ส่อเค้าบานปลายกลายเป็นอภิมหาโครงการในประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์ที่มีการยื้อยุดฉุดรั้งจากภาคประชาชนมากที่สุดโปรเจ็กต์หนึ่ง สำหรับ “โครงการพัฒนาพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา” โดยล่าสุดกลับมาอยู่ในกระแสอีกครั้งหลังบิ๊กป้อมออกโรงจี้ปรับภูมิทัศน์พื้นที่ริมฝั่งน้ำเพื่อเตรียมพร้อมการก่อสร้างทางเลียบฯ ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีสัญญาณถอยกรูดไม่ออกสเต็ปมานานหลายเดือน
ร้อนถึงฝ่ายค้านที่ไม่ใช่แค่จัดงานเสวนาหรือรวมพลคนรักแม่น้ำดังเช่นที่ผ่านมา แต่เดินหน้าไปอีกขั้นด้วยการผนึกกำลังยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน รวมกว่า 3,000 หน้า เพื่อให้ยุติโครงการดังกล่าว พร้อมขอคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว โดยเครือข่ายสมัชชาแม่น้ำ, มูลนิธิศิลปวัฒนธรรมเพื่อประชาชน, เครือข่ายวางแผนและผังเมืองเพื่อสังคม และเครือข่ายชุมชนริมน้ำ
ก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน ยังจัดเสวนา “แม่น้ำเจ้าพระยาที่รัก (มารักก่อนที่จะสาย)” ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ซึ่ง ภารนี สวัสดิรักษ์ นักวิชาการด้านผังเมือง คว้าไมค์ลั่นวาจาว่า จะไม่ยอมให้โครงการนี้สร้าง “รอยแผลเป็นของประเทศ” ยืนยันไม่ได้ฟ้องเพื่อเอาชนะ แต่ทำเพื่อความถูกต้อง
ไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งกับฝ่ายรัฐบาลที่ทั้งหนุนทั้งดันพร้อมเหยียบคันเร่ง
และยิ่งไม่ง่าย สำหรับภาคประชาชนที่ยังคงเดินหน้าคัดค้านอย่างไม่ลดละ


เลี่ยงบาลี ชี้พิรุธแผนแม่บท ?
ในเสวนาดังกล่าวมีการเปิดเผยถึงความแปลกประหลาดในกระบวนการ มีพิรุธในแผนแม่บทซึ่งดูเหมือนถูกตั้งธงไว้ก่อนศึกษา ซ้ำยังหลบหลีกหาช่องให้ก่อสร้างได้โดยที่คณะกรรมการเกาะฯไม่มีอำนาจยับยั้ง นอกจากนี้ยังมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า หน่วยงานที่ตรงที่สุดในการดำเนินการเรื่องนี้ แท้จริงแล้วคือ “สำนักผังเมือง” แต่โครงการนี้กลับตกไปอยู่กับ “สำนักการโยธา” ซึ่งเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างเสียอย่างนั้น
นอกจากนี้ สิ่งที่นักวิชาการหลายรายกล่าวตรงกัน โครงการนี้มีคำตอบก่อนการศึกษาและทำแผนแม่บทโดยสถาบันการศึกษาของรัฐซึ่งใช้เวลาเพียง 9 เดือน โดยไม่ผ่านการประมูล มีการเสนอแบบเข้าไปเป็นผังออกมาในขณะที่ผลการศึกษาด้านวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมยังไม่มี
