‘ทุกลมหายใจคืองาน’ นิคม มูสิกะคามะ ผู้บุกเบิกสุโขทัย จากซากอิฐสู่มรดกโลก

21.12.18 | 19:23 น.
รูปหล่อครึ่งตัว นิคม มูสิกะคามะ ฝีมือมานพ อมรวุฒิโรจน์ นายช่างศิลปกรรมอาวุโส สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ถ่ายทอดบุคลิกและรอยยิ้มได้อย่างเหมือนจริงราวกับมีชีวิต

ในชีวิตของคนหนึ่งคน ไม่ว่าจะยืนยาว หรือแสนสั้น อาจไม่สำคัญเท่าการได้สร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลัง ดังเช่น ‘นิคม มูสิกะคามะ’ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ผู้อยู่เบื้องหลังของการก่อเกิดอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยที่กลายเป็น ภาพจำ’ ของคนไทยในความเป็นรัฐอุดมคติอันรุ่งโรจน์เมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว ทั้งยังผลักดันอย่างไม่หยุดยั้งกระทั่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ.2534 พร้อมกับอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัยและกำแพงเพชร

จากซากอิฐผุพังในป่ารก กลายเป็นเมืองโบราณที่โลกต้องหันมอง

12 ธันวาคม-วันเดียวกัน ในพุทธศักราช 2561 ‘ห้องเกียรติยศ นิคม มูสิกะคามะ’ ได้ฤกษ์ตัดริบบิ้นอย่างเป็นทางการ เพื่อรำลึกถึงผลงานและเผยแพร่เรื่องราวในชีวิตของผู้ชายซึ่งอุทิศตนให้แก่วงการโบราณคดีจวบจนลมหายใจสุดท้าย

ห้องเกียรติยศนิคม มูสิกะคามะ บริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย เปิดทุกวัน เวลา 08.30-16.30 น. สอบถามเพิ่มเติมโทร. 055 697 241
ห้องเกียรติยศ นิคม มูสิกะคามะ จัดแสดงข้อมูล ภาพถ่าย และคลิปสัมภาษณ์บุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับชีวิตบุคคลสำคัญท่านนี้

ห้องเกียรติยศของคนบันดาลใจ

อนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เจ้าของแนวคิดในการสร้างห้องเกียรติยศแห่งนี้ เปิดเผยว่า ย้อนหลังไปเมื่อ พ.ศ.2531 ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวของอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยเปิดให้บริการสืบเนื่องยาวนาน ล่าสุด มีการจัดงบประมาณปรับปรุงข้อมูลและรูปแบบนำเสนอให้ทันสมัย เมื่อแล้วเสร็จจึงอยากเผยแพร่เรื่องราวของผู้อยู่เบื้องหลังการบุกเบิกอุทยานฯแห่งนี้ให้สังคมไทยได้เรียนรู้ถึงความมุ่งมั่นเพื่อเป็นแรงบันดาลใจในความไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคมากมายในห้วงเวลานั้น

“เรื่องของอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยนั้น นับแต่ ครม.อนุมัติโครงการเมื่อปี 2519 ผู้อยู่เบื้องหลังในการผลักดัน และเหน็ดเหนื่อย คือ ท่านนิคม มูสิกะคามะ ซึ่งตอนนั้นยังไม่ได้เป็นอธิบดีกรมศิลปากร ต้องมาเจอปัญหา 108 อย่าง ทั้งโยกย้ายบ้านเรือน ปรับภูมิทัศน์ และงานด้านโบราณคดี แต่ไม่เคยย่อท้อ ซึ่งผมเองก็นำมาเป็นแบบอย่างของการทำงาน คือ ความทุ่มเท เอาจริง แก้ปัญหาด้วยความทุ่มเท นี่คือสิ่งที่คนไทยน่าจะได้เรียนรู้ เพื่อเป็นแรงกระตุ้นในการทำงานให้สำเร็จ”

Advertisement
อนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ในงานเปิดนิทรรศการห้องเกียรติยศ นิคม มูสิกะคามะ
เอนก สีหามาตย์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร และนางลำใย มูสิกะคามะ ภรรยา พร้อมด้วยบุตรสาวทั้ง 2 คน

ภาพสุดท้ายที่ปลายเตียง เมื่ออดีตคือปัจจุบัน

รูปหล่อครึ่งตัวของ นิคม มูสิกะคามะ ตั้งอยู่อย่างสง่างามในห้องที่รายล้อมด้วยประวัติชีวิตและผลงานที่ยากจะเชื่อว่าเกิดขึ้นทั้งหมดโดยคนเพียงคนเดียว ฉากหลังเป็นภาพโบราณสถานที่อาจไม่โดดเด่นสะดุดตา ทว่ามีนัยสำคัญยิ่ง นั่นคือภาพ ‘วัดตระพังเงิน’ สถานที่จัดงาน ‘เผาเทียน เล่นไฟ’ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของไทยซึ่งนำคำว่าเผาเทียนจากศิลาจารึกหลักที่ 1 ของพ่อขุนรามคำแหงมาใช้โปรโมตอีเวนต์ที่กลายเป็นงานใหญ่ประจำปีของจังหวัดสุโขทัยมาจนถึงปัจจุบัน

