นับจากแยกตัวออกมาเป็นจังหวัดเมื่อปี 54 ผ่านมาแล้วราว 7 ปี “บึงกาฬ” ได้ยกระดับจากจังหวัดน้องเล็กสุดของประเทศ เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพในหลายมิติ
ไม่เพียงขึ้นชื่อลือชาเรื่อง “ยางพารา” จนได้ชื่อว่าเป็น ศูนย์กลางยางพาราของภาคอีสาน
บึงกาฬยังโดดเด่นด้านแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่หลากหลาย และเป็นพื้นที่สำคัญทางภูมิศาสตร์ชายแดนเลียบริมแม่น้ำโขง ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สปป.ลาว เชื่อมโยงไปยังประเทศเวียดนามและประเทศจีนด้วย

เมื่อมีโอกาสได้จับเข่านั่งคุยกับ นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ อย่างใกล้ชิด พลาดไม่ได้ที่จะพูดคุยแบบเจาะลึกถึงยุทธศาสตร์ และทิศทางของจังหวัดเหนือสุดแดนอีสานหลังจากนี้
นิรัตน์บอกว่า ในฐานะผู้ว่าฯมีหน้าที่รับนโยบายการบริหารจากรัฐบาล กระทรวง กรมต่างๆ ที่มาลงในจังหวัดแล้วแปลงไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลและเหมาะสมกับคน สิ่งแวดล้อม ความเป็นไปของพื้นที่ในจังหวัดบึงกาฬ ซึ่งนโยบายตอนนี้ก็มีหลายด้าน
“ถ้าพูดเรื่องเศรษฐกิจก็คือปากท้อง ถ้าพูดเรื่องความมั่นคงคือความสงบเรียบร้อยของบ้านเรือน ส่วนการจัดระเบียบบ้านเมืองเป็นอีกมิติหนึ่ง นั่นคือการทำให้บ้านเมืองน่าอยู่ คนอยู่แล้วมีความสุข”
ดังนั้น ทิศทางของนิรัตน์จึงมุ่งเน้นการดำเนินการให้นโยบายของรัฐบาลเกิดผลในการปฏิบัติจริง โดยดึงศักยภาพที่มีในพื้นที่ทั้งหมดมาใช้
นิรัตน์บอกว่า ด้วยความที่บึงกาฬปลูกต้นยางพารามากที่สุดในพื้นที่ภาคอีสานกว่าล้านไร่ ทำให้บึงกาฬ จัดเป็นเมืองสีเขียว ที่มีต้นไม้จำนวนมากช่วยดูดซับสารพิษ กรองอากาศบริสุทธิ์ ส่งผลดีต่อสุขภาพและระบบการหายใจของมนุษย์ ทำให้ชาวบึงกาฬมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง เป็นจุดเด่นที่ใช้เชิญชวนนักท่องเที่ยวผู้สนใจแวะมาเยือนจังหวัดบึงกาฬเพื่อพักผ่อน เติมพลังรับอากาศบริสุทธิ์เพื่อฟื้นฟูสุขภาพและจิตใจสักครั้งในหนึ่งปี
“การเดินทางมาบึงกาฬมันอาจจะดูมายาก อาจจะดูไกลแต่ในห้วงเวลาปีหนึ่งที่เราเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานจากการใช้ชีวิตที่ดีในสังคมที่มันแออัดวุ่นวาย ถ้าเรามีโอกาสมารีเฟรชร่างกาย ที่บึงกาฬให้ได้สักครั้งรับรองว่าท่านจะไม่ผิดหวังเเละอยากจะมาอีกแน่นอน”
นอกจากต้นทุนทางธรรมชาติที่มีอยู่เเล้ว จังหวัดบึงกาฬยังมุ่งเน้นการขับเคลื่อนเรื่อง “จังหวัดสะอาด” ด้วย
“การทำเรื่องจังหวัดสะอาด ทำให้ผู้คนได้เห็น ได้รู้สึกอะไรดีๆ ทุกวันตลอดทั้งปี เป็นสิ่งที่ผมอยากจะให้คนบึงกาฬได้รับ”

พ่อเมืองบึงกาฬยังสะท้อนถึงการใช้เมืองสะอาดดึงดูดด้านการท่องเที่ยว พร้อมย้ำว่า จะไม่ไปสร้างแลนด์มาร์กแข่งกับใคร แต่เริ่มต้นที่ความสะอาด
