หน้าแรก ประชาชื่น ใส่หมวกให้ภูเ...

ใส่หมวกให้ภูเขา ฟื้นระบบนิเวศต้นน้ำด้วย’กาแฟ’ วิน-วิน คนกับป่า

4.05.16 | 13:57 น.

ภาพมุมสูงของทิวเขาหัวโล้นตอกย้ำถึงสภาพป่าในเมืองไทยที่ชั่วเวลาเพียง 10 กว่าปี หดหายไปมากถึงหนึ่งในสามของพื้นที่ป่าทั้งหมด

การหายไปของผืนป่าย่อมส่งผลกระทบถึงความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศ ที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ คือ ความร้อนแล้งอย่างสาหัสสากรรจ์โดยไม่ต้องกล่าวโทษปรากฏการณ์เอลนิโญ รวมทั้งฝนฟ้าที่ไม่ตกต้องตามฤดูกาล เพราะป่าต้นน้ำถูกทำลายลง

โดยเฉพาะป่าน่าน หนึ่งในดราม่าหน้าวอลล์บนโลกโซเชียลที่กำลังเป็นประเด็นร้อนเวลานี้

ทำอย่างไรจึงจะพลิกฟื้นผืนดินแห้งผากปราศจากต้นไม้กว่า 500,000 ไร่ ให้กลับมาเขียวชอุ่มอีกครั้ง…

สุนทรียรสใหม่จากการรักษ์ป่า

ฤๅว่า “กาแฟ” จะเป็นหนึ่งในตัวเลือกนั้น!

ซึ่งหนึ่งในนั้นที่ปรากฏให้ประจักษ์ชัดถึงผลสำเร็จอย่างงดงามและยั่งยืนก็คือ “มีวนา” (MiVana) กาแฟออร์แกนิคระดับพรีเมียม ที่ไม่เพียงวางโพสิชันนิ่งเป็น “กาแฟรักษ์ป่า” (Organic forest coffee) แต่ในทางปฏิบัติการมีขึ้น “มีวนา” ยังเป็นการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ด้วยระบบการค้าที่เป็นธรรม ทั้งผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และผู้บริโภค

Advertisement

ที่สำคัญคือ ด้วยกระบวนการปลูกที่เน้นการเป็นเกษตรอินทรีย์ทั้งหมด ทำให้ไม่มีสารเคมีตกค้างในดิน ไม่ปนเปื้อนในน้ำ สิ่งแวดล้อมก็ดี นำมาซึ่งสุขภาพที่ดีของเกษตรกร เป็นการสร้างความมั่นคงให้กับทั้งระบบห่วงโซ่

ทว่าใช่ว่าแค่นำเมล็ดพันธุ์หรือต้นกล้ากาแฟลงดินแล้วจะได้ป่ากาแฟให้ผลผลิตอย่างใจหวัง แต่ต้องทำด้วยใจ ใส่ใจในทุกกระบวนการ ตั้งแต่การปลูก เก็บเกี่ยวผลผลิตด้วยมือทีละเมล็ด และคั่วภายใน 24 ชั่วโมงเพื่อให้ได้คุณภาพของเมล็ดกาแฟที่ดีที่สุด

แล้ว “กาแฟ” เกี่ยวข้องกับการรักษ์ป่าอย่างไร?

เพราะกาแฟนั้นเป็นไม้ที่ต้องอาศัยร่มเงาไม้ใหญ่ จึงไม่จำเป็นต้องโค่นไม้ใหญ่เพื่อใช้พื้นที่ในการปลูกกาแฟ

ขณะเดียวกัน สำหรับพื้นที่ที่กลายเป็นป่าเสื่อมโทรมเพราะการบุกรุกแล้ว ถ้ามีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 1,000 เมตรขึ้นไป ซึ่งเหมาะแก่การปลูกกาแฟให้ได้รสชาติดี สามารถทำได้โดยต้องปลูกไม้ยืนต้นที่โตเร็วควบคู่ไปด้วยเพื่อเป็นร่มเงาให้กับต้นกล้ากาแฟ

