ฤดูเกณฑ์ทหารแต่ละปี นอกจากวินาทีลุ้นใบดำ-ใบแดง ที่เห็นกันมายาวนานหลายทศวรรษ เป็นหน้าที่ที่ให้เฉพาะชายสัญชาติไทย ซึ่งตามกฎหมายระบุว่าต้องเข้ารับราชการทหารด้วยตนเองทุกคน ยังมีภาพที่หลายคนตั้งตารอคอย นั่นคือบรรดาสาวสวยที่มีคำนำหน้าว่า “นาย” ซึ่งต้องทำหน้าที่ชายไทย มาร่วมจับใบดำใบแดง
แต่ทำไม ภาพที่สื่อนำเสนอ คือ “ความสวย ใส เซ็กซี่ แบบที่ผู้หญิงอาย” ของเขาและเธอเหล่านั้น?
ชนิดา ชิตบัณฑิตย์ อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กรรมการและหนึ่งในทีมงานยกร่างหลักสูตรปริญญาโท สตรี เพศสถานะ และเพศวิถีศึกษา วิทยาลัยสหวิทยาการ มธ. จะมาเผยที่มาและเบื้องหลังของปรากฏการณ์นี้
ทำไมสื่อจึงนำเสนอภาพความสวย เซ็กซี่ ของสตรีข้ามเพศที่มาเกณฑ์ทหาร?
ลักษณะที่น่าสนใจของสื่อมวลชนในการเลือกนำเสนอภาพของคนข้ามเพศหรือคนหลากหลายทางเพศมีลักษณะเฉพาะ คือ เป็นการยอมรับอย่างมีเงื่อนไข
สื่อจะยอมรับคนหลากหลายทางเพศก็ต่อเมื่อ (1) มีสถานภาพทางสังคมสูง คือ มีฐานะทางเศรษฐกิจ และ มีการศึกษา (2) หน้าตา หรือ รูปร่างดี คือ มีลักษณะเข้ากับเรือนร่างในอุดมคติที่สังคมกำหนด ซึ่งล้วนเป็นคุณลักษณะของการจัดประเภทที่สอดคล้องกับสิ่งที่สังคมต้องการ ใครก็ตามที่มีคุณลักษณะดังกล่าวก็จะได้รับการยอมรับจากสังคม เช่น ถ้าเป็นกะเทยก็ต้องสวยจนผู้หญิงอาย ถ้าเป็นทอมก็ต้องดูดี ดูแมน ร่ำรวย และมีการศึกษา
ปรากฏการณ์ที่สื่อมวลชนนำเสนอข่าวการเกณฑ์ทหารของสตรีข้ามเพศ โดยเลือกเสนอเพียงภาพความสวย เซ็กซี่ ก็เพราะคนเหล่านี้เข้าเกณฑ์การยอมรับอย่างมีเงื่อนไข เป็นการเสนอเพื่อขับเน้นความแตกต่าง และความโดดเด่นที่ผิดปกติ เพราะตามอุดมคติของสังคม ผู้ชายที่มาเกณฑ์ทหาร จะต้องไม่มาแบบขาว สวย แต่ต้อง ล่ำบึ้ก แข็งแรง คนเหล่านี้ เขารังเกียจคำเหล่านี้ เช่น “สวยกว่าผู้หญิง” “เก่งมาก อัจฉริยะเกินมนุษย์” นี่คือความไม่ปกติ ที่ถูกนำเสนอผ่านสื่อ คำถามคือ ทำไมเราไม่ปฏิบัติเหมือนเขาเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง
คำว่า “สวยกว่าผู้หญิง” คือ คุณไม่ปกติ ต้องมีความโดดเด่น สังคมจึงจะยอมรับ ซึ่งมีนัยยะของการสร้างภาพเชิงลบ ต่อคนที่มีสรีระ หรือ หน้าตาที่ไม่ได้มาตรฐานตามที่สังคมกำหนด เช่น คนข้ามเพศที่ไม่สวย หรือ มีคุณลักษณะของความงามไม่สอดคล้องกับอุดมคติ ก็จะถูกจัดประเภทว่าเป็น “กะเทยควาย” ฯลฯ ซึ่งเป็นเรื่องที่แย่มากและเป็นความรุนแรงรูปแบบหนึ่ง ดังนั้น การขับเน้นคุณลักษณะที่โดดเด่น คือ การเน้นความผิดปกติ เป็นการจัดประเภท และการแบ่งลำดับชั้นของคนหลากหลายทางเพศจากคนภายนอก และระหว่างคนหลากหลายทางเพศกันเองภายในกลุ่ม ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่า คุณลักษณะแบบใด ที่สังคมอนุญาตให้มีพื้นที่ และตัวตนในสังคม
เช่นเดียวกับการนำเสนอคนหลากหลายทางเพศให้เป็นตัวตลก ขบขัน สีสัน หรือ มีพรสวรรค์เป็นพิเศษ สิ่งเหล่านี้ ถ้าไปถามคนหลากหลายทางเพศ เขาจะรู้สึกว่าเป็นการเหยียดแบบหนึ่ง ไม่ใช่การชื่นชม เป็นการมองว่าฉันไม่เท่ากับคุณ
ความคิดจำพวก “สวยผิดปกติ” “เก่งผิดปกติ” มาจากไหน?