“เรื่องนักท่องเที่ยวเป็นส่วนที่สอง คือเขาเข้ามาแล้วได้เจอเมืองสะอาดเจอธรรมชาติสวยๆ แล้วไปบอกเล่าต่อ ดังนั้น สถานที่ท่องเที่ยว จะต้องไม่ปล่อยให้สกปรก โดยแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำต้องมีการกำจัดวัชพืช พวกผักตบ หรือ จอกหูหนูยักษ์ ต้องเอาออกให้หมด ซึ่งเราได้เสนอไอเดียขยายแนวคิดเรื่องการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ให้นักท่องเที่ยวช่วยกันดูแลแหล่งน้ำ เช่น นักท่องเที่ยวที่ไปล่องแพในทุ่งบัวแดง หนองเลิง อำเภอพรเจริญ เวลาลงแพจะให้เขาเอาเข่งไปลำละ 1 ใบช่วยกันเก็บขยะ ซึ่งจะไปเข้ากับความมุ่งมั่นของกลุ่มนักท่องเที่ยวที่รักษาสิ่งแวดล้อม หลายคนขอเข่งเพิ่มด้วยซ้ำ”


เป็นเเนวทางการท่องเที่ยวที่นิรัตน์บอกว่า เป็นการให้นักท่องเที่ยวมีส่วนรวม อาจจะเรียกการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์หรือการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ก็ได้ แล้วพอเอาขึ้นมาวัชพืชเหล่านี้สามารถเอามาเป็นปุ๋ยได้ด้วย
พร้อมเล่าว่า ขณะนี้มีการสร้างความสะอาดในพื้นที่ต่างๆ อย่างต่อเนื่องและขยายผลเพิ่ม เช่น การแยกขยะ การเปิดพื้นที่ฝังกลบขยะสด ถ้าเป็นไปตามเป้าได้ ทุกคนจะมีถังขยะเปียกประจำครัวเรือน แต่การทำแค่ขยะเปียกมันไม่เพียงพอ เพราะจังหวัดสะอาดต้องมีอะไรมากกว่านี้
“การจัดการขยะในครัวเรือนเป็นแค่มิติหนึ่ง จะต้องให้ทุกคนเดินหน้าต่อนำไปสู่แนวคิด “บึงกาฬบิ๊กคลีนนิ่งเยียร์” คือต้องทำให้เมืองสะอาดตลอดทั้งปี ถามว่าจะทำให้สะอาดได้ยังไงก็มีแนวคิด “บึงกาฬ สะอาด 3 มิติ” คือ 1.บนถนน บนพื้น ต้องเก็บกวาดให้หมด 2.สะอาดทางอากาศ คือในระดับสายต่อป้ายโฆษณาเถื่อนต้องไม่มี สายไฟฟ้า สายโทรศัพท์ ไม่จำเป็นต้องลงดินแต่ต้องจัดระเบียบเก็บรวบให้เรียบร้อย ซึ่งมีการจัดทำอยู่เป็นระยะ 3.ในน้ำ ไม่ว่าจะเป็นร่องน้ำข้างทาง หรือท่อระบายน้ำต้องมีการลอก มีการเก็บขยะ เก็บตะกอน เวลาฝนตกน้ำจะได้ไม่ท่วม แล้วตามหนองน้ำต้องมีการเก็บวัชพืชอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งบึงกาฬ เป็นเมืองแห่งสายน้ำ มีน้ำโขงไหลผ่าน 4 อำเภอเป็นระยะทาง 130 กิโลเมตร ก็มีการสั่งให้ท้องถิ่นที่มีพื้นที่ติดแม่น้ำโขง ให้ไปสำรวจแล้วทำแผนบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่องให้สะอาด”
นิรัตน์ย้ำอีกว่า บึงกาฬ สะอาด 3 มิติ ต้องมีการทำอย่างต่อเนื่อง ขับเคลื่อนสัปดาห์ละครั้งในทุกอำเภอ พร้อมวางเป้าหมายไว้ว่าในปี?62 จะต้องทำให้ดีขึ้นและเห็นได้ชัดกว่าปี?61
“บึงกาฬมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นเทศบาลรวมกับ อบต. 60 แห่ง ซึ่งละพื้นที่ก็มีจุดดีของตัวเอง เราไม่ต้องบอกเขาทำอะไรแต่ถามเขาว่าคุณมีอะไรดี ซึ่งมี 4 อำเภอติดริมโขงก็ขายแม่น้ำโขง อีก 4 อำเภอติดภูเขา ก็ขาย ภูทอก ภูสิงห์ ภูวัว ภูลังกา และน้ำตกต่างๆ ซึ่งสวยงามมาก ซึ่งต้องรักษาความสะอาดให้ดี เเล้วที่บึงกาฬไม่เหมือนภาคอีสานอย่างที่เราเข้าใจว่ามันจะต้องแห้งแล้ง เพราะบึงกาฬมีหนองน้ำกว่า 400 แห่ง แต่ถ้าไม่รักษาไว้วันนี้ก็ไม่แน่ว่าอนาคตจะแห้งแล้งหรือเปล่าเป็นเรื่องที่ต้องดูเเลด้วย”
