นโยบาย-ของขวัญปีใหม่ การชิงความได้เปรียบครั้งสำคัญ ก่อน ‘เลือกตั้ง’

24.11.18 | 13:25 น.

นับเป็นโค้งสุดท้ายก่อนเข้าสู่วันเลือกตั้ง 24 กุมภาพันธ์ 2562 (ถ้าไม่เลื่อน) และถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของ “รัฐบาล” ที่จะสร้างผลงานทิ้งทวน

และเป็นจังหวะดีที่ปฏิทินการเลือกตั้งอยู่ถัดจากเทศกาลปีใหม่ จึงเป็นโอกาสให้รัฐบาลได้ “มอบของขวัญ” ให้กับประชาชนทุกระดับตามธรรมเนียม ที่เกิดขึ้นแทบทุกยุค ทุกรัฐบาล

ปีนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ค่อยๆ ปล่อยกล่องของขวัญออกมาทีละใบ ตั้งแต่การพิจารณาเพิ่มเติมเกี่ยวกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทั้งเรื่องการดูแลผู้สูงอายุ ค่าน้ำ ค่าไฟ รวมไปถึงการเติมเงินให้กับผู้ถือบัตร 14.5 ล้านคน คนละ 500 บาท เป็นวงเงิน 7,250 ล้านบาท, โครงการบ้านล้านหลัง ดอกเบี้ยต่ำ ภายใต้งบ 6 หมื่นล้าน

ครม.ยังเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือข้าราชการเกษียณ โดยใช้งบประมาณ 2 หมื่นล้าน เพิ่มเงินให้ข้าราชการบำนาญสามารถดำรงชีพได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ

แม้จะบอกว่าเป็นของขวัญปีใหม่ หรือเห็นใจคนมีรายได้น้อยก็ตาม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีคนจำนวนไม่น้อยมอง “ของขวัญปีใหม่ของรัฐ” ว่าเป็นการเรียกคะแนนนิยม หรือ “การหาเสียง”

Advertisement

โดยเฉพาะนโยบายส่วนใหญ่เป็นการทุ่มงบลงไปในกลุ่มคนมีรายได้น้อยหรือข้าราชการ ซึ่งมีจำนวนมากในประเทศ และมาก่อนจะถึงวันเลือกตั้งพอดี

จนหลายคนอาจจะตั้งข้อสังเกตว่า คำถามและเสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้มีความเป็นไปได้ที่จะกระทบกับคะแนนเสียงหรือไม่ จากตั้งใจจะเรียกคะแนนนิยม อาจจะกลับตาลปัตรเป็นสร้างคะแนน “ไม่” นิยมก็ได้

ซึ่งในมุมมองของนักวิชาการอย่าง รศ.สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยรามคำแหง วิเคราะห์ว่า อาจจะมีผลบ้างแต่บางคนก็คงไม่ได้คิดอะไร เพราะมองเป็นหน้าที่ของรัฐ และเป็นเงินของเราอยู่แล้ว

“ยังไงก็คงไม่เป็นกระแสที่จะทำให้รัฐบาลได้รับความนิยมสูงขึ้นมาได้”

แม้ที่ผ่านมารัฐบาลมักจะออกมาให้ของขวัญปีใหม่อยู่เป็นประจำแต่ รศ.สุขุมก็มองว่า โดยปกติถ้าจะมีการเลือกตั้งแล้วห้ามออกนโยบายแบบนี้ ซึ่งครั้งนี้ดูชัดเจนว่าเป็นเรื่องการหาเสียง ซึ่งคนเป็นนักการเมืองทางไหนที่เขาคิดว่าได้เขาก็ทำทั้งนั้น ยิ่งอยู่ในฐานะที่ไม่ได้ใช้เงินตัวเองอาจจะยิ่งมีความสุข

ส่วนจะส่งผลให้คะแนนนิยมลดน้อยลงหรือไม่นั้น รศ.สุขุมบอกว่า ขึ้นอยู่กับการหาเสียงของพรรคอื่นว่าจะทำให้ประเด็นนี้กลายเป็นจุดอ่อนของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ได้หรือไม่

“อาจจะมีการตรวจสอบว่าที่อนุมัติออกมาเกินกว่าที่ตั้งงบประมาณไว้หรือไม่ ใช้เงินผิดงบหรือผิดประเภทหรือเปล่า อาจจะมีการตรวจสอบจากฝ่ายตรงข้ามได้” รศ.สุขุมระบุ

ขณะที่ ดร.วีระ เลิศสมพร คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา ให้ความเห็นว่า ของขวัญปีใหม่ของรัฐบาลครั้งนี้ ตีความเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากมีนัยยะเรื่องของคะเเนนนิยม เเม้ผู้ที่เกี่ยวข้องจะชี้เเจงว่าทำมาเป็นปีเเล้วก็ตาม เพราะมันมีผลต่อการเลือกตั้งเเม้ว่าจะเลื่อนหรือไม่เลื่อน

“ที่ผ่านมามีการให้ของขวัญปีใหม่ประชาชนเป็นปกติ เเต่ครั้งนี้ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์มากเพราะขณะนี้เราอยู่ในสถานการณ์ที่มีการเเข่งขันกันสูง เเละมีการช่วงชิงจังหวะกันเรื่องข้อได้เปรียบในฝ่ายตรงข้ามอย่างไร พูดตรงๆ คือเรื่องของการเลือกตั้งนั่นเอง ซึ่งมีขั้วการเมืองต่างๆ มีเรื่องของ คสช. มีเรื่องของพรรคการเมืองที่จะหนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี”

ซึ่งประเด็นทั้งหมด ดร.วีระบอกว่า มีความผูกโยงกับเรื่องของขวัญปีใหม่ เพราะส่วนตัวผมมองว่าหากไม่มีการเเข่งขันการเลือกตั้ง อาจจะไม่มีนโยบายนี้ หรือมีเเต่ใช้งบไม่มากเท่านี้ก็ได้

อย่างไรก็ตาม การโจมตีเรื่องทุ่มงบให้ของขวัญประชาชน น่าจะได้น้อยในมุมมองของ ดร.วีระ เพราะโดยธรรมชาติของมนุษย์เรา นิยมในสิ่งที่ได้มา เเนวโน้มมีลักษณะออกมาเป็นอย่างนั้น เเล้วเมื่อโดนใจความคิดที่จะพิจารณาถึงเหตุผลว่าเอาเงินมาจากไหนมาเเจกของขวัญก็จะน้อยลง

“ผมมองว่าเป็นเรื่องของการมองถึงประโยชน์ส่วนตนค่อนข้างจะมากพอสมควร เเล้วยังไปลดทอนเรื่องของประโยชน์สาธารณะเเละความมีเหตุมีผลว่าเงินนี้มาจากไหน เป็นของใคร ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง”

ดร.วีระทิ้งท้ายว่า กระเเสตีกลับอาจจะมีเเค่ส่วนหนึ่ง เเต่เทียบสัดส่วนเเล้วจะส่งนัยสำคัญถึงขั้นพลิกเกม ผมว่าคงไม่ขนาดนั้น เเละกลายเป็นการชิงความได้เปรียบซึ่งมีผลมากพอสมควรในการเลือกตั้ง