“เรากำหนดว่าภายในพื้นที่ 1 ไร่ จะต้องปลูกต้นไม้ชนิดอื่นไม่น้อยกว่า 20 สายพันธุ์ และต้องมีจำนวนไม่ต่ำกว่า 50 ต้น-ป่าก็เกิด”

ธีรสิทธิ์ อมรแสนสุข-วิเชียร พงศธร
ธีรสิทธิ์ อมรแสนสุข-วิเชียร พงศธร

ธีรสิทธิ์ อมรแสนสุข กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรีนเนท เอสอี จำกัด กิจการเพื่อสังคม ในฐานะผู้ผลิตและจำหน่ายกาแฟ “มีวนา” เล่าให้ฟังถึงที่มาของการเข้าไปศึกษาและส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ป่าต้นน้ำในจังหวัดเชียงรายปลูกต้นกาแฟ เมื่อ 6 ปีก่อน ในนามของมูลนิธิสายใยแผ่นดิน

ปี 2503 มูลนิธิสายใยแผ่นดินตระหนักว่าป่าไม้ถูกทำลายไปมาก ช่วงเวลา 50 ปี (พ.ศ.2504-2554) ป่าถูกทำลายไปกว่าครึ่ง จึงพยายามหาวิธีแก้ไข และมอบหมายให้ศึกษาและดูความเป็นไปได้ว่า กาแฟจะเป็นหนึ่งในแนวทางแก้ปัญหาได้ไหมกับการบุกรุกป่า

2 ปีของการลงพื้นที่ พ.ศ.2555 จึงจัดตั้งบริษัท กรีนเนท เอสอี ขึ้น หลังจากนั้นก็ได้รับความช่วยเหลือจากบริษัทพรีเมียร์ ช่วยออกแบบ

ธีรสิทธิ์บอกว่า หลายคนตั้งคำถามว่าการเข้าไปส่งเสริมการปลูกกาแฟในพื้นที่อุทยานเท่ากับเป็นการบุกรุกใช่หรือไม่? ต้องอธิบายก่อนว่า พื้นที่ตรงนี้แม้จะอยู่ในเขตอุทยาน แต่เป็น “เขตกันออก” คือพื้นที่ในเขตผ่อนปรนให้เกษตรกรทำกินได้ เดิมเกษตรกรปลูกเสาวรส ซึ่งเป็นพืชที่ต้องการแสงแดดมาก จึงต้องตัดต้นไม้เพื่อเปิดให้รับแสงแดดเต็มที่ ยิ่งกว่านั้นเสาวรสเป็นพืชที่ต้องใช้สารเคมีสูงมากโดยเฉพาะในปีที่ 2 ของการปลูก ทำให้ดินปนเปื้อนสารเคมี เมื่อฝนตกจึงชะลงสู่ลำธาร ทำให้ป่าต้นน้ำปนเปื้อนสารเคมี

“กาแฟไม่ใช่แรงบันดาลใจในการทำ แต่เป้าหมายของเราคือ ส่งเสริมการปลูกป่า โดยเอากาแฟมาเป็นแนวทางในการแก้ปัญหา” ธีรสิทธิ์เฉลยภารกิจที่แท้ภายใต้โครงการส่งเสริมการปลูกกาแฟบนพื้นที่ป่าต้นน้ำ

ผลก็คือ พื้นที่ประมาณ 9,000 กว่าไร่ บนป่าต้นน้ำแม่ลาว เขตอุทยานแห่งชาติขุนแจ, ป่าต้นน้ำแม่สรวย และลำห้วยแม่กรณ์ เขตอุทยานแห่งชาติลำน้ำกก จังหวัดเชียงราย เมื่อไม่มีการตัดไม้ ไม่มีการใช้สารเคมี ระบบนิเวศก็สมบูรณ์ สัตว์ป่าก็กลับคืนมา

มีวนาโมเดล สังคมยั่งยืน ธุรกิจยั่งยืน

บรรยากาศภายในห้องประชุม ที่สยามสมาคม อวลไปด้วยกลิ่นหอมของกาแฟ ในวันเปิดตัวความร่วมมืออย่างเป็นทางการของกาแฟ “มีวนา” และผู้ประกอบการที่ให้การสนับสนุน อย่าง โรงแรมรายาวดี จ.กระบี่ บริษัท เดลี่โฮม จำกัด และร้านกาแฟ Coffee Brick

