อาศรมมิวสิก : เพลงคนเลว ผลงานของมาลีฮวนน่า : โดย สุกรี เจริญสุข

16.12.18 | 13:00 น.

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2561 วงไทยซิมโฟนีออเคสตรา (Thai Symphony Orchestra, Thai Sym.) ได้แสดงเปิดตัวกับวงมาลีฮวนน่า ที่เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ วงมาลีฮวนน่าเป็นวงดนตรีใต้ดิน มีผลงานเพลงและการแสดงออกมาอย่างต่อเนื่องหลายปีแล้ว เป็นวงดนตรีท้องถิ่นปักษ์ใต้เต็มตัว ซึ่งนักดนตรีทุกคนก็เป็นคนจากภาคใต้

ความตั้งใจที่จะเชื่อมระหว่างวงออเคสตราที่เน้นคุณภาพเสียงดนตรี ร่วมมือกับวงดนตรีสมัยนิยมที่เน้นเนื้อหา เรื่องราว พร้อมความมันสะใจ ให้เข้ามาใกล้กันมากขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะพัฒนาอาชีพนักดนตรีให้มีความเข้มแข็งด้านฝีมือ สร้างทางเลือกในอาชีพดนตรีให้มีเกียรติเชื่อถือได้ สร้างงานที่มั่นคงให้นักดนตรีที่มีฝีมือ โดยไม่แบ่งชนชั้นดนตรี สร้างความกลมกลืนไม่แตกแยกออกจากกันผ่านเสียงดนตรี ตั้งแต่เพลงไทย เพลงพื้นบ้าน เพลงของอาเซียน เพลงคลาสสิก เพลงสมัยนิยม

การสร้างความภูมิใจโดยการนำเพลงท้องถิ่นมาพัฒนาสู่ตลาดสากล ตลาดในเมือง ต้องการพัฒนาอาชีพดนตรีให้สามารถพึ่งตนเองได้ สร้างรสนิยมดนตรีใหม่สำหรับคนไทย นำบทเพลงไทยเพื่อใช้เป็นสินค้าของชาติ นอกจากนี้ก็หวังว่าจะนำเพลงไทยไปแสดงเพื่อมอบเป็นของขวัญให้แก่ผู้ด้อยโอกาส มอบให้ผู้ที่อยู่ห่างไกลความเจริญ เพราะว่าเสียงเพลงเป็นความไพเราะสำหรับทุกคน

เมื่อวันพุธที่ 3 ตุลาคม 2561 เป็นการเปิดตัวแถลงข่าวของวงไทยซิมโฟนีออเคสตราครั้งแรก โดยร่วมมือจัดการแสดงกับวงดนตรีสมัยนิยม “วงมาลีฮวนน่า” (Marijuana) หมายถึง กัญชา มีคุณคฑาวุธ ทองไทย เป็นหัวหน้าวง เริ่มผลงานชุดแรกปี พ.ศ.2537 ซึ่งเป็นการทำเพลงที่มีกลิ่นอายของท้องถิ่น เพลงวิถีชีวิต เพลงเล่าเรื่อง และเพลงนิทาน ครั้งนี้ได้คัดเลือกผลงานเพลงเอกของวงมาลีฮวนน่า (26 เพลง) มาเรียบเรียงใหม่ บรรเลงโดยวงไทยซิมโฟนีออเคสตรา แสดงร่วมกับวงมาลีฮวนน่า เพื่อนำเสนอสีสันใหม่ของเพลงสมัยนิยม

การแสดงของวงมาลีฮวนน่ากับวงไทยซิมโฟนีออเคสตราครั้งนี้ ประกอบด้วยแสงสีเสียงอย่างหรู มีมิตรรักแฟนเพลงเต็มโรง เป็นแฟนๆ วงมาลีฮวนน่าทั้งนั้น ซึ่งดูแตกต่างไปจากแฟนๆ ที่ไปฟังเพลงคลาสสิกอย่างสิ้นเชิง ตั้งแต่บุคลิกภาพ ท่าทาง การแต่งกาย การมีส่วนร่วมในการฟังเพลง การฟังเพลงด้วยการชูมือชูหมัด การชื่นชมด้วยการร้องตามเพลง บางเพลงนักร้องนำไม่ต้องร้อง แฟนๆ ส่งเสียงร้องแทน บทเพลงของวงมาลีฮวนน่ากลายเป็นลัทธิที่มีสาวกร้องเพลงตาม

Advertisement

แม้เพลงที่จัดแสดงมีเพียง 26 เพลง ซึ่งน่าจะจบลงในเวลาแค่ 2 ชั่วโมง โดยไม่ได้พักครึ่งเวลา แต่เมื่อนักร้องนำซึ่งเป็นขวัญใจของแฟนๆ ทั้งหลาย ร่ายยาวทั้งบทกวี พรรณนาโวหาร กล่าวปรัชญา ผสมกับดนตรี กว่าการแสดงจะจบลงก็ปาเข้าไป 3 ชั่วโมง 10 นาที แต่ดูเหมือนว่าเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับแฟนๆ ทั้งหลายที่เข้ามาชม