เอ็นจีโอบางรายที่ศึกษารายละเอียดและติดตามแผนการก่อสร้าง ยังระบุว่ามีการตัดการก่อสร้างเป็น 4 ตอน โดยเชื่อว่าไม่ได้ทำเพื่อให้ง่ายต่อการทำงาน แต่เพราะถ้าทำทั้งหมดทีเดียวจะมีติ่งส่วนหนึ่งไปอยู่ในเขตกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งมติคณะกรรมการกรุงรัตนโกสินทร์ไม่เห็นชอบต่อกระบวนการทำงานแบบนี้ จึงจะทำตอนข้างบนก่อน ซึ่งไม่ได้อยู่ในเขตกรุงรัตนโกสินทร์ที่คณะกรรมการไม่มีอำนาจยับยั้ง เป็นการหลบเพื่อให้ก่อสร้างได้ นำไปสู่คำถามที่ว่า เป็นสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่
สำหรับผลกระทบระยะยาวที่หลายฝ่ายเป็นห่วงคือ เมื่อคนขาดความรู้สึกเป็นเจ้าของ ทำให้ไม่ดูแลรักษา เหมือนพื้นที่หลายแห่งที่ถูกปล่อยให้โดดเดี่ยว เช่น สวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่เกิดคดีเยอะแยะ ตราบใดที่ไม่เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน เช่นเดียวกับทางจักรยานรอบกรุงรัตนโกสินทร์ ถูกร้านค้ารื้อหมด เพราะไม่ได้รู้สึกว่ามีประโยชน์กับตัวเอง

สร้างไม่ได้ถ้าคนไทยไม่ยอม
จากภาพรวมมาสู่แง่มุมด้านกฎหมาย ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้รักธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มองว่า โครงการนี้ถ้าอยู่ในยุคประชาธิปไตย เชื่อว่าไม่สามารถสร้างได้ โครงการใหญ่ๆ ที่ดำเนินการโดยภาครัฐ ต้องสอบถามความเห็นของประชาชน แม้อ้างว่าทำแล้ว แต่ก็ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีกระบวนการดังกล่าวจริงหรือไม่ แม้รัฐอยากทำโครงการนี้ แต่เชื่อว่าเกิดไม่ได้ ถ้าประชาชน
ไม่ยอม เพราะในช่วง 4 ปีมานี้เท่าที่สังเกตดู พบว่าถ้าประชาชนพูดพร้อมๆ กันรัฐบาลก็ถอย บทเรียนในอดีตบ่งชี้ว่าเผด็จการต่อให้อำนาจมากแค่ไหน แต่ถ้าประชาชนลุกฮือมาประท้วง ไม่เคยมีใครรอด
“โครงการนี้ผู้มีสติปัญญาในบ้านเมืองค้านกันหมด ทั้งด้านสถาปัตย์ ผังเมือง สิ่งแวดล้อม ผมไม่เชื่อว่าโครงการนี้จะผ่านหน้ากรุงเทพฯได้ ไม่มีทาง คิดภาพตามสิครับ ถนนแบบนี้จะผ่านหน้าพระปรางค์วัดอรุณฯ เป็นไปไม่ได้ แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นของคนไทยทุกคน เรามีสิทธิปกป้อง เมื่อถึงเวลาก็ต้องฟ้อง ต้องอาศัยช่องทางทางกฎหมาย และศาลปกครอง”
ส่วนประเด็นที่ว่าควรมีการออกกฎหมายมาคุ้มครองแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยหรือไม่นั้น ผศ.ดร.ปริญญา คิดว่าไม่ใช่ทางแก้ปัญหา
“หลังพฤษภาทมิฬ มีการพูดกันว่าจะออกกฎหมายป้องกันการปฏิวัติได้ไหม ก็มีการใส่ในรัฐธรรมนูญ แล้วเป็นไงล่ะ ล้มรัฐธรรมนูญอีกที ประเด็นคือ อย่าไปนึกว่ากฎหมายใช้บังคับได้ แต่อยู่ที่คนจะทำตามกฎหมายด้วยหรือไม่ ปัญหาของเราในเรื่องนี้ไม่ใช่ขาดกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันแม้เรื่องอื่นอาจมีข้อให้วิจารณ์กันได้มาก แต่เรื่องประชาพิจารณ์ก็ต้องยอมรับว่าเขียนแล้วคุ้มครองมากขึ้น เพราะหมายไปถึงโครงการของรัฐ ใช้คำว่าการดำเนินการใดๆ นี่มันเข้าข่ายต้องทำประชาพิจารณ์ ซึ่งยังต้องตีความว่าทำหรือยัง แต่ที่ไม่ทำแน่ๆ คือการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ”

