ครั้งหนึ่งในชีวิต! ไหว้ 2 พระธาตุแดนอีสาน สัมผัสศิลปะขอม-จาม ฟังตำนานอุรังคธาตุริมโขง

15.12.18 | 22:08 น.
พระธาตุพนมในปัจจุบัน

ชนชาติกลุ่มดินแดนถิ่นลุ่มแม่น้ำโขง โดยเฉพาะไทยเรานั้นมีคติความเชื่อในการสร้างมหาสถูปเจดีย์เพื่อบรรจุพระบรมธาตุมาตั้งแต่ยุคต้นประวัติศาสตร์ ซึ่งมีพัฒนาการเรื่อยมา และเกิดการสร้างพระมหาธาตุเจดีย์ขึ้นมากมาย


แต่ในแดนอีสานจะไม่พูดถึง “พระธาตุพนม” อ.ธาตุพนม จ.นครพนม คงไม่ได้ เพราะเป็นที่รู้จักและสนใจของประชาชนทั่วไปรวมไปถึงนักวิชาการ ด้วยความน่าสนใจที่โดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตำนานอุรังคธาตุ (กระดูกส่วนพระอุระของพระพุทธเจ้า) ความเชื่อเรื่องพญานาคที่ปกปักดูแลพระธาตุพนม หรือเรื่องการบูรณะองค์พระธาตุที่เกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้ง ที่สามารถเชื่อมโยงได้หลากหลายมิติ

ตามตำนานอุรังคธาตุพูดถึงการสร้างพระธาตุพนมอยู่ว่า สร้างขึ้นราว พ.ศ.8 ซึ่งเป็นช่วงที่อาณาจักรศรีโคตบูรณ์เจริญรุ่งเรือง โดยหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพาน พระมหากัสสปะพร้อมพระอรหันต์รวม 500 องค์ ได้อัญเชิญพระอุรังคธาตุมายังดินแดนนี้ และได้เจ้าเมืองทั้ง 5 ตามตำนานร่วมกันสร้างพระธาตุขึ้น

ถึงแม้ตามตำนานจะระบุว่าสร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.8 แต่จากหลักฐานทางโบราณคดีสันนิษฐานได้ว่า รูปแบบดั้งเดิมของพระธาตุพนมน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะเขมร-จาม โดย ผศ.ดร.ประภัสสร์ ชูวิเชียร ได้อธิบายเรื่องนี้ไว้ในหนังสือ 5 มหาเจดีย์สยาม ระบุว่า

Advertisement

“นักวิชาการสันนิษฐานว่ารูปแบบดั้งเดิมเมื่อแรกสร้างน่าจะมีรูปทรงปราสาทเขมร ที่สร้างขึ้นในสมัยก่อนเมืองพระนคร มีชื่อเรียกว่าแบบ ไพรกเมง-กำพงพระ เนื่องจากปราสาทที่สร้างในช่วงสมัยนี้มักทำเรือธาตุเป็นห้อง ก่ออิฐเรียบ มีการประดับด้วยเสากลมที่วางคั่นอยู่เป็นระยะๆ บัวหัวเสาทำเป็นรูปกลม ซึ่งเหมือนกับที่พบในส่วนเรือนธาตุขององค์พระธาตุพนมนั่นเอง

“หรือไม่เช่นนั้นก็อาจมีรูปร่างคล้ายกับปราสาทในศิลปะจาม ที่สร้างในสมัยฮั่วล่าย (Hoa-Lai) และดงเดือง (Doug Doung) ซึ่งเคยรุ่งเรืองอยู่ในประเทศเวียดนาม เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 14-15 คือกว่าพันปีมาแล้วก็เป็นได้ เนื่องจากเสาติดผนังขององค์พระธาตุพนมมีแถบลวดลายประดับอยู่ตรงกลางเสา เหมือนกับที่พบตามปราสาทในศิลปะจามเป็นอย่างมาก”

