โขนไทย-กัมพูชา (ก่อน) ตีตรา ‘มรดกวัฒนธรรมแห่งมนุษยชาติ’ ทั้งรักทั้งชัง ทั้งหวาน และขมขื่น

3.12.18 | 16:35 น.

เป็นข่าวใหญ่ในสมรภูมิวัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อยูเนสโกประกาศรับรองให้ “ละครโขนวัดสวายอันเด็ท” ของกัมพูชา และ “โขนไทย” ขึ้นแท่นมรดกวัฒนธรรมอันจับต้องไม่ได้ (Intangible Heritage) ของมวลมนุษยชาติ เมื่อไม่กี่วันมานี้ในการประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ครั้งที่ 13 ณ สาธารณรัฐมอริเชียส

กัมพูชาได้เฮไปล่วงหน้า ก่อนที่โขนไทยจะต่อคิวในภาคบ่ายของวันที่ 29 พฤศจิกายนแล้วเปล่งเสียงไชโยในช่วงค่ำ

เหมือนรู้ถึงเค้าลางความร้อนระอุจางๆ ในโซเชียล ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผอ.สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเดินทางเข้าร่วมงานดังกล่าวจึงโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กให้คนไทย “ใจเย็นๆ” เพราะเป็นการพิจารณาเรียงตามตัวอักษร ไม่เพียงเท่านั้น ยังอธิบายความอย่างเข้าใจง่ายดักทางสายดราม่าอย่างเป็นวิชาการว่า โขนไทยและกัมพูชาขึ้นทะเบียนกันคนละประเภท กล่าวคือ การขึ้นทะเบียนรายการตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาตินี้มี 3 ประเภท ได้แก่

1.รายการตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ (representative list of intangible cultural heritage of humankind)

2.รายการที่ต้องได้รับการส่งเสริมและรักษาอย่างเร่งด่วน (urgent list)

Advertisement

3.รายการซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดีในการสงวนรักษา (good practice)

กัมพูชาเสนอขึ้นทะเบียนในประเภทที่ 2 เพราะเสี่ยงสูญหาย ส่วนไทยชูประเด็นพุ่งเป้าเข้าประเภทที่ 1 คือการเป็นตัวแทนมรดกวัฒนธรรมซึ่งได้รับการสืบต่อไม่ขาดสาย แต่ไม่ว่าจะเสนอประเภทไหนก็มีจุดมุ่งหมายเพื่อชื่นชมการมีอยู่ของมรดกทางวัฒนธรรมนั้นๆ

การขาดครูโขนคือปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้โขนวัดสวายอันเด็ทเสี่ยงสูญหาย จึงต้องเร่งดูแลอย่างเร่งด่วน

ด้าน ดร.ปริตตา เฉลิมเผ่า กออนันตกูล อดีต ผอ.ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ห่วงใยสังคม ติงสื่อมวลชนไม่ค่อยทำการบ้าน โพสต์ทันควันหลังยูเนสโกรับรองโขนไทย เริ่มต้นด้วยการอธิบายว่า โขน ไม่ได้ขึ้นทะเบียน “มรดกโลก” ซึ่งเป็นคำที่คุ้นหู เพราะมรดกโลกคือสิ่งก่อสร้าง โบราณสถาน หรือแหล่งธรรมชาติที่มีคุณค่ามหาศาล โดยเป็นคนละอย่างกับมรดกทางวัฒนธรรม “ที่จับต้องไม่ได้” ซึ่งหมายถึงประเพณี ความรู้ พิธีกรรม การแสดง งานช่าง และอื่นๆ

การขึ้นทะเบียนไม่ได้หมายความว่าประเทศนั้นเป็น “เจ้าของ” แล้วประเทศอื่นห้ามเป็นเจ้าของอีก แต่หมายความว่า แต่ละประเทศที่ขึ้นทะเบียนล้วนเห็นค่าของมรดกตัวเอง ต้องการสืบทอด อยากให้คนอื่นชื่นชมด้วย โดยเมื่อขึ้นทะเบียนแล้ว แปลว่าประเทศนั้นๆ มีความรับผิดชอบที่จะสนับสนุนให้สืบทอดด้วยวิธีต่างๆ เช่น ส่งเสริมให้มีการเรียนการสอน การแสดง การค้นคว้า ฯลฯ