คำต่อคำ ม.58 รัฐธรรมนูญ 60 เทียบปม ‘มาบตาพุด’
จากความเห็นของ ผศ.ดร.ปริญญา มาลงลึกในรายละเอียด ซึ่ง ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ กรรมการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เปิดเผยข้อความในรัฐธรรมนูญ 60 มาตรา 58 ว่า
“การดำเนินการใดของรัฐ หรือรัฐจะอนุญาตให้ผู้ใดดำเนินการ ถ้าอาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพ อนามัย สุขภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสำคัญอื่นใดของประชาชน ชุมชนหรือสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง”
ดร.บัณฑูรระบุว่า ก่อนหน้ารัฐธรรมนูญ 60 ไม่เคยมีรัฐธรรมนูญฉบับไหนเขียนไว้เป็นหมวดใหม่ เพื่อแก้ปัญหาเรื่องสิทธิประชาชนในอดีต ซึ่งเดิมมาตรา 58 คือ มาตรา 67 วรรค 2 ในรัฐธรรมนูญ 40 และ 50 หมวดสิทธิชุมชน แต่การใช้จริงมีปัญหามาก จึงมีการสร้างหมวดใหม่ขึ้นมา
เมื่อเปรียบเทียบกับข้อความในรัฐธรรมนูญปี’50 ซึ่งใช้ข้อความว่า “การดำเนินโครงการหรือกิจกรรม” ทำให้เห็นความแตกต่าง โดยเป็นการขยายให้กว้างขึ้น ไม่ใช่เฉพาะโครงการหรือกิจกรรม แต่ขยายไปสู่ “การดำเนินการใดของรัฐ หรือรัฐจะอนุญาตให้ผู้ใดดำเนินการ”
“คดีมาบตาพุด ที่รัฐอนุญาตให้เกิดโครงการอุตสาหกรรม ราชการบอกว่าไม่รู้อะไรคือโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรง ประชาชนยื่นฟ้องศาลปกครอง ศาลก็สั่งระงับ 76 โครงการตามมาตรา 67 มาทำบัญชีรายชื่อ อ.ธงชัย พันธุ์สวัสดิ์ ท่านทำอยู่ปีครึ่งเพื่อหาว่าอะไรคือโครงการที่เข้าข่ายมาตรา 67 ตามรัฐธรรมนูญปี’50 ผมก็เป็นคณะทำงานด้วย ไปตระเวนจัดเวทีหลายรูปแบบ พบว่ามี 18 ประเภทที่เข้าข่าย พอเสนอรัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในชั้น ครม.ตัดเหลือ 11 ประเภท
นี่คือปมปัญหาที่โยงกับโครงการพัฒนาพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะใน 11 ประเภท ไม่มีโครงการที่เรียกว่าถนนเลียบแม่น้ำ เพราะฉะนั้นฝ่ายรัฐก็ถือว่าไม่มีเงื่อนไขหรือกฎหมายที่ถนนเลียบแม่น้ำต้องทำ EHIA (Environment Health Impact Assessment) เพราะเปิดบัญชีแล้วไม่มี แต่วันนี้มีรัฐธรรมนูญ 60 แล้วซึ่งผู้ร่างเจตนาเขียนเพื่อไม่ต้องการจำกัดอยู่กับบัญชีที่เคยทำไว้”