วิวัฒนาการรูปแบบพระธาตุพนม


อย่างไรก็ตาม การบูรณะมาแล้วหลายครั้งของพระธาตุพนมทำให้องค์พระธาตุมีรูปแบบศิลปะที่แตกต่างจากของเดิมไปอยู่มาก โดยการบูรณะครั้งที่สำคัญเห็นจะเป็นสมัยเจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก พระเถระชาวลาวเวียงจันทน์ ซึ่งเป็นบูรณะครั้งที่ 3 เมื่อราว พ.ศ.2233-2235 ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดในส่วนของเรือนยอดที่กลายเป็นศิลปะล้านช้าง


การบูรณะสำคัญอีกครั้งเกิดขึ้นใน พ.ศ.2483 สมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี และได้ให้หลวงวิจิตรวาทการเป็นหัวหน้า สร้างเสริมครอบพระธาตุพนมองค์เดิม และตกแต่งด้วยลวดลายแบบเครื่องคอนกรีตสกุลช่างภาคกลาง การบูรณะครั้งนั้นส่งผลให้ยอดพระธาตุพนมสูงขึ้นไปอีก 10 เมตร รวมเป็น 57 เมตร ก่อนความสูงนี้จะทำให้พระธาตุพนมพังทลายลงในปี พ.ศ.2518 ทำให้พบพระอุรังคธาตุบรรจุอยู่ในผอบแก้ว มีสีขาวแวววาวคล้ายกับแก้วผลึก ภายในผอบมีน้ำมันจันทน์หล่อเลี้ยงอยู่และมีพระอุรังคธาตุบรรจุอยู่ 8 องค์

จากนั้นกรมศิลปากรได้บูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่จนแล้วเสร็จ และได้จัดงานสมโภชพระอุรังคธาตุขึ้น 7 วัน 7 คืน ซึ่งในงานนี้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นประธานในพิธีด้วย

พระธาตุเรณู รูปแบบพระธาตุจำลองจากพระธาตุพนมองค์เดิม


ร่องรอยรูปทรงเดิมของพระธาตุพนมในสมัยหนึ่งที่เรายังสามารถหาชมได้คือที่ “พระธาตุเรณู” อ.เรณูนคร จ.นครพนม ซึ่งเป็นพระธาตุก่ออิฐถือปูน สร้างในปี พ.ศ.2461 โดย อ.เม้า วงษา และอุปัชฌาย์อินทร์ โดยรูปแบบของพระธาตุเรณูนั้นจำลองมาจากรูปทรงเดิมของพระธาตุพนม (องค์ก่อนบูรณะในปี 2483) แต่มีขนาดเล็กกว่า สูงประมาณ 35 เมตร ภายในองค์พระธาตุบรรจุพระไตรปิฎก พระพุทธรูปทองคำ พระพุทธรูปเงิน รวมทั้งของมีค่าที่เจ้าเมืองและประชาชนมีศรัทธาบริจาค

ความน่าสนใจไม่เพียงอยู่ที่พระธาตุเรณูองค์สีชมพูสวยงามแปลกตาเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่บริเวณที่ตั้งของพระธาตุ ซึ่งตั้งอยู่ในถิ่นฐานของ “เรณูนคร” ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของชาวภูไทหรือผู้ไท ที่มาตั้งถิ่นฐานเมื่อราวปลายศตวรรษที่ 24 และยังคงอนุรักษ์ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมท้องถิ่นไว้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า ประเพณีการต้อนรับด้วยการบายศรีสู่ขวัญ และการฟ้อนรำผู้ไท เป็นต้น

โบราณสถานอีกแห่งที่หากไปเยือนพระธาตุพนมแล้วไม่แวะชมไม่ได้ก็คือ “วัดหัวเวียงรังษี” ตั้งอยู่ใน อ.ธาตุพนม ความน่าสนใจคือ สิม หรือพระอุโบสถที่วัดนี้เป็นสิมศิลปะล้านช้าง ที่สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในคราวเดียวกันกับการปฏิสังขรณ์พระธาตุพนม เนื่องจากอิฐที่ก่อสิมนั้นเป็นรุ่นเดียวกัน ภายในสิมเหนือช่องหน้าต่างมีจิตรกรรมฝาผนัง หรือฮูปแต้ม เล่าเรื่องราวพุทธประวัติ ทศชาติ และรามเกียรติ์ ที่ความพิเศษคือรูปแบบจิตรกรรมนั้นเป็นการผสมผสานระหว่างล้านช้างและกรุงเทพฯ