คฑาวุธ ทองไทย เป็นนักร้องนำและหัวหน้าวง ชื่อเล่นว่า “ไข่” หรือเจ้าตัวน้อย เป็นนักร้องที่มีเสียงร้องดี เสียงไม่ตก เสียงสูงก็ร้องลงโหม่ง (แบบหนังตะลุง) คือ เสียงไม่เพี้ยน ไม่ผิดเสียง สืบทอดต่อจากพ่อ ซึ่งเป็นนายหนังตะลุง ขับหนังเสียงดี เมื่อเติบโตขึ้นและได้ยินเสียงขับหนังของพ่อทุกวันตั้งแต่เด็ก ทำให้จำเสียงได้ จารึกเสียงลงในหัว จึงขับร้องออกเสียงได้อย่างแม่นยำ

อีกอย่างหนึ่งที่คฑาวุธ ทองไทย ได้มาจากสมบัติของพ่อก็คือการมุตโตแตก เป็นการด้นเพลง ด้นเรื่องราว หรือที่เรียกว่า ปฏิภาณกวี เมื่อได้พบเห็นสิ่งใดก็สามารถขับบทเป็นเรื่องเป็นราวได้ เอาสิ่งที่พบเห็นมาเขียนเป็นบทเพลง ซึ่งคำร้องและทำนองจะได้ออกมาพร้อมๆ กัน คฑาวุธ ทองไทย เป็นคนที่มีคุณสมบัติพิเศษที่เป็นเสน่ห์ ก็คือ ความมีอารมณ์ขัน ที่สามารถสอดเข้าไปอยู่ในผลงานเพลงได้อย่างสวยงาม ที่สำคัญก็คือ ความสามารถในการนำภาษาถิ่นภาคใต้มาทำให้เป็นบทเพลงและมีคนติดตามร้องจนกลายเป็นเพลงฮิตไป เพราะโดยลำพังภาษาใต้นั้น ไม่ได้ช่วยให้คนในภาคอื่นเข้าใจเรื่องราวได้ทั้งหมด แต่ด้วยเพลงมีทำนองที่แปลก (ไพเราะ) จังหวะสนุกเร้าใจ จึงมีมิตรรักแฟนเพลงติดตาม

ภาษาถิ่นต่างๆ ที่นำมาใช้ในเพลงนั้น ภาษาเหนือ นักร้องชาวกรุงเทพฯ ไปนำมาใช้ก่อน เพื่อให้ฟังดูแล้ว “หลงรักชาวเหนือ” ซึ่งขับร้องโดยนักร้องดังชาวเมืองหลวง ต่อมาก็มีเพลงภาษาอีสานที่ขับร้องโดยคนอีสานเอง เนื่องจากนักร้องดังภาคกลางไม่นิยมร้องเพลงอีสาน เพราะเป็นคนจน แต่เมื่อคนถิ่นอีสานเข้ามาทำงานขายแรงงานมาก เพลงอีสานจึงได้รับความนิยมสูงและเจริญก้าวหน้าแบบเดียวกับข้าวเหนียวส้มตำ ส่วนเพลงสำเนียงมอญในภาคกลางนั้น เป็นทำนองมาตรฐานของเพลงลูกทุ่งไทยที่ยึดครองตลาดมาก่อน

สำหรับเพลงในภาษาถิ่นใต้นั้น ผลงานของคฑาวุธ ทองไทย วงมาลีฮวนน่า ถือได้ว่าเป็นผู้นำที่สร้างความสำเร็จเลยทีเดียว เพราะทุกเพลงจะมีภาษาสำเนียงใต้ปนอยู่ ทำมาอย่างต่อเนื่องและมีผลงานมากพอที่จะเป็น “ราชาเพลงใต้”

เพลงหนึ่งที่ติดใจแฟนเพลงเป็นพิเศษ ชื่อเพลง “คนเลว” งานของกนกพงศ์ สงสมพันธุ์ (พ.ศ. 2509-2549) เป็นเพลงที่เขียนขึ้นประมาณปี พ.ศ.2528 เนื้อเพลงมีอยู่ว่า
“หลับตาเถิดหลับฝัน ให้ฝันนั้นลอยไป ลอยไปสู่โค้

ฝัน ขอฝันถึงความดี แค่นี้และแค่นั้น ชีวิตฉันทุกวัน แค่ฝันที่มี

หมุนไปเถิดโลกเอ๋ย หมุนเลยหมุนผ่านไป ทิ้งไว้เถิดคนนี้ คนดีเป็นไม่ได้ ฝันใฝ่เอาเท่านี้ เท่านี้แหละคนดี ที่ฉันเป็น