ดร.บัณฑูรยังแสดงความเห็นว่า จริงๆ แล้วโครงการดังกล่าวตั้งวิสัยทัศน์ไว้ค่อนข้างดี มีความตั้งใจในการฟื้นฟูแม่น้ำ มีการพิจารณาถึงวิถีชีวิตชุมชน ระบุในเอกสารว่าต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม แต่คำถามคือ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นไปตามเอกสารหรือไม่
“ต้องเป็นการมีส่วนร่วมที่มีความหมาย ไม่ใช่แค่พิธีกรรม นี่จะเป็นบททดสอบว่าประเทศไทยมีการปฏิรูปอย่างที่สังคมเรียกร้องให้รัฐบาลนี้เข้ามาเพื่อการปฏิรูปหรือไม่ เป็นบททดสอบกติกาในรัฐธรรมนูญ และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ทางเลียบเจ้าพระยาไม่ตอบโจทย์เรื่องขยะการจัดการน้ำ ในส่วนของการใช้ประโยชน์ ถามว่าจะมีคนใช้จริงไหม ในเอกสารโครงการเขียนว่า อาจมีผู้ใช้ทางจักรยาน คือใช้คำว่า อาจ แสดงว่าแม้แต่เอกสารโครงการเองก็ไม่ยืนยัน”
นี่คือสถานการณ์ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดไม่ใช่เพียงตอนจบ หากแต่กระบวนการทั้งหมดทั้งมวลล้วนเป็นบทเรียนและภาพสะท้อนของความต้องการมีส่วนร่วมอันเป็นสิทธิที่ประชาชนพึงมีในฐานะผู้เป็นเจ้าของแม่น้ำสายนี้อย่างแท้จริง

เปิดใจหน้าศาลในวันยื่นฟ้อง
ส.รัตนมณี พลกล้า
ทีมกฎหมายมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน
“เชื่อว่าศาลจะพิจารณาให้ความคุ้มครองชั่วคราว เพราะชัดเจนว่าขั้นตอนกระบวนการต่างๆ ของโครงการไม่เป็นไปตามกฎหมาย และจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชน และแม่น้ำเจ้าพระยาอันเป็นอัตลักษณ์สำคัญ การที่ตัดสินใจยื่นขอคุ้มครองในวันนี้เพราะหากผ่านไปถึงขั้นตอนการประมูลว่าจ้างเอกชนก็จะเกิดปัญหาทั้งต่อภาครัฐและเอกชนที่มาทำโครงการ สำหรับเอกสารกว่า 3,000 หน้าที่ยื่นไป มี 4 ส่วน คือ 1.ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการจากส่วนราชการและจากการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม 2.งานวิจัย การศึกษาผลกระทบ 3.ข่าวในสื่อต่างๆ และกิจกรรมที่เครือข่ายผังเมืองฯ ติดตามคัดค้าน 4.หนังสือที่เคยยื่นต่อหน่วยงานต่างๆ”
สาธิต ดำรงผล
ตัวแทนชุมชนบางอ้อ เขตบางพลัด กทม.
“พื้นที่โครงการช่วงแรกจะผ่านมาถึงชุมชนซึ่งจะมีผลกระทบแน่นอน ทั้งเรื่องขยะ วิถีชีวิต เรายังลงเรือข้ามฟากอยู่ด้วย การมีถนน คิดดูว่าจะไปทำท่าเรือตรงไหน คนจะข้ามแม่น้ำก็ลำบาก อาจข้ามไม่ได้เลย ที่ผ่านมามีเจ้าหน้าที่มาป้อนข้อมูลโครงการให้อย่างเดียว และเปลี่ยนแบบไปเรื่อยๆ เราไม่รู้ว่าแบบไหนจริง สุดท้ายจะทำอะไร ชาวบ้านสับสน แต่ยอมรับว่าบางชุมชนก็เห็นด้วยกับโครงการนี้เพราะทำให้ที่ดินของเขาราคาสูงขึ้น จากเดิมเป็นที่ดินตาบอด ในขณะที่หลายชุมชนนึกว่าโครงการถูกชะลอไปแล้วตามที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้”