‘สิม’ หรือพระอุโบสถวัดหัวเวียงรังษี จ.นครพนม

กลับเข้ามาสู่เรื่องพระธาตุในแดนอีสาน อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าพระธาตุพนมนั้นแรกเริ่มเดิมทีนั้นน่าจะเป็นศิลปะแบบเขมร-จาม แต่ร่องรอยของศิลปะเขมรที่เห็นได้ชัดเจนในแถบอีสานเหนือนั้นอยู่ที่ จ.สกลนคร มากกว่า หนึ่งในนั้นคือพระธาตุคู่บ้านคู่เมืองชาวสกลฯก็คือ “พระธาตุเชิงชุม” พระธาตุสีขาวเรียบ ไม่มีลวดลาย ตั้งโดดเด่นเป็นสง่าอยู่กลางเมือง ตามตำนานเล่าว่าพระธาตุเชิงชุมแห่งนี้ เป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรดชาวเมืองหนองหาร จ.สกลนคร มีหลักฐานคือรอยพระพุทธบาท ที่เป็นที่เคารพของชาวเมืองหนองหารทุกคน

พระธาตุเชิงชุม จ.สกลนคร


ถึงแม้รูปแบบของพระธาตุเชิงชุมที่เห็นในปัจจุบันจะเป็นศิลปะล้านช้าง แต่จากหลักฐานซึ่งก็คือจารึกอักษรขอมบริเวณซุ้มประตูด้านล่างของพระธาตุ ทำให้สันนิษฐานได้ว่าพระธาตุเชิงชุมนั้นเป็นศาสนสถานในวัฒนธรรมเขมรโบราณ สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 16-18 ดังนั้น ในอดีตสกลนครก็น่าจะเป็นพื้นที่ที่มีชาวขอมโบราณอาศัยอยู่

จารึกอักษรขอมที่ซุ้มประตูด้านล่างของพระธาตุเชิงชุม จ.สกลนคร


หลักฐานที่ช่วยยืนยันการอยู่อาศัยของชาวขอมโบราณในสกลนครอีกชิ้นก็คือ “พระธาตุนารายณ์เจงเวง” ซึ่งเป็นปราสาทก่อด้วยหินทราย น่าจะได้รับอิทธิพลศิลปะเขมรสมัยบาปวน หรือสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 16 สิ่งที่น่าสนใจของพระธาตุนารายณ์เจงเวงนั้นนอกจากจะอยู่ที่ตัวปราสาทแล้ว ยังอยู่ที่แผ่นทับหลังที่สลักเป็นรูปพระกฤษณะกำลังประลองกำลังกับสิงห์ และหน้าบันเป็นรูปพระศิวนาฏราช (ฟ้อนรำ) รวมทั้งรูปพระนารายณ์บรรทมสินธุ์

ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ พระธาตุนารายณ์เจงเวง จ.สกลนคร


พระธาตุอีกแห่งในสกลนครที่เป็นศิลปะแบบบาปวนก็คือ “พระธาตุดุม” ซึ่งคาดว่าน่าจะสร้างขึ้นสมัยเดียวกับพระธาตุนารายณ์เจงเวงแต่องค์เล็กกว่า โดยปัจจุบันเหลืออยู่เพียงองค์กลางเท่านั้น ที่น่าสนใจคือทับหลังที่อยู่บริเวณเหนือประตูหลอก ซึ่งหลังจากบูรณะแล้วเหลือทับหลังอยู่เพียงด้านเดียวคือด้านทิศเหนือ ซึ่งเป็นลวดลายรูปสัตว์ต่างๆ เช่น ช้าง สิงห์ และใบไม้ม้วน

พระธาตุดุม จ.สกลนคร ศิลปะแบบบาปวน สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 16