จากวัฒนธรรม “ชายเป็นใหญ่” ซึ่งในที่นี้ เราไม่ได้หมายถึง “ผู้ชาย” ที่มีสรีระเป็นชาย แต่หมายถึง ระบบวิธีคิดและวัฒธรรมของสังคมที่เอื้อให้เพศชายมีอำนาจเหนือเพศหญิง หรือ คนหลากหลายทางเพศในสังคม แม้แต่ผู้ชาย ผู้หญิง เองก็ยังมีมาตรฐาน มี “ตัวแบบในอุดมคติ” เช่น ผู้หญิงในอุดมคติ ต้องสวย เรียนเก่ง มีการศึกษา และถูกตีกรอบจากบทบาททางเพศในสังคมว่าจะต้องเป็นลูกสาวที่ดีเมื่อถึงวัยที่สมควร ก็ต้องแต่งงานมีครอบครัว เป็นภรรยาที่ดี ต้องมีลูก และเป็นแม่ที่อุทิศตัวให้ลูกนี่คือ “โมเดล” ในอุดมคติที่สังคมกำหนด แต่คำถามก็คือ จะมีผู้หญิงสักกี่คน ที่ทำได้อย่างโมเดลนี้อย่างไร้ที่ติ เพราะฉะนั้น คนส่วนใหญ่ยังคงถูกกระทำ และประสบความทุกข์จากการไม่สามารถเติมเต็มตัวแบบในอุดมคตินี้ได้ ผู้ชายก็เช่นกัน ถูกคาดหวังจากสังคมให้มีการศึกษาสูง ประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน มีบ้าน มีรถ มีภรรยา เป็นหัวหน้าครอบครัว เป็นพ่อที่ดี มีสมรรถภาพทางเพศ ดูแลตัวเองให้แข็งแรง มีซิกซ์แพค ฯลฯ ซึ่งผู้ชายก็ถูกกดดันจากสังคมไม่แพ้ผู้หญิง ยิ่งผู้ชายในระดับล่าง ความกดดันก็ยิ่งซับซ้อน แต่เราจะได้ยินเรื่องราวของเขาน้อยมาก เพราะสื่อและสถาบันทางสังคมอื่นๆ (การศึกษา ศาสนา ฯลฯ) ครอบงำและควบคุมโดยชนชั้นกลาง
ในกรณีของคนหลากหลายทางเพศ จะถูกกดดันจากการที่สังคมต้องการให้มีเพียง 2 เพศเท่านั้น คือ ชาย และ หญิง มองว่าคนหลากหลายทางเพศคือ “คนผิดปกติ/เบี่ยงเบน” หรือ หากยอมรับ ก็จะต้องสร้างมาตรฐานที่เหนือปกติ เช่น “สวยผิดปกติ/เก่งผิดปกติ” เนื่องจาก “ตัวแบบ” ที่ถูกสร้างขึ้นมาในระบบวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ มีลักษณะของการควบคุมทุกเพศ ทั้งหญิง ชาย และคนหลากหลายทางเพศ
สังคมจึงจำเป็นต้องสร้างองค์ความรู้ ที่จะเท่าทันต่อระบบชายเป็นใหญ่ที่เปลี่ยนแปลงและปรับตัวอยู่ตลอดเวลาในแต่ละวัฒนธรรม การศึกษาด้านสตรีศึกษาในปัจจุบัน จึงไม่เพียงศึกษาเฉพาะแต่ผู้หญิงเท่านั้น เราได้มีการปรับปรุงหลักสูตรให้มีความเข้มข้น ทันสมัย ตอบโจทย์สังคมที่มีความหลากหลาย และแปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ในปี 2556 หลักสูตรได้ปรับเปลี่ยนจากสตรีศึกษา เป็นหลักสูตรสตรี เพศสถานะ และเพศวิถีศึกษา ซึ่งเป็นหลักสูตรแรกและหลักสูตรเดียวในอาเซียน และได้เพิ่มกลุ่มรายวิชาใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ความซับซ้อนดังกล่าว เช่น วิชาบุรุษศึกษา เพศทางเลือกศึกษาเบื้องต้น ฯลฯ ซึ่งอยู่ในกลุ่มวิชา “เพศทางเลือก ขบวนการเคลื่อนไหวของผู้หญิง และขบวนการเคลื่อนไหวของเพศทางเลือก”
ทำไมในพื้นที่สื่อมวลชน นำเสนอภาพของ “ชายรักชาย” มากกว่า “หญิงรักหญิง”?