รูปหล่อครึ่งตัว นิคม มูสิกะคามะ ฝีมือมานพ อมรวุฒิโรจน์ นายช่างศิลปกรรมอาวุโส สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ถ่ายทอดบุคลิกและรอยยิ้มได้อย่างเหมือนจริงราวกับมีชีวิต

ที่สำคัญ ยังเป็นภาพที่แขวนไว้บริเวณปลายเตียงนอนเมื่อคราวล้มป่วย ก่อนเสียชีวิต

ส่วนหนึ่งของผลงานทางวิชาการมากมายที่ถูกนำมาจัดแสดง อาทิ แนวปฏิบัติในการสงวนรักษาโบราณสถาน

“วัดตระพังเงิน คือรูปสุดท้ายที่ท่านดู เพราะติดอยู่ที่ปลายเตียงตอนป่วย จึงใช้รูปนี้เป็นภาพหลังรูปหล่อครึ่งตัวของท่านเพื่อสื่อความหมาย ตอนแรกมีคนถามว่าทำไมไม่ใช้รูปการพัฒนาที่มีโบราณสถานเยอะๆ จึงยืนยันไปว่านี่คือเป็นภาพจำสุดท้าย คิดว่าเป็นภาพที่ท่านมีความสุขกับความสำเร็จนี้ในการจัดงานเผาเทียน เล่นไฟซึ่งยังจัดกันมาจนถึงปัจจุบัน”

นี่คือคำอธิบายของ เสริมกิจ ชัยมงคล ผอ.สำนักศิลปากรที่ 14 นครศรีธรรมราช ผู้รวบรวม เรียบเรียงข้อมูลและจัดทำนิทรรศการในห้องเกียรติยศ เนื่องจากเคยทำงานใกล้ชิดโดยเจ้าตัวเล่าว่า เข้ารับราชการที่กรมศิลปากรเมื่อครั้งท่านนิคมดำรงตำแหน่งเป็นรองอธิบดีกรมศิลปากร ซึ่งนอกเหนือจากข้อมูลของกรมศิลปากรและหนังสือที่ตีพิมพ์เนื่องในงานพระราชทานเพลิง เมื่อ พ.ศ.2548 แล้ว ส่วนสำคัญที่ถูกนำมาใช้ในนิทรรศการคือข้อมูลจากครอบครัว โดยเฉพาะภาพถ่ายที่หาชมได้ยาก ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีคลิปวิดีโอสัมภาษณ์บุคคลต่างๆ อีกด้วย

“ทางครอบครัวของท่านมีส่วนร่วมเสนอแนะด้วย โดยเฉพาะลูกสาว คือ คุณปาริษา มูสิกะคามะ ซึ่งเป็นอาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.รังสิต ภรรยาของท่านก็ยังมีชีวิตอยู่ ในห้องเกียรติยศ ยังมีคลิปที่ได้ไปคุยกับท่านเดโช สวนานนท์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ซึ่งบอกว่าท่านนิคมเป็นคนมีวิสัยทัศน์ และคิดนอกกรอบตั้งแต่แรก ไม่อย่างนั้นโครงการใหญ่ๆ ไม่มีทางเกิดขึ้น ถ้าทำงานตามระบบราชการ มันไม่มีทางสำเร็จ ทุกคนที่รู้จักจะรู้ว่าท่านไม่เคยคุยเรื่องอื่น คุยแค่เรื่องงาน ขนาดกับพนักงานเสิร์ฟ ยังถามว่า มาจากเมืองไหน (หัวเราะ) คือต้องการรู้ข้อมูลวิชาการ ทุกนาทีคืองานจริงๆ นี่คือสาเหตุที่ใช้ประโยค ทุกลมหายใจคืองาน เป็นข้อความสำคัญในนิทรรศการนี้” เสริมกิจกล่าวก่อนทิ้งท้ายว่า ไม่ใช่เฉพาะข้าราชการในกรมศิลปากรเท่านั้น ที่ต่างรำลึกถึงบุคคลท่านนี้ หากแต่ยังอยู่ในความทรงจำของชาวบ้านในท้องถิ่นเสมอมา เมื่ออดีตกลายเป็นสินทรัพย์ล้ำค่าของผู้คนในวันนี้และอนาคต