ศิลปะเขมรในนครพนมอีกแห่งที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ “สะพานขอม” หรือสะพานหิน ที่พบแห่งเดียวในประเทศไทย ก่อด้วยศิลาแลง แต่เดิมเชื่อว่าเป็นสะพานข้ามลำน้ำห้วยโมงที่ไหลมาจากทางทิศตะวันตกไปสู่หนองหานหลวง โดยสะพานนี้เป็นส่วนหนึ่งของคันดินถนนโบราณ ที่เป็นเส้นทางสัญจรระหว่างชุมชนในเมืองกับนอกเมืองคือไปสู่ชุมชนบ้านนาเวง ซึ่งสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้นิพนธ์เกี่ยวกับสะพานขอมแห่งนี้ไว้ด้วย

สะพานขอมหรือสะพานหิน พบแห่งเดียวในประเทศไทยที่จังหวัดสกลนคร

ตั้งแต่ยุคโบราณเป็นพันๆ มาแล้ว ผ่านมาถึงล้านช้าง จนถึงปัจจุบัน เรียกได้ว่า “นครพนม” และ “สกลนคร” เป็นดินแดนแห่งแรงศรัทธาในอีสานเหนือที่มีการผันแปรทางวัฒนธรรมอย่างน่าสนใจ ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตคงต้องไปสัมผัสให้ได้!!!

ทัวร์ ไหว้ 2 พระธาตุแดนอีสาน “ตำนานอุรังคธาตุ-นาคนคร” ริมโขง จ.สกลนคร-นครพนม (2 วัน 1 คืน)

วันที่ 19-20 มกราคม 2562
วิทยากร : คุณปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
ราคา 9,500 บาท
วันเสาร์ที่ 19 มกราคม 2562
05.00 น.พบกันที่ท่าอากาศยานดอนเมือง กรุงเทพฯ

06.30 น.เดินทางสู่ จ.สกลนคร ด้วยสายการบินแอร์เอเชีย เที่ยวบินที่ FD 3510

07.45 น.ถึงท่าอากาศยานสกลนคร จากนั้นจัดเก็บสัมภาระของท่านขึ้นรถโค้ชปรับอากาศ

08.00 น. เดินทางสู่ตัวเมืองสกลนคร

08.30 น. ชม สะพานขอม หรือ “สะพานหิน”

09.00 น. เดินทางต่อไปยังพิพิธภัณฑ์ภูพาน บริเวณสวนเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 80 พรรษา ชุมชนหนองหารหลวง ด้านหลังโรงเรียนอนุบาลสกลนคร ด้านในจัดแสดงเรื่องราวความเป็นมาของเมืองสกลนคร ทั้งความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และวัฒนธรรมของชาวสกลนคร ในรูปแบบนิทรรศการต่างๆ พร้อมฟังบรรยายเรื่อง “แอ่งสกลนคร แอ่งอารยธรรมแห่งอีสานเหนือ”

10.30 น. เดินทางไปยังวัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร ชมและสักการะ “พระธาตุเชิงชุม” ศาสนสถานสำคัญคู่บ้านคู่เมืองสกลนคร ตามตำนานอุรังคนิทานเล่าว่าเป็นสถานที่บรรจุรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า 4 พระองค์ แต่จากหลักฐานพบว่าส่วนล่างของพระธาตุนั้นแต่เดิมเป็นศาสนสถานในวัฒนธรรมเขมรโบราณ ก่อนถูกสร้างเป็นพระธาตุในศิลปะแบบล้านช้างอย่างที่เห็นในปัจจุบัน จากนั้นสักการะ หลวงพ่อพระองค์แสน พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาวสกลนครภายในพระวิหารของวัด

11.45 น. เดินทางไปยังวัดพระธาตุดุม ศาสนสถานในวัฒนธรรมเขมรโบราณ เป็นปราสาทก่ออิฐที่แต่เดิมน่าจะมีจำนวน 3 หลัง ปัจจุบันเหลือปราสาทเพียงหลังเดียว ทั้งยังหลงเหลือร่องรอยของคูน้ำล้อมรอบให้เห็นชัดเจน สันนิษฐานว่าน่าสร้างขึ้นในสมัยเดียวกันกับปราสาทนารายณ์เจงเวง พร้อมฟังบรรยายเรื่อง “การเข้ามาของวัฒนธรรมเขมรโบราณ ในภาคอีสานตอนเหนือ”