ในสังคมรักต่างเพศ ที่ยอมรับการแบ่งเพศอย่างชัดเจนระหว่าง 2 เพศ ชาย-หญิง เป็นความคิดหลัก เพศชายก็เป็นเพศที่ถูกยอมรับมากกว่า ให้คุณค่ามากกว่าอยู่แล้ว เช่น มีความแข็งแรง มีเหตุผล มั่นคง ไม่ได้เจ้าอารมณ์ อ่อนแอ ขึ้นๆ ลงๆ เอาแน่เอานอนไม่ได้ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เหมือนที่ผู้หญิงถูกตราประทับไว้ มุมมองที่ให้ค่าต่างกันนี้ถูกส่งทอดไปสู่การมองความสัมพันธ์แบบรักเพศเดียวกันด้วย คือ ถ้าเป็นผู้ชาย ก็จะเป็นที่ยอมรับได้มากกว่า หรือรู้สึกคุ้นเคยสบายๆ มากกว่า เมื่อเห็นชายกลายเป็นหญิง มีคำเรียกว่ากะเทย แต่รู้สึกอึดอัดเมื่อเห็นผู้หญิงกลายเป็นชาย เป็นทอม เพราะพรมแดนของความเป็นผู้ชายถูกรุกล้ำ (แต่ถ้ารุกล้ำพรมแดนของผู้หญิงไม่เป็นไร) กลุ่มหญิงรักหญิง ซึ่งมีทั้งหญิงที่ไม่อยากมีความสัมพันธ์กับผู้ชาย และผู้หญิงที่ไม่อาจเป็นผู้หญิงได้ เป็นชายในร่างของหญิง หรือที่เรียกว่า ทอม เป็นความสัมพันธ์ที่ท้าทาย “ชายเป็นใหญ่” ทั้งขึ้นทั้งล่อง จึงน่าอึดอัดมากกว่า deal ได้ยากกว่า จึงทำให้ถูกมองไม่เห็น และเป็นชายขอบมากกว่า ความเชื่อที่ว่าหญิงรักหญิงเป็นเรื่อง “ชั่วคราว” และปรับปรุงแก้ไขได้ ถ้าได้ผ่านความสัมพันธ์กับผู้ชาย ก็จะกลับไปเป็นผู้หญิงปกติเหมือนเดิม
สตรีนิยมจึงให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงอำนาจในทุกมิติ โดยเฉพาะระบบการแบ่งเพศซึ่งเป็นสิ่งที่ศาสตร์อื่นไม่ได้พูดถึง เช่น รัฐศาสตร์จะพูดถึงการเมือง นิติศาสตร์จะพูดถึงกฎหมาย เป็นต้น ในขณะที่สตรีนิยมเสนอว่า มีความสัมพันธ์เชิงอำนาจอีกชุดหนึ่ง ที่สังคมกระทำต่อเราในรูปแบบของการแบ่งเพศ และการควบคุมทางเพศ รวมถึงการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในชีวิตประจำวัน ที่มีความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งจำเป็นต้องพิจารณาหน่วยวิเคราะห์ที่ทับซ้อนต่างๆ ร่วมกัน เช่น เชื้อชาติ/ผิวสี/ชาติพันธุ์ ชนชั้น เพศสถานะ หรือ บทบาททางเพศที่สังคมกำหนด เพศวิถี อายุ ความพิการ ฯลฯ
ในแง่ขององค์ความรู้ สตรีศึกษา เป็นศาสตร์ที่เกิดขึ้นหลังสุด ในบรรดาสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ในแง่หนึ่งมันชี้ให้เห็นจุดอ่อนของศาสตร์กระแสหลักว่า ไม่มีความเป็นสหวิทยาการ (Interdisciplinary) ที่นำองค์ความรู้ต่างๆ มามองภาพรวม เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นซับซ้อน ไม่ได้มีเพียงมิติเดียว
สตรีนิยม ศาสตร์ที่ถูกตั้งคำถาม?