ธนญชัย ศรศรีวิชัย (ต่อ ฟีโนมีน่า) ผู้กำกับภาพยนตร์ผลงานระดับโลก ขึ้นเวทีเล่าถึงที่มาของการใช้เงิน 105 ล้านบาท ซื้อที่ดิน 6 ไร่ ในซอยอ่อนนุช 51 ปลูกป่า ว่า … เริ่มจากเมื่อ 10 ปีก่อน เขาซื้อที่ดิน 20 ไร่ที่จังหวัดเชียงใหม่ และเริ่มต้นปลูกต้นไม้เพื่อสร้างรีสอร์ตเล็กๆ ของตนเอง แล้วก็พบว่าพื้นที่ดินตรงนั้นซึ่งร้อนมาก เมื่อมีป่าปกคลุมให้ความร่มเย็น อีกทั้งการได้ลงแรงกายปลูกป่าทำให้เขาแข็งแรงขึ้น มีความสุขกับการคลุกคลีอยู่กับธรรมชาติกับป่าที่เขาสร้างขึ้นด้วยสองมือ

pra01040559p312

เมื่อหวนคิดถึงว่าในอนาคตป่าคงไม่มีเหลือ เป็นแรงกระตุ้นให้เขาลุกขึ้นมาปลูกป่า และเป็นที่มาของป่าใจกลางกรุงที่เขาตั้งชื่อว่า “สวนธรรม” ซึ่งมีต้นไม้เกือบ 400 ชนิด ทั้งที่เป็นอาหารและยารักษาโรค

“ณ วันนี้ผมปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติ ไม่ได้ให้ธรรมชาติปรับตัวหรือมารับใช้ผม ผมขุดดิน ทำสวน ทำให้ผมแข็งแรงขึ้น”

ธนญชัยบอก และว่า ในอนาคตจะขายทรัพย์สินเพื่อซื้อที่ดินอีก 200-300 ไร่ เพื่อปลูกป่าให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ ปลูกให้ลูกหลานเห็น

“ใครจะทำหรือไม่ทำไม่สนใจ ใครจะชื่นชมหรือถากถาง ผมไม่สนใจ ผมจะไม่บ่นเรื่องโลกร้อน จะไม่ปลุกจิตสำนึกกับคนไม่สำนึก แต่ผมจะทำ” ผู้กำกับภาพยนตร์มือทองบอก

เรื่องเล่าของธนญชัย ดูเหมือนจะไม่ได้เกี่ยวกับการเปิดตัวของกาแฟมีวนา แต่ก็ทำให้หลายคนในงานได้ซึมซับ ได้เรียนรู้หลายสิ่ง เรื่องของป่า ธรรมชาติ การอนุรักษ์ ของคนที่ไม่ได้เรียนเกษตร แต่ลุกขึ้นมาปลูกป่าเพราะเห็นความสำคัญของป่า

วิเชียร พงศธร กรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัทพรีเมียร์ บอกและเล่าว่า เมื่อ 3 ปีก่อนมีโอกาสได้พบกับ ธีรสิทธิ์ และทราบถึงความจำเป็นในการช่วยกันอนุรักษ์ป่า ซึ่งในการกระบวนการนั้นมีเรื่องของการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร

“กาแฟเหมือนเป็นกุศโลบายให้ชาวบ้านอนุรักษ์แหล่งน้ำ ไม่ใช้สารเคมี โดยการเป็นกาแฟอินทรีย์ ซึ่งการจะทำให้กระบวนการสมบูรณ์ยั่งยืนได้ ไม่ใช่เรื่องของการปลูกกาแฟ คั่วกาแฟเท่านั้น แต่ห่วงโซ่ต้องเชื่อมโยงให้ครบถ้วน ที่สุดแล้วต้องถึงผู้บริโภคซึ่งเป็นเจ้าของประเทศได้มีส่วนร่วมด้วย”