โขนวัดสวายอันเด็ทมีลักษณะเป็น “พิธีกรรม” เพื่อความอุดมสมบูรณ์ในการเกษตร

ดร.ปริตตา ยังลงลึกถึงรายละเอียดของละครโขนวัดสวายอันเด็ท ว่า เป็นการแสดงของชุมชนแห่งหนึ่ง ห่างจากกรุงพนมเปญไปทางตะวันออกราว 10 กม. ชุมชนดังกล่าวเป็นชุมชนเกษตรกรซึ่งต้องมีการแสดงละครโขนทุกปีเพื่อบวงสรวง “เนียกตา” อันเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชุมชน หวังผลให้บันดาลการเพาะปลูกได้อย่างอุดมสมบูรณ์ การแสดงที่ว่านี้มีลักษณะเป็น “พิธีกรรม” มีการเข้าทรง และต้องแสดงให้เนียกตาพอใจ

สำหรับประเด็นเข้าข่ายขึ้นทะเบียน คือ การที่ผู้แสดงระดับ “ครู” เหลือไม่มากจากปัญหาความระส่ำระสายทางการเมือง จึงต้องหาทางสืบทอดอย่างเร่งด่วน ในขณะที่โขนไทยคลี่คลายจากการแสดงราชสำนักมาเป็นศิลปะของชาติที่มีหน่วยงานรัฐจัดการให้สืบทอด จึงเสนอขึ้นทะเบียนมรดกวัฒนธรรมที่มีการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง

โขนกัมพูชาขาดครูเพราะบ้านเมืองระส่ำระสายจากสงคราม


ตัดฉากมาที่คำถามสำคัญ ว่าเมื่อต่างฝ่ายได้รับการขึ้นทะเบียนไปแล้วไงต่อ?

เจ้าของผลงานมากมายในสายงาน “วัฒนธรรมร่วมอุษาคเนย์” อย่าง สุจิตต์ วงษ์เทศ ยิงหมัดตรงตามสไตล์ว่า เมื่อเขมรขาดครู ไทยก็ควรส่งครูโขนที่มีอยู่มากมายเข้าไปช่วย

“โขนในเขมรเดิมเป็นของราชสำนัก พอเกิดสงคราม บ้านเมืองปั่นป่วน ครูโขนกระจัดกระจายถูกกวาดต้อน พอเปลี่ยนเป็นคอมมิวนิสต์ก็ตัดทิ้งประเพณีราชสำนักหมด ไม่มีการสืบทอด โขนวัดสวายเป็นโขนแบบบ้านๆ เรียนกันเอง ฝึกกันเอง ตรงนี้ไทยควรยื่นมือเข้าไปช่วย ให้ทุนครูโขนละครไทยไปฝึกให้เขมร เพราะครูเราล้น รัฐบาลไทยควรส่งไปสนับสนุนเลย”

ส่วนการที่โขนไทยได้ขึ้นทะเบียนนั้น สุจิตต์บอกว่า “ไม่ได้อะไร ยกเว้นได้อวด” และแม้ไทยจะมีการสืบทอดโขนด้วยวิธีการต่างๆ โดยเฉพาะการเรียนการสอนในสถาบันระดับอุดมศึกษา ทว่า ไม่ได้มีคนดูมากมายอะไร เป็นเพียงความสนใจแบบเฉพาะกลุ่มเท่านั้น

“อะไรที่มันคลาสสิก คนก็ดูน้อยเป็นธรรมดา บัลเลต์ของตะวันตกก็เหมือนกัน มันไม่ใช่ป๊อป อย่าไปเรียกร้องให้คนดู ใครอยากดูก็ดู ไม่ดูก็ไม่ต้องไปว่าเขา อย่าไปตำหนิคนอื่น แต่ถ้าอยากดูขึ้นมา ต้องมีให้ดู รักษาไว้ก็ถูกต้องแล้ว” สุจิตต์สรุป