13.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน ที่ร้านฟาร์มฮัก

14.00 น. เดินทางไปยังวัดป่าสุทธาวาส เป็นวัดป่ากลางเมือง ทั้งยังเป็นสถานที่ในการละสังขารของพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ผู้เป็นบูรพาจารย์สายพระป่าในประเทศไทย เข้าชมพิพิธภัณฑ์พระอาจารย์มั่น ภูริทัตเถระ ที่ภายในจัดแสดงเครื่องอัฐบริขาร พร้อมทั้งอัฐิธาตุของพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต จากนั้นเข้าชมเจดีย์จันทสารเจติยานุสรณ์ หรือเจดีย์พิพิธภัณฑ์หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร โดยภายในมีการจัดแสดงรูปเหมือนของหลวงปู่หลุย จนฺทสาโร และเครื่องอัฐบริขารของท่านหลวงปู่หลุยด้วย พร้อมร่วมฟังบรรยายเรื่อง “ความสำคัญของพระป่าสายอีสานในประเทศไทย”

15.20 น. เดินทางไปยังวัดพระธาตุนารายณ์เจงเวง เป็นศาสนสถานในวัฒนธรรมเขมรโบราณขนาดเล็กที่สร้างจากหินทรายทั้งหลังเพียงแห่งเดียวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ซึ่งแตกต่างไปจากปราสาทหลังอื่นๆ ที่พบในบริเวณเดียวกันทั้งยังมีภาพสลักงดงามที่สุดแห่งหนึ่งอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นทับหลังรูปพระนารายณ์บรรทมสินธุ์, พระกฤษณะปราบสิงห์ เป็นต้น อีกทั้งปราสาทหลังนี้ยังปรากฏชื่ออยู่ในตำนานอุรังคนิทานที่สัมพันธ์กับปราสาทภูเพ็ก และพระธาตุพนมอีกด้วย

17.00 น. เดินทางไปยัง จ.นครพนม

19.00 น. ถึงโรงแรม ฟอร์จูน ริเวอร์วิว นครพนม หรือเทียบเท่า จากนั้นร่วมรับประทานอาหารเย็นที่ห้องอาหารของโรงแรม

20.30 น. พักผ่อนตามอัธยาศัย

จิตรกรรมฝาผนังในอุโบสถวัดหัวเวียง จ.นครพนม

วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม 2562

07.30 น. รับประทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรม

08.30 น. เดินทางไปยัง อ.ธาตุพนม จ.นครพนม

09.30 น. ถึงวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ชมและร่วมสักการะ “พระธาตุพนม” ศาสนสถานสำคัญอันศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองนครพนม สถานที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุส่วนหน้าอกหรือพระอุรังคธาตุตามตำนานอุรังคนิทาน สำหรับองค์พระธาตุนั้นสันนิษฐานว่าเคยเป็นปราสาทก่ออิฐในศิลปะจามหรือเขมรโบราณก่อนเมืองพระนคร เนื่องจากส่วนฐานมีลวดลายสลักอิฐประดับบนเสาติดผนังที่มุมทั้งสี่ ทั้งยังมีซุ้มประตูเป็นซุ้มคดโค้งมีใบระกาแหลมขนาดใหญ่ ส่วนที่เห็นในปัจจุบันนั้นมีการบูรณะให้เป็นทรงบัวเหลี่ยมในรูปแบบศิลปะล้านช้าง จากนั้นให้ท่านได้เข้าชมด้านในขององค์พระธาตุ (เฉพาะสุภาพบุรุษเท่านั้น) พร้อมชมที่เก็บอัฐิของเจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก (ญาคูขี้หอม) พระอริยสงฆ์แห่งสองฝั่งโขง ตลอดจนฟังเรื่องการบูรณะองค์พระธาตุพนมในสมัยต่างๆ จากนั้นเข้าชมโบราณวัตถุชิ้นสำคัญภายในพิพิธภัณฑ์ของวัด เช่น ยอดพระธาตุพนมองค์เดิมที่สร้างโดยเจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก, ผอูบสำริดบรรจุพระอุรังคธาตุซึ่งพบที่พระธาตุพนมองค์เดิม เป็นต้น

