เริงโลกด้วยจิตรื่น : ‘ความหวัง’ที่โปร่งโล่ง : โดย จันทร์รอน

2.12.18 | 13:00 น.

“ความหวัง” มีความหมายต่อความเป็นไปของการดำรงชีวิตอย่างยิ่ง ถึงขนาดที่มีการสรุปกันในทำนองว่า “ชีวิตที่อยู่อย่างไม่มีความหวัง คือการไม่มีชีวิต” หรือ “ชีวิตที่สิ้นหวัง ก็ไม่ต่างกับสิ้นชีวิต”
ในนิยามของ “ความหวัง” ที่มีความหมายสำคัญต่อชีวิตนั้น ยังมีอีกมากมาย เช่น ความหวังเป็นพลังของชีวิต

ดังนั้น ความหวังในความรู้สึกนึกคิดของคนเราจึงเป็น “พลังด้านบวก” มากกว่า

อย่างไรก็ตาม ความหวังนั้นอยู่ในส่วนของ “ความคิด” เป็นความปรารถนาที่จะให้เกิดสิ่งนั้นสิ่งนี้กับชีวิต

เอาเข้าจริงก็อยู่ในส่วนของ “ความอยากให้เป็น” และเมื่อเป็นความอยากอย่างหนึ่งเสียแล้ว ย่อมมีความไม่แน่นอน เพราะต้องเป็นไปตามปัจจัยที่เข้ามาประกอบปรุงแต่ง

“ความหวัง” จะแปร “เป็นจริง” ได้แค่ไหน ขึ้นอยู่กับการจัดการให้ปัจจัยที่มาประกอบต่างๆ เอื้ออำนวยไปในทางที่ “อยากให้เป็นได้แค่ไหน”

Advertisement

จึงเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ “ความหวัง” ในบางครั้ง หรืออาจจะบ่อยครั้งแปลเป็น “ความผิดหวัง”

และเมื่อความสุขของชีวิต ขึ้นกับปริมาณของ “ความสมใจ” หรือ “ความผิดหวัง”

สมใจมากก็มีความสุข ผิดหวังมากก็มีความทุกข์

และ “สมใจ” หรือ “ผิดหวัง” เป็นเรื่องที่ต้องจัดการ ต้องลุ้นให้เป็นไปตามที่หวัง

ดังนั้น ในอีกด้านหนึ่งของ “ความหวัง” จึงเป็นแรงกดดัน บีบคั้น ต้องลงมือลงแรง และครุ่นคิดในการจัดการ

และเมื่อเป็นดังนี้ แม้ “ความหวังจะเป็นพลังให้ชีวิตดำรงอยู่อย่างมีความหมาย” แต่ย่อมเริ่มด้วยแรงกดดันให้ต้องการจัดการให้สมดังหวัง

“ความหวัง” ที่คิดอยากขึ้นมาแล้วไม่ลงมือทำอะไร ย่อมเป็น “หวังแบบลมๆ แล้งๆ” ปล่อยให้โอกาสแห่งความสมหวังขึ้นอยู่กับความเป็นไปเองของสิ่งต่างๆ

ความหวังแบบนี้แม้จะเป็นพลัง ก็เป็นพลังแบบเพ้อฝัน

และจะแปรเปลี่ยนเป็น “ความผิดหวัง” อันนำมาซึ่งความเศร้าเสียใจได้ง่ายมาก

ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นเรื่องน่าคิดว่า หาก “ความหวัง” เป็น “พลังด้านบวกของชีวิต” แล้ว เราควรจะวางความรู้สึกนึกคิดต่อความหวังอย่างไร ไม่ให้แปรเปลี่ยนเป็นความเศร้า

หมายถึงแม้จะไม่เป็นไปอย่างที่หวัง ก็ไม่รู้สึกเศร้าเสียใจให้กลายเป็น “พลังด้านลบ” อันหมายถึงพลังที่บีบคั้นให้เกิดความทุกข์

ผู้ที่จะอยู่กับ “ความหวัง” อย่างไม่รู้สึกถูกบีบคั้น คือผู้ที่ต้องเริ่มต้นด้วยความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า “ความหวัง” แท้จริงแล้วเป็น “ความคิดปรุงแต่งอย่างหนึ่ง”

มีเจตนาที่จะทำให้เป็นไปอย่างนั้นอย่างนี้คือจุดเริ่มต้น

และความเข้าใจอย่างถ่องแท้นั้นจะต้องเกิดจากความรู้ว่า “สภาวะที่จะทำให้สมหวังนั้นต้องประกอบด้วยอะไรบ้าง” และ “มาประกอบกันอย่างไร ส่งผลต่อกันแบบไหน จึงจะได้ผลรวมที่ออกมาเป็นสมหวัง”

เมื่อเห็นองค์ประกอบต่างๆ ชัดแล้ว จะต้องตั้งใจที่จะจัดการให้การประกอบเข้าด้วยกันของปัจจัยต่างๆ เหล่านั้นเป็นไปในทางที่จะสู่ “สภาวะสมหวัง” อย่างราบรื่น

ตั้งจิตไว้ที่ความเข้าใจการแปรเปลี่ยน ไม่แน่นอน และไม่เป็นอย่างใจ มองสิ่งที่เกิดขึ้นแม้ไม่สมหวังว่าเป็นความปกติอย่างหนึ่ง

ค่อยๆ แก้ไขจัดการให้เป็นไปอย่างที่คิดจะให้เป็น โดยไม่สิ้นหวัง

นี่คือการจัดการกับความหวังอย่าง “โปร่งใจ”

อันหมายถึงไม่อึดอัดคับข้องกับการจัดการกับความหวัง