ในจุดนี้ไม่เพียงแต่สร้างความโดดเด่นเรื่องการท่องเที่ยวเท่านั้น ผู้วาฯบึงกาฬยังมีแนวคิดที่พัฒนาให้ “หนองบึง” จำนวนมากในพื้นที่ เป็นกลไกผลักดันเศรษฐกิจบึงกาฬด้วย
“อนาคตอาจจะผลักดันให้มีการปลูกพืชไม้ผลรอบหนองบึง ซึ่งอาจจะทำรายได้ได้ดีกว่ายางพาราก็ได้ เพราะวันนี้ที่บึงกาฬปลูกยางพาราล้านกว่าไร่ เเต่เราไม่ได้บังคับให้โค่นยางนะ มันก็มียางพาราที่อายุครบ 25 ปีที่ต้องตัดไม้ขายอยู่แล้ว พืชผลไม้เป็นทางเลือกที่น่าจะพิจารณา ส่วนคนที่ปลูกไม้ผลอยู่เเล้วต้องพัฒนาคุณภาพให้ลูกใหญ่ขึ้น ให้ได้ราคาดี”
พ่อเมืองบึงกาฬยังยกตัวอย่างถึงปัญหาที่เห็นชัดในบึงกาฬ คือวันนี้ชาวบ้านต้องไปซื้อผัก ซื้อพริก จากจังหวัดอื่น ซึ่งใช้เวลาขนส่งนานเเค่ไปกลับก็เป็นระยะทาง 300-400 กิโลเมตร ทำให้ราคาเเพง ถ้าคนในพื้นที่ปลูกเองได้ก็จะเป็นทางเลือกหนึ่ง พร้อมเน้นเสียงหนักว่า ไม่อยากให้เเข่งกันปลูกเหมือนกันหมดจนล้นตลาด

อ่านถึงตรงนี้เเนะนำคนบึงกาฬ หรือคนจังหวัดต่างๆ ที่มีรูปแบบคล้ายกัน ต้องพิจารณาเเละศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจลุงทุน
นิรัตน์อธิบายต่อว่า ส่วนตัวให้ความสำคัญกับชาวสวนยางพารามาก เเต่ในพื้นที่บึงกาฬมีศักยภาพในการปลูกพืชผลไม้ มีต้นทุนในเรื่องน้ำ ดิน เเต่เขาเลือกปลูกข้าวกับยางพารา เราก็จะไปเพิ่มทางเลือกให้ ขณะเดียวกันก็ช่วยหางบประมาณในการขุดลอกแหล่งน้ำไม่ให้ตื้นเขินและสามารถกักเก็บน้ำได้มากขึ้น
“เราต้องปรับเปลี่ยนบ้าง อาจจะปลูกพืชอย่างอื่นหรืออาจจะเปลี่ยนเป็นเลี้ยงสัตว์บ้าง เพื่อเพิ่มรายได้ให้มากขึ้นแทนที่จะกรีดยางพาราอย่างเดียว เเต่ผมไม่ได้บอกให้โค่นต้นยาง 1 ล้านไร่แล้วปลูกทุเรียน 1 ล้านไร่เลย ต้องเลือกพื้นที่ที่มีศักยภาพซึ่งมีผลต่อต้นทุน ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกหน่วยต้องช่วยกันดูและคุยกัน”
ส่วนเรื่องยางพารานั้นวันนี้ต้องยอมรับว่ามันกลายเป็นวิถีชีวิตของชาวบึงกาฬเเล้ว ซึ่งในส่วนนี้ นิรัตน์ยืนยันว่าจะต้องสนับสนุนต่อไป เช่นการจัดงานวันยางพาราบึงกาฬ ที่จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 6
นิรัตน์บอกว่า การจัดงานยางพารา เป็นการบอกกล่าวเล่าว่าเรามีวัตถุดิบอะไรบ้าง เป็นการบอกให้กับสังคมเเละกลุ่มลูกค้าได้รับรู้ ซึ่งในมุมของนักลงทุนเขาก็ต้องการความมั่นใจเรื่องผลผลิตที่จะมีเพียงพอต่อเนื่องด้วย การจัดงานจึงเป็นอีกมิติหนึ่งที่ให้ความมั่นใจควบคู่กันไป ด้านหนึ่งในงานก็ยังแสดงเรื่องของนวัตกรรมจากยางพารา ที่นำไปแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า เกษตรกรที่มาก็จะได้เห็นว่าวันนี้เทรนด์ใหม่เเละแนวโน้มเกี่ยวกับยางพารามันไปถึงไหนเเล้ว