อีกด้านหนึ่ง สตรีนิยมถูกตั้งคำถามว่าเป็นศาสตร์ไหม เพราะว่าไม่ได้สถาปนาตัวเองเป็นศาสตร์ใหญ่ที่จะวิเคราะห์สังคมแบบ “ฟันธง”
นอกจากเป็นเครื่องมือของแอ๊กทิวิสต์ในการต่อสู้เพื่อให้เห็นความไม่เท่าเทียมและไม่เป็นธรรมทางสังคมจากระบบการแบ่งเพศ สตรีนิยมยังเป็นเครื่องมือในการสร้างความรู้ด้วย เพราะมันพยายามชี้ให้เห็นความรู้ที่ขาดหายไป ทั้งความรู้ของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ (LGBTIQ) Queer ความรู้ของผู้หญิงรากหญ้า ผู้หญิงในชนบท ผู้หญิงที่ต่อสู้เรื่องที่ดิน การแย่งชิงทรัพยากรสิ่งแวดล้อม ผู้หญิงที่ถูกกระทำจากรัฐ ระบบสาธารณสุข แม่ค้า ผู้หญิงพิการ ฯลฯ ซึ่งเชื่อมโยงกับประเด็นสังคมรวมไปถึงการวิพากษ์ให้เห็นการประกอบสร้างทางสังคม ที่ผลิตซ้ำมุมมองแบบภาพเหมารวม อคติ และการสร้างความรุนแรง ผ่านสถาบันทางสังคมต่างๆ ชี้ให้เห็นระบบความคิดที่สังคมกดทับ ความรู้ชุดอื่นและทำให้สังคมขาดมุมมองที่จะเข้าใจความหลากหลายของเสียงของผู้มีประสบการณ์ตรง ไม่ใช่จากผู้เชี่ยวชาญ สตรีนิยมบอกว่า นี่คือการประกอบสร้างของระบบวิธีคิดแบบชายเป็นใหญ่ (ซึ่งไม่จำกัดเพศ) ที่ครอบงำความรู้อยู่ แล้วทำให้ไม่เห็นความรู้อีกชุดหนึ่ง ทำให้เรา “มองไม่เห็น อ่านไม่ออก”

ความสนใจเรื่องผู้หญิง เพศสถานะ หรือเพศวิถีในสังคมตั้งแต่อดีตเป็นอย่างไร?
มีความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ คือ เราจะพบว่าในช่วงประมาณ 5-10 ปีมานี้ มีความสนใจในประเด็นดังกล่าวมากขึ้น ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการกำหนดปีสตรีสากล และอุตสาหกรรมการพัฒนาสตรีทั้งในระดับสากลและสังคมไทยเอง มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2518 ขณะที่ประเด็นเรื่องผู้หญิงเป็นส่วนหนึ่งของสังคมมาโดยตลอด อาจเป็นเพราะผู้หญิงมีการศึกษามากขึ้น มีบทบาทในสังคม มีสิทธิ มีเสียงมากขึ้น จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สังคมสนใจประเด็นนี้
แต่ถ้าพูดถึงในแง่ขององค์ความรู้ หรือ สาขาวิชาที่ศึกษาโดยตรงเกี่ยวกับสตรี เพศสถานะ เพศวิถีศึกษา ในสังคมไทย ซึ่งมีตั้งแต่ปี 2544 ที่ มธ.เป็นมหาวิทยาลัยที่เปิดหลักสูตรปริญญาโทสตรีศึกษาเป็นแห่งแรกๆ มุ่งเน้นเรื่องความรู้ในประเด็นสตรีศึกษาอย่างต่อเนื่อง มีการปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัยและเข้มข้นมากขึ้น จากเดิมเป็นเพียงสตรีศึกษา ภายหลังเชื่อมโยงถึงเพศสถานะและประเด็นเพศวิถี เพิ่มวิชาให้มีความเฉพาะเจาะจง ตอบโจทย์ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมในเรื่องเพศมากขึ้น ทำให้เราเป็นหลักสูตรแห่งแรกและแห่งเดียวของอาเซียน
ปัจจุบันหลักสูตรสตรี เพศสถานะ และเพศวิถีศึกษา อยู่ในระหว่างรับสมัครนักศึกษารุ่นใหม่ สนใจรายละเอียด โทร 0-2613-2860 อีเมล์: [email protected] เว็บไซต์: http://www.ci.tu.ac.th เฟซบุ๊ก: http://www.facebook .com/wgssp
แม้จะเปิดมานาน แต่ยังมีสถานะเพียงศาสตร์ชายขอบ?