อย่าหวังจากฉันเลย เถิดคนดี ก็ฉันมันเท่านี้ ที่ฉันมีความเลว ชีวิตอันห่าเหว สังคมแห่งคนเลว ที่ฉันเป็น

หลับตาเถิดหลับฝัน หลับฝันถึงความดี ทิ้งไว้เถิดแค่นี้ คนดีเป็นไม่ได้ ชีวิตที่ห่าเหว สังคมแห่งคนเลว ที่ฉันเป็น หลับฝันถึงความดี”

กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ นั้น มีชีวิตที่ขบถต่อสิ่งที่มีอยู่รอบตัว เป็นพวกนอกคอกและแหกคอก ซึ่งเป็นชีวิตที่สอดคล้องกับชีวิตของคฑาวุธ ทองไทย ที่ได้เร่ร่อน ไม่มีที่เรียน ไม่รู้ชะตากรรมตัวเอง ชีวิตที่เหลืออยู่ก็มีแค่ความฝัน ทำให้คฑาวุธสามารถขับร้องถ่ายทอดเพลง “คนเลว” ออกมาได้เต็มหัวใจ ประหนึ่งว่าเป็นชีวิตของตัวเอง โดยเฉพาะประโยคที่ว่า “ชีวิตอันห่าเหว สังคมแห่งคนเลว ที่ฉันเป็น” ดูจะทิ่มแทงใจดำของคนขับร้องเสียเหลือเกิน แม้แต่ชีวิตของผู้ฟังทั้งหลายก็รับรู้ความรู้สึกได้

เด็กจากบ้านนอกที่มีฐานะยากจน อย่างกนกพงศ์ สงสมพันธุ์ และคฑาวุธ ทองไทย ซึ่งก็ไม่ต่างไปจากเด็กบ้านนอกและคนจนจากบ้านอื่นแต่อย่างใด ต่างก็ดิ้นทุรนทุราย กระเสือกกระสนเข้ามาในเมืองหลวง เพื่อหาโอกาส ไปให้ถึงความฝัน หรือบางคนก็ทำได้แค่ฝัน หรือมีเพลงแค่ความฝันที่เหลืออยู่ ได้แต่หลับฝันถึงความดีเท่านั้น ซึ่งศิลปินทั้งสองได้ถ่ายทอดออกมาเป็นบทกวีและเพลง ทิ่มแทงใจดำคนบ้านนอกทั้งหลายได้อย่างสะใจ มิตรรักแฟนเพลงตะโกนร้องออกมาดังลั่น โดยที่นักร้องนำไม่ต้องร้อง

เวลาล่วงเลยไป แต่แฟนเพลงก็ยังคงส่งเสียงดังกังวานในการแสดง เพราะมีผู้ร้องเพลงตามทั้งหอแสดง เนื้อร้องโดนใจผู้ฟังเหลือเกิน ดูเหมือนว่าการได้ร้องเพลงตามเป็นความสุขของผู้ฟัง ที่ได้ปลดปล่อยอารมณ์ความสุขที่หาได้จากเสียงเพลง เพลงที่ถูกใจ เพลงที่ทิ่มแทงหัวใจ

หากดนตรีและเสียงเพลงเป็นพระเจ้าหรือเป็นสวรรค์ ทั้งกนกพงศ์ สงสมพันธุ์ และคฑาวุธ ทองไทย ก็เป็นสื่อกลางเหมือนหมอผี ที่จะถ่ายทอดเสียงดนตรีจากสรวงสวรรค์ให้แก่สาวกที่เป็นมิตรรักแฟนเพลงให้มีความสุข ส่วนบรรยากาศที่อบอุ่นเพราะเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน ชื่นชอบเพลงชนิดเดียวกัน แค่เสียงดนตรีดังขึ้น ทุกคนก็เฮแล้ว เป็นพลังของเพลงที่เหลือเชื่อ

ความสุขของคนจน ความสุขของคนถ่อย ความสุขของคนเลว หรือแม้ความสุขของขี้เมา ก็เป็นอารมณ์ของความสุขที่ไม่ได้แตกต่างไปจากความสุขของคนร่ำรวย ความสุขของคนดี หรือความสุขของเทวดาแต่อย่างใด ซึ่งเพลงและดนตรีนั้น กลับไม่มีชนชั้น สามารถให้ความสุขแก่คนทุกชั้นและคนทุกระดับ ดนตรีจึงไม่แตกต่างไปจากลัทธิหรือศาสนา

ดนตรีและเสียงเพลงนั้น ก้าวข้ามความเหลื่อมล้ำ ก้าวข้ามเงื่อนไขและข้อจำกัดใดๆ