมภายนอกส่วนหนึ่งกับจิตใจเราเองส่วนหนึ่ง
เราชอบอะไร แล้วสภาวะแวดล้อมภายนอกเอื้ออำนวยให้เป็นเช่นนั้น เราก็มีความสุข
ไม่ชอบอะไร สิ่งแวดล้อมเอื้อให้เกิดสภาวะเช่นนั้น เราก็มีความทุกข์
ความเป็นไปของชีวิตนั้น เป็นธรรมดา ที่มีเรื่องราวและสิ่งต่างๆ มากมายผ่านเข้ามาในชีวิต
เช่นเดียวกับจิตใจของเราที่กำหนดเรื่องที่ชอบและไม่ชอบไว้มากมาย
ชีวิตส่วนใหญ่จึงผสมปนเปกันไประหว่างสุขและทุกข์

การดำเนินชีวิตในโลกจึงสลับสับเปลี่ยนกันไประหว่าง นรกและสวรรค์ บางช่วงทุกข์ บางช่วงสุข แล้วแต่การมาประกอบกันเข้าระหว่างเรื่องราวแวดล้อมกับสิ่งที่เราหมายไว้ในใจ

ใครที่หมายไว้ในใจว่าเรื่องราวในโลกนี้ล้วนแล้วแต่น่าชื่นชม หรือมีสิ่งที่ชื่นชมมากกว่า โลกนี้สำหรับคนคนนั้นก็เป็นสวรรค์มากกว่านรก

ใครที่รู้สึกไม่ชอบสิ่งต่างๆ หรือทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ หรือมีเรื่องไม่ชอบมากกว่า โลกใบเดียวกันนี้ก็เป็นนรก สำหรับคนคนนั้น

ในสิ่งหรือเรื่องราวต่างๆ นั้น มีที่ชอบหรือไม่ชอบแล้ว ยังมีที่ให้ความรู้สึกเฉยๆ ด้วย

Advertisement

ชีวิตมีสิ่งหรือเรื่องที่ทำให้เกิดความรู้สึกเฉยๆ มากกว่า โลกของเขาก็จะไม่มีอะไรที่น่าสนใจ เป็นชีวิตที่อยู่บนโลกด้วยความรู้สึกเฉยๆ ไม่ทุกข์ ไม่สุขอะไรกับใคร

ชีวิตผู้คนในโลกเกือบทั้งหมด ดำเนินไปในกรอบเช่นนี้
เหมือนไม่ยากนักที่เลือกสวรรค์หรือนรกให้กับชีวิต
ก็แค่ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งที่ไม่ชอบ และเลือกที่อยู่ในภาวะที่ชอบ แค่นั้นก็ละนรกไปสู่สวรรค์ได้แล้ว
เพียงแต่ชีวิตไม่ได้ง่ายเช่นนั้น เพราะเอาเข้าจริงมีรายละเอียดมากมาย
ในคนคนหนึ่ง สิ่งของสิ่งหนึ่ง หรือเรื่องราวเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่มีเฉพาะที่ชอบ หรือไม่ชอบ หรือเฉยๆ อย่างชัดเจน

ความเป็นจริงก็คือ ในทุกสิ่ง ไม่ว่าจะมีชีวิต หรือไม่มีชีวิต หรือเป็นเรื่องราวใดเรื่องราวหนี่ง กลับมีบางส่วนที่เราชื่นชอบ บางส่วนที่เราเกลียดชัง และบางส่วนที่เราเฉยๆ

จึงเป็นเรื่องที่ตัดสินใจได้ยากว่า ใคร อะไร หรือเรื่องราวใดที่เราควรจะอยู่ด้วย หรือหลีกหนี

ด้วยไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไร ล้วนมีทั้งที่ได้สิ่งที่ชื่นชอบและสิ่งไม่ชื่นชอบมาด้วยกัน การละทิ้งสิ่งที่ไม่ชื่นชอบ ทุกครั้งจะต้องทิ้งส่วนที่เราชื่นชอบในสิ่งนั้นไปด้วย

นรก สวรรค์ หรือพรหมโลกจึงผสมปนเปอยู่ในชีวิตอย่างเป็นปกติเสียเป็นส่วนใหญ่ ขึ้นอยู่กับอะไรจะมาประกอบกับใจแบบไหน

ชีวิตของโลกียชน ดำเนินแบบผสมปนเปไปเช่นนี้

ซ้ำสิ่งที่ชอบหรือไม่ชอบหรือเฉยๆ ยังแปรเปลี่ยนไปตามปัจจัยประกอบที่เปลี่ยนแปลง
อย่างหนึ่งเคยชอบต่อมากลายเป็นชอบก็ได้ เช่นเดียวกันที่เคยไม่ชอบกลายมาเป็นเรื่องที่ชอบก็มากมาย
เป็นความไม่แน่นอน ที่ก่อให้เกิดความสับสนอลหม่านในต่อความหมายมั่นไว้
หากลงไปในรายละเอียดที่โยงไปในความสัมพันธ์กับคนอื่น สิ่งอื่น

ความเอาแน่เอานอนไม่ได้นี่เองก่อความยุ่งยากมากมาย เพราะไม่ใช่แค่ความหมายมั่นของเราอย่างเดียว แต่ชีวิตต้องเป็นไปในความมั่นหมายของคนอื่นด้วย

แต่ก่อนนั้นเราชอบสิ่งนี้ แต่วันนี้เรามาชอบสิ่งนั้นเสียแล้ว

คนอื่นปรารถนาจะทำในสิ่งที่ถูกใจเราก็จะยุ่งยากไปด้วย เพราะเริ่มทำไม่ถูก
และตรงนี้เอง ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงชี้แนะให้ฝึกตนไปพ้นไปจากโลกียชน

ก้าวข้าม นรก สวรรค์ และพรหมโลกไป