ภาพในวิดีโอนำเสนอ “โขนไทย” ในเว็บไซต์ยูเนสโก เน้นย้ำการสืบทอดอย่างต่อเนื่อง
แฟนๆรุมล้อมนักแสดงโขนไทยที่กลายเป็น ‘ตัวแทน’ ทางวัฒนธรรม รับรองโดยยูเนสโกเมื่อ 29 พ.ย. ที่ผ่านมา

จากความเห็นเชิงวิชาการ หากแวะสไลด์หน้าจอชมโซเชียล แน่นอนย่อมพบเฮทสปีชฉีดกระพือดราม่า โดยเฉพาะจากเพจเฟซบุ๊กสายงานชาตินิยม บางเพจวาดการ์ตูนล้อเลียนโขนเขมรนอนให้น้ำเกลือพร้อมสายระโยงระยาง เสียดสีการขึ้นทะเบียนรายการที่ต้องได้รับการส่งเสริมและรักษาอย่างเร่งด่วน (urgent list)

ภาพจากเพจ Claimbodian2

ย้อนเวลากลับไปอีกนิด เมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ชาวเน็ตกัมพูชากว่าครึ่งแสนก็พากันไปถล่มเพจยูเนสโกหลังพบว่าไทยยื่นขอขึ้นทะเบียนโขนพร้อมตราหน้าว่า “ขี้ขโมย” โดยยืนยันว่าโขนมีต้นกำเนิดมาจากกัมพูชา ส่วนไทยเป็นเพียงฝ่ายก๊อบปี้เท่านั้น

เรียกได้ว่า ออกอาการ “ชิงมง” กันสุดเดช

สถานการณ์เมื่อเดือนสิงหาคม 2561 ชาวเน็ตกัมพูชาถล่มเพจยูเนสโก หลังทราบว่าไทยยื่นขอขึ้นทะเบียนโขนเป็นมรดกวัฒนธรรมของมนุษยชาติ


ความขัดแย้งหยุมหยิมที่หลายหนนำไปสู่กระแสความเกลียดชังระหว่างเขมรกับไทยไม่ได้เพิ่งเกิด และไม่ได้มีแค่ประเด็นยื้อแย่งลิขสิทธิ์มรดกทางวัฒนธรรม หากแต่มีอีกมากมายหลายกรณี ถึงขนาดมีการตีพิมพ์หนังสือ “สยาม-ขะแมร์ คู่รักคู่ชังคู่กรรมคู่เวร” ประกอบการสัมมนาวิชาการอุษาคเนย์ใน พ.ศ.2554 ความหนา 222 หน้า หวังเผยแพร่ข้อมูลบ่งชี้รากเหง้าความสัมพันธ์อันใกล้ชิดยาวนานระหว่างไทย-กัมพูชา ทั้งวัฒนธรรม ภาษา ประเพณี ศิลปะ และอื่นๆ

ดังเช่นโขนหรือการแสดงในลักษณะใกล้เคียงกันซึ่งไม่ได้มีเฉพาะในไทยและกัมพูชา หากแต่มีแทบทุกประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น พระลักพระลาม ของลาว, เลกอง ของอินโดนีเซีย และหย่าม่ะซัตด่อว์ ของพม่า เป็นต้น โดยล้วนมีที่มาจากหนังใหญ่เรื่องรามายณะ วรรณกรรมอินเดียโบราณ แสดงเพื่อยกพระเกียรติพระเจ้าแผ่นดินที่เป็นประดุจอวตารของพระนารายณ์อวตารมาปราบยุคเข็ญ

เมื่อผู้คนในอุษาคเนย์รับแนวคิดและอิทธิพลจากวรรณกรรมดังกล่าว ก็นำมาปรับเปลี่ยนและพัฒนาโดยมีท่า “ยืดยุบ” หรือ “ท่ากบ” ซึ่งอินเดียไม่มี นอกจากนี้ยังคลี่คลายออกไปจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละชาติ จึงป่วยการที่จะลุกขึ้นมาทะเลาะกันให้เสียความรู้สึก เพราะในชีวิตจริงคนไทยและชาวเขมรสัมพันธ์แน่นแฟ้นโดยเฉพาะชาวบ้านหย่อมย่านชายแดน อีกทั้งผู้ถือบัตรประชาชนไทยที่มีเชื้อสายและชาติพันธุ์อันไม่อาจแยกขาดจากกันกับกลุ่มคนผู้พูดภาษาตระกูลมอญเขมร

