ในห้วงยามที่ความเศร้าหมองเกิดขึ้นในจิตใจเรา ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม แล้วใครสักคนบอกว่า “ทิ้งมันซะ วางมันลง ปล่อยมันไป”
หรือเราบอกตัวเองด้วยการนึกถึงคำนี้ที่เคยได้ยินมาบ่อยๆ จากที่ไหนสักแห่ง
มันเหมือนง่ายที่จะทำให้เกิดขึ้น “ทิ้งมันไป วางมันลง ปล่อยมันซะ”
คือทำให้มันพ้นไปจากความรู้สึกนึกคิดของเรา
พูดง่าย และอาจจะทำได้ขณะหนึ่งที่จิตคิดถึงคำแบบนี้ เพียงแต่ว่าหลังจากนั้นอีกนิดเดียว ความรู้สึกนึกคิดเดิมก็เวียนกลับมาอีก
และพอเรารู้สึกตัวว่า “วางซะ” มันก็จะหายไปอีก แล้วเผลอก็กลับมา
เวียนว่ายตายเกิดอยู่ไม่รู้จบสิ้น เหมือนกับว่าไม่มีวันที่เราจะ “วางมันลง” ได้จริง
บ่อยครั้งพอความรู้สึกนึกคิดที่ทำให้เราเจ็บปวดเวียนกลับมา แล้วจากนั้นความคิดก็ขยายความต่อเนื่องให้กว้างขึ้น ลึกลงมากมายไปเรื่อยๆ
จากเรื่องเล็กๆ เรื่องหนึ่งเกิดการ “คิดเอา” จนกลายเป็นเรื่องใหญ่โตขึ้น
บ่อยครั้งที่ทนไม่ไหวที่จำกัดแค่ให้อยู่ในความคิด ก่อภาวะที่บังคับให้ต้อง “พูด” ต้อง “กระทำ” อะไรบางอย่างเพื่อระบายความรู้สึกนึกคิดนั้นให้ออกมาจากใจ
พฤติกรรมรุนแรงแบบควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ที่พบเห็นกันบ่อยๆ ก็เกิดจากการขยายตัวของความคิดที่ไปไกลจนเกินกำลังของจิตที่จะควบคุมไว้นี้เอง
หากความเจ็บร้าวในใจนั้นไม่ใช่ของเรา มันง่ายที่จะบอกกับใครสักคนที่จะต้องเผชิญว่า “อย่าใช้อารมณ์ จงใช้ความคิดแบบรู้ถึงเหตุผล เข้าจัดการ มันจะดีกว่า”
แต่เมื่อไรก็ตามที่เรื่องราวอันปวดร้าวนั้นเกิดขึ้นกับจิตใจเราเอา การปล่อยให้ ความคิด คำพูด และการแสดงออกแล่นไปตามอารมณ์นั้นเกิดขึ้นโดยแทบไม่รู้ตัว ไม่ทันคิดเสียด้วยซ้ำว่าปล่อยให้เกิดขึ้นได้อย่างไร
กว่าจะมีสติรู้ตัวอีกที หลายครั้ง เรื่องราวก็ดำเนินไปจนสร้างความยุ่งยากในการแก้ไขจัดการมากขั้น หรือถึงขั้นแก้ให้กลับมาเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว
และนั่นเป็นการพอกพูนความเจ็บช้ำน้ำใจให้เกิดขึ้นมากยิ่งขึ้นไปอีก
ทั้งหมดทั้งสิ้น หากพิจารณาให้ดีจะค่อยๆ พบว่า ความรู้นั้นเป็นเรื่องหาง่าย
รู้ไปหมดว่าอะไรควรจะเป็นอย่างไร “ปล่อยลง วางเสีย ทิ้งซะ” หรือ “ควรจัดการด้วยใคร่ครวญอย่างใช้ปัญญาไม่ปล่อยให้ถูกความอยากควบคุมนำไป”
รู้ แต่จะให้เป็นไปอย่างที่รู้ไม่ได้
ที่เป็นเช่นนี้ เพราะสภาวะอย่างหนึ่งอย่างใดจะเกิดขึ้นได้ เป็นการประกอบขึ้นของเหตุปัจจัยอันหลากหลาย บางปัจจัยอยู่ในความรับรู้ว่ามีอยู่ และควบคุมได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่บางปัจจัยฝังอยู่ลึกในจิต เข้ามาเกี่ยวข้องโดยอัตโนมัติไม่อยู่ในความควบคุม
ความรู้ ความเข้าใจเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งในองค์ประกอบทั้งหมดของสภาวะเท่านั้น
แถมหากจะนำมาใช้จะต้องเรียกสติได้ทัน และหากจะใช้ได้อย่างต่อเนื่องต้องอาศัยสมาธิ
และเพราะทั้งสติ และสมาธินั้นจะทำให้เกิดขึ้นหรือรักษาไว้ได้ จำเป็นต้องผ่านการฝึกฝนให้หยิบฉวยมาใช้อย่างชำนาญ
เพราะมนุษย์เราส่วนใหญ่ ไม่ค่อยให้ฝึกฝนในเรื่องแบบนี้ มักใช้สติและสมาธิที่เกิดขึ้นมีอยู่ตามธรรมชาติ
เหตุธรรมชาติของสติและสมาธิในแต่ละคนมีความแตกต่างกันเป็นปกติ ทำให้เหมือนกับว่าบางคนไม่ต้องฝึกฝนก็หยิบฉวยมาใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว ต่างกับบางคนทั้งที่พยายามฝึกฝนมากมายแล้วก็ยังหาความเชี่ยวชาญในการนำมาใช้ไม่ได้
การเกิดขึ้น คงอยู่ และหายไปของสติและสมาธิที่ทำให้ควบคุมอารมณ์ไม่ได้จึงแตกต่างกัน
การแก้ไขให้เกิดขึ้นได้อย่างเชื่อมั่นว่าหยิบมาใช้ทัน และใช้ได้อย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องฝึกฝน จนเกิดความมั่นใจ
แต่ทั้งที่ “สติ” และ “สมาธิ” มีคุณค่าสูงยิ่งต่อชีวิต เพราะเป็นเครื่องมือสำหรับขจัดทุกข์ สร้างสุข หรือ “ปล่อยวาง”
แต่คนเรากลับลงทุนกับการเรียนรู้เรื่องนี้น้อยกว่า
“วิชาที่เอาไปทำมาหากิน หรือสร้างความร่ำรวย”
ทั้งที่วิชาเหล่านั้นไม่ได้เป็นหลักประกันอะไรว่าจะทำให้ชีวิตมีความสุขเสมอไป