12.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน ที่ร้านดาวทอง

13.00 น. เดินทางไปยังวัดหัวเวียงรังษี วัดแห่งนี้ไม่มีประวัติการสร้างที่แน่ชัด มีแค่เพียงการสันนิษฐานของพระสงฆ์ของวัดว่าน่าจะสร้างขึ้นในคราวเดียวกับการปฏิสังขรณ์พระธาตุพนมเพราะอิฐที่ก่อเป็นสิมนั้นเป็นรุ่นเดียวกัน ชมสิมหรือพระอุโบสถซึ่งภายนอกอาคารบางตำแหน่งมีร่องรอยจิตรกรรมฝาผนังหรือฮูปแต้ม ส่วนภายในอาคารบริเวณเหนือช่องหน้าต่างมีฮูปแต้มที่ได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมผสมล้านช้าง-กรุงเทพฯ เขียนเรื่องพุทธประวัติ, ทศชาติชาดก และรามเกียรติ์

13.45 น. เดินทางต่อไปยัง อ.เรณูนคร จ.นครพนม

14.10 น. ถึงวัดพระธาตุเรณู ชมและสักการะ “พระธาตุเรณู” ซึ่งองค์พระธาตุได้ถ่ายแบบมาจากพระธาตุพนมองค์เดิม สร้างในปี พ.ศ.2461 โดยอาจารย์เม้า วงษา และอุปัชฌาย์อินทร์ ในบริเวณชุมชนของชาวภูไทหรือผู้ไทที่มาตั้งถิ่นฐานเมื่อราวปลายพุทธศตวรรษที่ 24 จากนั้นร่วมรับประทานของว่างพร้อมชมการแสดงรำภูไทเรณูนครอันเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่

15.30 น. เดินทางกลับตัวเมืองนครพนม

16.30 น. เข้าชมพิพิธภัณฑ์จวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม หรือจวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม (หลังเก่า) เดิมเป็นของพระยาอดุลยเดชสยามเมศวรภัคดีพิริยพาหะ (อุ้ย นาครทรรพ) เทศาภิบาลมณฑลอุดรธานีและผู้ว่าราชการ จ.นครพนม คนแรก สร้างโดยช่างชาวญวน ตัวอาคารมีความโดดเด่นด้วยรูปแบบศิลปะโคโลเนียลแบบตะวันตก เพราะได้รับอิทธิพลการก่อสร้างจากฝรั่งเศสในยุคอินโดจีน อีกทั้งที่นี่ยังเคยเป็นที่ประทับแรมของรัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินมายังนครพนมเพื่อปฏิบัติพระราชกรณียกิจ และทอดพระเนตรงานประเพณีไหลเรือไฟเป็นครั้งแรกอีกด้วย ปัจจุบันกรมศิลปากรจัดให้เป็นพิพิธภัณฑ์ประจำจังหวัด ภายในจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองนครพนม, บุคคลสำคัญ, ภาพถ่ายเก่า, กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รวมถึงภาพของ “ยายตุ้ม จันทนิต” ผู้ถวายดอกบัวแด่รัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินมายังนครพนม เมื่อปี พ.ศ.2498

17.10 น. รับประทานอาหารเย็น ที่ร้านเรือนริมน้ำ

18.00 น. เดินทางไปยังท่าอากาศยานนครพนม

18.30 น. ถึงท่าอากาศยานนครพนม

20.00 น. เดินทางกลับกรุงเทพฯ ด้วยสายการบินแอร์เอเชีย เที่ยวบินที่ FD 3395

21.20 น. ถึงท่าอากาศยานดอนเมือง โดยสวัสดิภาพพร้อมความประทับใจ