“ท่ากบ” ภาพลายเส้นจากภาพเขียนสี เชื่อว่าเป็นที่มาของท่าถีบเหลี่ยมเล่นโขนของผู้คนในอุษาคเนย์ โดยเป็นท่าที่ไม่ปรากฏในอินเดีย
“หย่าม่ะซัตด่อว์” ของพม่า
พระลักพระลาม ของลาว ภาพจาก wikipedia

ประเด็นนี้ นักวิชาการหลายรายพยายามเผยแพร่ทั้งข้อมูลแนวคิดมานานนับสิบปี เพื่อฟาดฟันลบล้างทัศนคติเหยียดหยามดูถูกเพื่อนบ้าน ที่นำไปสู่ความขัดแย้ง แม้ปัจจุบันยังไม่หมดสิ้น แต่น่าสังเกตว่า กระแสส่วนหนึ่งในสังคมไทย เริ่มเรียนรู้และยอมรับความเป็นวัฒนธรรมร่วมมากขึ้นเรื่อยๆ

ดราม่าที่เคยร้อนแรงก็ดูเหมือนจะค่อยๆ เสียงอ่อยลงตามลำดับ

แต่ประเด็นเกี่ยวเนื่องกับการตีตราโดยยูเนสโกที่หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่าสำคัญยิ่งกว่าก็คือ ความเข้าใจในจุดมุ่งหมายของการขึ้นทะเบียน อันจะนำไปสู่การดูแล สืบทอด สงวนรักษา และซึมซาบคุณค่าอย่างจริงแท้

 

จับมือ-ยื้อแย่ง แบ่งมรดกวัฒนธรรม

อัครพงษ์ ค่ำคูณ อาจารย์วิทยาลัยนานาชาติ ปรีดี พนมยงค์ ม.ธรรมศาสตร์ ยกตัวอย่างมรดกวัฒนธรรมที่คล้ายคลึง อาทิ “ผักดอง-กิมจิ” ระหว่างเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ เสนอขึ้นทะเบียนแบบแยกกัน

โดยเกาหลีใต้ขึ้นทะเบียนก่อนในปี 2556 ในชื่อ Kimjang, making and sharing kimchi

ส่วนเกาหลีเหนือขึ้นทะเบียนต่อมาในปี 2558 ในชื่อ Tradition of kimchi-making

สำหรับกัมพูชา ขึ้นทะเบียนมรดกที่ไม่ใช่ถาวรวัตถุไปแล้วจำนวน 5 รายการ ที่น่าสนใจคือ พ.ศ.2558 มีการ

ขึ้นทะเบียน “ชักคะเย่อ” (Tugging Rituals and Games) ซึ่งเป็นทั้งพิธีกรรมและการละเล่น โดยเป็นการเสนอร่วมกัน (multi-national nominations) ระหว่าง 4 ชาติ ได้แก่ กัมพูชา ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ และเวียดนาม โดยเรียกชื่อต่างกัน ได้แก่

– กัมพูชา បែងទាញព្រ័ត្រ (LbaengTeanhProt)

– ฟิลิปปินส์ Punnuk

– เกาหลีใต้ 줄다리기 (Juldarigi)

– เวียดนาม Kéo co (Keo Co)

นอกนั้น กัมพูชาเคยขึ้นทะเบียนแสบกธม (หนังใหญ่) และโขน (Royal ballet) มาแล้ว ในขณะที่ไทยเพิ่งเข้าเป็นภาคีสมาชิกอนุสัญญา Convention for the Safeguarding of the Intangible Cultural Heritage ฉบับปี 2546 เมื่อปี 2559 นี้เอง

ดังนั้น โขนไทยจึงเป็นการขึ้นทะเบียนครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยในปี 2561