กระบวนการดำเนินงานทั้งหมดสร้างรูปแบบการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำอันเปรียบเสมือนโรงงานผลิตน้ำของเราทุกคนอย่างยั่งยืน นอกจากนี้เกษตรกรในโครงการยังมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากการรับซื้อเมล็ดกาแฟในราคาที่เป็นธรรม จากการได้รับความรู้และเริ่มการเพาะปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ ขณะเดียวกันผู้บริโภคก็ได้รับประโยชน์ เพราะได้บริโภคกาแฟออร์แกนิคแท้ๆ คุณภาพดีและได้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำและในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่อย่างยั่งยืน ทุกคนในห่วงโซ่ธุรกิจนี้ได้ประโยชน์และได้มีส่วนร่วมในการสร้างคุณค่าสู่สังคมไปพร้อมๆ กัน

“ในธุรกิจเพื่อสังคมต้องมีการออกแบบให้วงจรธุรกิจเดินไปได้อย่างยั่งยืน เกษตรกรได้ประโยชน์ ป่าได้ประโยชน์ ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกับกลุ่มบริษัทพรีเมียร์คิดมาตลอด เพราะสังคมต้องยั่งยืน ธุรกิจจึงจะยั่งยืน”

pra01040559p3121

ตัวเลือกเยียวยาป่าเขาวันนี้

หมดยุคของพืชเชิงเดี่ยว

การเปิดตัวของ “มีวนา” ทำให้นึกถึงป่าน่านวันนี้ที่อยู่ในภาวะลมหายใจรวยรินเต็มที

ถ้าจะยกเป็นโมเดลของการแก้ปัญหาป่าเสื่อมโทรม ธีรสิทธิ์บอกว่า “เป็นไปได้”

ทุกวันนี้บนพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 5,000 ไร่ เราก็ปลูกต้นไม้อื่นๆ ที่ไม่ใช่กาแฟเข้าไปเสริมตลอดทุกปี

เราดูถึงการตอบสนองทางการตลาดด้วย ปัจจุบันด้วยการเข้าสู่สังคมสูงวัย คนใส่ใจในสุขภาพมากขึ้น กระแสของสินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อมยังเติบโตได้เรื่อยๆ แม้กระทั่งกับในต่างประเทศที่เผชิญกับภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ซึ่งการจะทำกาแฟคุณภาพขึ้นกับพื้นที่ด้วย

“ที่น่านมีความเป็นไปได้ แต่จะทำต้องบนพื้นที่ที่มีความสูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,000 เมตร แต่ถ้าต่ำกว่านั้นต้องเป็นพืชชนิดอื่น ซึ่งไม่ใช่ว่าเราเอากาแฟไปยัดเยียด แต่เป็นเพียงหนึ่งในตัวเลือก”

นอกจากกาแฟแล้ว ธีรสิทธิ์บอกว่า ไม้ผลยืนต้นน่าจะเป็นคำตอบ

“ถามว่ามีพืชชนิดอื่นที่ลงตัวไหม ผมยังไม่ได้ศึกษาอย่างจริงจัง แต่คิดว่าน่าจะเป็นวนเกษตร เป็นเกษตรผสมผสาน เพื่อให้มีความหลากหลายทางชีวภาพ จะป้องกันความเสื่อมได้ หมดยุคแล้วที่จะทำเป็นเกษตรเชิงเดี่ยว ควรจะเลิกคิดได้แล้ว”

แล้วถ้าคนแห่กันมาปลูกกาแฟ ตลาดรับไหว?

ในเมืองไทยยังต้องนำเข้าอยู่ แต่ขณะเดียวกันตลาดที่เป็นกาแฟคุณภาพยังเล็กมาก ถ้ามีการส่งเสริมการปลูกให้มากขึ้น ในแง่หนึ่งที่เป็นประโยชน์คือ จะเกิดการแข่งขัน มีการปรับปรุงมากขึ้น จะทำให้คุณภาพของกาแฟดีขึ้น

ย้ำว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นกาแฟอย่างเดียว ขอให้เป็นวนเกษตร มีความหลากหลาย สิ่งแวดล้อมป่าบ้านเราก็จะค่อยๆ กลับมา ถ้าเราช่วยกันคนละไม้คนละมือ สามารถเปลี่ยนโลกได้

 

pra01040559p222