แม้หลักสูตรสตรีศึกษาฯ จะเปิดมานานแล้วตั้งแต่ปี 2544 แต่สถานภาพของความรู้ยังถือว่าเป็นชายขอบของวงวิชาการ เมื่อเทียบกับศาสตร์สาขาใหญ่ๆ อย่างเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ พาณิชยศาสตร์และการบัญชี ฯลฯ ซึ่งเป็นสาขาที่ตอบโจทย์ระบบทุนนิยม ตามทิศทางของมหาวิทยาลัย และระบบการศึกษาโดยรวม ทำให้สถานภาพของสาขาสตรีศึกษายังมีข้อจำกัดอยู่ แต่ว่าสังคมยังมีความสนใจสูงมาก
ปัญหาคือ เกิดช่องว่างระหว่างความสนใจหรือความต้องการความรู้ด้านสตรีศึกษา เพื่อตอบคำถาม ตอบโจทย์ที่เปลี่ยนแปลงไปของสังคม กับ การผลิตองค์ความรู้ หรือบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านนี้โดยตรงที่ไม่เพียงพอ ทั้งนี้ เรายังไม่นับรวมถึงกลุ่มคนหลากหลายทางเพศที่กระจัดกระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ของสังคมหรือคนต่างจังหวัด คนชั้นล่างก็ยิ่งมีพื้นที่จำกัดมาก เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ทางหลักสูตรจึงได้คิดยุทธศาสตร์เชิงรุก เปิดโรงเรียนภาคฤดูร้อน (Summer School) ในหัวข้อสตรี เพศสถานะ และเพศวิถีศึกษา เพื่อเผยแพร่ความรู้เรื่องนี้ต่อบุคคลทั่วไป โรงเรียนภาคฤดูร้อนในลักษณะนี้ เป็นครั้งแรกที่จัดขึ้นในประเทศไทย และภูมิภาคอาเซียน เปิดอย่างต่อเนื่องมาแล้ว 2 รุ่น รุ่นละ 100-150 คน เรียนติดต่อกัน 5 สัปดาห์ ซึ่งได้รับการตอบรับจากกลุ่มคนที่หลากหลายทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ก่อนปิดภาคเรียนมีการจัดเวทีเสวนาในหัวข้อที่ทันสมัยและครั้งหนึ่งเคยถูกมองข้าม เช่น ชายรักชายในเขตภูธรคุณยายของฉันขายผักที่ปากคลองตลาด, จดหมายเหตุของคุณย่า-หญิงขายผ้าที่จังหวัดยะลา, ยาคุมผู้ชาย และ ขนกับงานศิลปะ เป็นต้น
ความเข้าใจผิดต่อสตรีนิยม?