“เป็นการทำให้ประชาชนได้เห็นว่า ถ้าเราขายยางก้อนถ้วยกิโลละ 20 บาท หรือยางเเผ่นกิโลกรัมละ 40 บาทไม่ได้ แต่ต้องมองว่าถ้าเราไปแปรรูป เป็นผลิตภัณฑ์เป็นถุงมือยางเป็นหมอนยางพาราเป็นที่นอนยางพาราหรืออะไรต่างๆ มันจะได้มูลค่าเพิ่มขึ้นหลายเท่า ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลได้สั่งให้ผู้ว่าฯ และทุกหน่วยทำ เพราะการขายวัตถุดิบหน้าลานขายเเต่ยางก้อนถ้วยในราคาแบบนั้น เราจะไปไม่ถึงยุค 4.0 จะเป็นการซอยเท้าอยู่กับที่ ดังนั้น ยางพาราต่อไปนี้จะต้องไปถึง 4.0 ให้ได้ถึงจะมีรายได้สูงขึ้น เราต้องยอมรับความเปลี่ยนแปลง ซึ่งการนำไปเพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูปอาจจะต้องมีการรวมกลุ่มกันเพื่อที่จะลงทุนตรงนี้ไหม ส่วนเทคโนโยลีต่างๆ ก็จะมีการนำเสนอให้เห็นกันในวันยางพารา ที่จัดขึ้นเป็นประจำต่อเนื่องทุกปี” นิรัตน์กล่าวทิ้งท้าย

สะพานมิตรภาพแห่งที่ 5
โอกาส-ความท้าทายของคน”บึงกาฬ”
โครงการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงระหว่างประเทศไทยเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน เป็นการพัฒนาที่สำคัญทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนระหว่างประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง “ไทย-ลาว-กัมพูชา-เวียดนาม”
ด้วยความพิเศษกว่าพื้นที่ชายแดนบริเวณอื่น เนื่องจากมีแม่น้ำโขงเป็นเส้นพรมแดน จึงเกิดการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมและขนส่งระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ที่เรียกว่า “สะพานมิตรภาพ”
เริ่มแรกในปี 2537 มีการสร้างสะพานมิตรภาพแห่งที่ 1 (หนองคาย-เวียงจันทน์) ต่อมาในปี 2549 เปิด สะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 (มุกดาหาร-สะหวันนะเขต) จากนั้นในปี 2554 เปิดสะพานขึ้นอีกแห่ง คือ สะพานมิตรภาพแห่งที่ 3 (นครพนม-คำม่วน) ตามด้วยปี 2556 กับการเปิดสะพานมิตรภาพแห่งที่ 4 (เชียงของ-ห้วยทราย)
และล่าสุดกับโครงการ “สะพานมิตรภาพแห่งที่ 5 (บึงกาฬ-ปากซัน)” ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ เเละจะมาพร้อมการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่
นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ระบุว่า เป็นเรื่องที่คนบึงกาฬต้องเตรียมตัวให้ดี
“ผมมีคำถามว่าสร้างสะพานแล้วคนบึงกาฬได้อะไร? เพราะผมไม่อยากให้มีสะพานแล้วจังหวัดบึงกาฬจะเป็นแค่ทางผ่านของสินค้า เพื่อไปประเทศที่ 3 แต่อะไรบ้างที่เราจะได้เกาะไปกับขบวนรถไฟนั้น”
ผู้ว่าฯบอกต่อว่า ดังนั้น จะต้องวางแผนกันให้ดี ก่อนสะพานมิตรภาพแห่งที่ 5 จะเกิด ซึ่งพื้นที่ของบึงกาฬมีศักยภาพ เรามีดินเเละน้ำที่สมบูรณ์สามารถผลิตผลไม้ได้ไม่ต่างจากภาคตะวันออกของประเทศ เเต่ทั้งหมดเป็นเรื่องการปรับตัว ปรับไปสู่ความมั่งคั่ง เพราะมีโอกาสในการขายที่ง่าย เราจะต้องไม่ใช่เเค่ทางผ่าน แต่ต้องเกาะกลุ่มคนที่ได้ประโยชน์จากสะพานด้วย
เป็นโอกาสเเละความท้าทายอย่างมากของจังหวัดบึงกาฬ