มีความเข้าใจผิดๆ ชุดหนึ่งว่า สตรีศึกษาเป็นพวกเกลียดผู้ชาย ซึ่งไม่เป็นเช่นนั้น สตรีศึกษาในฐานะองค์ความรู้มันเป็นความรู้ที่หายไปเลย เป็นองค์ความรู้ ที่เราหาเรียนไม่ได้ ในความรู้กระแสหลักที่เรียนๆ สอนๆ กันอยู่ทั่วไป การเห็นชนชั้นแบบมาร์กซิสต์นั้นไม่พอ สังคมหนึ่งๆ ไม่ได้มีแต่เรื่องชนชั้น ความรวย ความจน แต่ยังมีความแตกต่างเรื่องเพศ ที่กำกับแบบวิถีชีวิตของผู้คน มีเรื่องเชื้อชาติที่เกี่ยวข้องอยู่ และทุกมิติเหล่านี้เชื่อมโยงกัน
สตรีศึกษาเกิดในสังคมไทยมา 20 กว่าปีแล้ว 20 ปีที่ผ่านมา มีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง มีคำถามใหม่ๆ มีความเข้าใจชุดใหม่ๆ เกิดขึ้น ความรู้เรื่องผู้หญิงได้ปักธงในฐานะศาสตร์ทางวิชาการของสังคมไทย ประสบการณ์ของผู้หญิงได้รับการให้ค่า นับว่าเป็นความรู้ชุดหนึ่ง แต่ข้อสังเกตคือ ความเข้าใจชุดเดิมๆ ที่ว่า “สตรีศึกษาคือเรื่องสิทธิสตรีใช่ไหม” ก็ยังดำรงอยู่ ซึ่งเป็นความท้าทายที่นักสตรีนิยมจะต้องทำงานหนักต่อไป
โดยเฉพาะถ้าพูดจากคนที่อยู่ในแวดวงการศึกษา ก็คงต้องเปิดสอนกันตั้งแต่ อนุบาล ประถม มัธยม ไม่ใช่กว่าจะได้เรียน ต้องรอจนถึงระดับมหาวิทยาลัยแล้ว
วัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ เมื่อไหร่จะหายไปจากสังคมไทย
ยากนะ คำว่าวัฒนธรรมนั้นคือวิถีชีวิต ประเพณี มีองค์ประกอบที่ซับซ้อน ไม่ใช่แค่พฤติกรรม แต่พอมันหลอมรวมเป็นวัฒนธรรมแล้วต้องเข้าใจว่ามันมีระบบโครงสร้างสังคมที่เชื่อมโยงและสนับสนุนระบบวัฒนธรรม แล้วอย่าดูถูก เพราะระบบชายเป็นใหญ่นั้นปรับตัวอยู่เสมอ มีความซับซ้อนขึ้น
ปัจจุบัน สังคมรู้เท่าทันระบบชายเป็นใหญ่ว่า จะเหยียด หรือ ปิดกั้นผู้หญิงไม่ได้แล้ว ระบบชายเป็นใหญ่ก็ปรับเปลี่ยนให้มีความซับซ้อนขึ้น คือ เมื่อผู้หญิงมีการศึกษาสูงขึ้น มีความสามารถมากขึ้น ก็อ้าแขนรับเข้ามาสู่สังคม แต่ก็ยังมีการกดไว้ ไม่ให้อยู่ในสถานภาพที่สูงกว่าที่สังคมจำกัดไว้ หรือ หากก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับสูง ก็จะถูกควบคุมจากสังคมด้วยมาตรฐานอื่นๆ ที่มีลักษณะเหยียดความเป็นหญิง เช่น การวางตัวที่เหมาะสม ประเด็นชู้สาว มาตรฐานการเป็นเมียที่ดี การเป็นแม่ที่ดี ฯลฯ เป็นต้น
วัฒนธรรมนี้น่ากลัว คือ ทำให้ผู้หญิงจำนวนหนึ่งยอมรับวัฒนธรรมตรงนี้ด้วย แล้วก็ไปกดขี่ผู้หญิงด้วยกันหรือกดขี่ผู้ชายชั้นล่าง เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกับระบบสังคม เอื้อให้เกิดความไม่เท่าเทียม อย่างในสังคมตะวันตกก็ไม่หมดไป แม้จะก้าวหน้ามากก็ตาม อย่างสหรัฐอเมริกาที่เรามองว่ามีเสรีภาพสูง แต่ยังไม่มีประธานาธิบดีเป็นผู้หญิงเลย เพิ่งมีประธานาธิบดีผิวสี ทั้งที่ต่อสู้กันมาไม่รู้กี่ร้อยปี และสิทธิสตรีก็ก้าวหน้ากว่าหลายประเทศ หรือถึงมีประธานาธิบดีผู้หญิงขึ้นมาก็ตาม ก็ไม่ได้หมายความว่า จะไม่ได้ดำเนินนโยบายแบบประธานาธิบดีผู้ชาย ที่ยังคงใช้ความรุนแรง และการทำสงครามเป็นทางออกของปัญหาต่อไป
ฉะนั้น จริงๆ แล้ว ระบบวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่มันแทรกซึมอยู่ทั่วทุกสังคม ใช่เพียงสังคมไทย และมันมีลักษณะของการปรับตัวสูง เราจึงจำเป็นต้องสร้างองค์ความรู้ ที่ส่งเสริมให้มี
การวิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์ เพื่อนำไปสู่การรู้เท่าทัน และค่อยๆ ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ที่ครอบงำอยู่ในสังคม