“แม่ค้า คนเก่าคนแก่ ก็ยังพูดถึงท่านด้วยความชื่นชมว่าที่เขามีอาชีพ มีเงินทองได้อย่างในทุกวันนี้เป็นเพราะท่านนิคม”

นิคม มูสิกะคามะ (ขวาสุด) อดีตอธิบดีกรมศิลปากรผู้แผ้วถางซากอิฐปูนในสุโขทัยสู่อุทยานประวัติศาสตร์และมรดกโลกด้วยความมุ่งมั่นในการทำงานตราบชั่วชีวิต

นักรบโบราณคดี ฮีโร่ที่ถูกไล่ยิง และข้าราชการผู้ยืนข้างประชาชน

“ในรุ่นผม เขาคือฮีโร่ในใจคนโบราณคดี”

คือ ถ้อยคำจากปาก สุจิตต์ วงษ์เทศ คอลัมนิสต์ฝีปากคมในเครือ มติชน’ ผู้ลั่นวาจามาหลายครั้งว่าไม่เคยมีไอดอลในดวงใจ สุดท้ายสยบยอมให้’พี่นิคม’ ซึ่งบุกบั่นทำงานแบบ’ไม่รอหนังสือราชการ’

“ตอนเข้าเรียนโบราณคดี พี่นิคมยังเป็นภัณฑารักษ์อยู่อยุธยา เป็นคนเฮี้ยวๆ กระฉับกระเฉง บุกไม่หยุด พร้อมสู้รบกับงานให้สำเร็จ ทุกอย่างทำเพื่องาน เป็นแบบอย่างให้น้องๆ เห็นว่า การทำงานต้องอย่างนี้! ไม่ใช่หน่อมแน้ม เคยถูกไล่ยิงจากพวกขุดกรุขายสมบัติ ต้องใช้วิธีย้ายที่นอน เพราะเขาไม่ยอม มึงขุด กูจับ แจ้งความทันที ถ้าไม่มีพี่นิคม อุทยานฯสุโขทัยคงไม่ดังเป็นพลุแตกแบบนี้ คงไปแบบต้วมเตี้ยม อาจไม่มีงานเผาเทียนเล่นไฟ ตอนผลักดันให้เป็นมรดกโลก ก็ไปเชิญอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม กับ อ.ธิดา สาระยา มาเป็นที่ปรึกษา มาทำวิจัย ทำให้งานวิชาการหนักแน่น”

สุจิตต์ ผู้วิพากษ์การทำงานของกรมศิลปากรมาตลอดหลายสิบปี ยังชื่นชมอดีตอธิบดีกรมศิลปากรท่านนี้ว่า เป็นข้าราชการประเภทไม่รอนายสั่ง อยู่ข้างสังคม ประชาชน นิสิต นักศึกษา

“อะไรที่เป็นปัญหา พี่นิคมบุกทันที ไม่รอหนังสือราชการ อย่างถนนจะตัดผ่านโบราณสถาน ก็บุกไปหาอธิบดีกรมทางหลวงบอกว่าพี่ตัดผ่านไม่ได้นะ โบราณของชาติจะพัง ถ้ามีปัญหาเรื่องงบ ก็บุกไปสำนักงบประมาณ ไปขอร้องว่าถ้าไม่ให้งบ ผมทำอะไรไม่ได้ โบราณสถานก็พังอีก คนก็เห็นใจ เพราะงานแบบนี้ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง ตอนเขาเป็นหัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร (พช.) ช่วงก่อน 14 ตุลา 16 ก็ดูโขนด้วยกันที่สังคีตศาลาทุกสัปดาห์ เห็นเลยว่าเขาเน้นประชาชนเป็นที่ตั้ง เช่น การแสดงจบ คนอื่นในระบบราชการบอกต้องไล่คนออกเลย เพราะห่วงของใน พช. แต่พี่นิคมบอก ก็รอให้คนออกให้หมดแล้วค่อยปิด จะเสียหายอะไร”

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งในเรื่องราวชีวิตของข้าราชการ ผู้เป็นบุคคลในตำนานโบราณคดีไทย ‘นิคม มูสิกะคามะ’


นิคม มูสิกะคามะ เป็นชาวนครศรีธรรมราช

จบการศึกษาชั้นมัธยมต้นจากโรงเรียนปากพนัง มุ่งเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเรียนมัธยมปลายที่วัดราชาธิวาส มุ่งมั่นเตรียมสอบเข้าเรียนคณะนิติศาสตร์ในระดับอุดมศึกษา แต่เมื่อได้ชมราชรถที่อัญเชิญมาซ่อมสำหรับงานพระเมรุท้องสนามหลวงในงานพระบรมศพสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า รู้สึกตื่นตาตื่นใจ เดินเข้าชมโบราณวัตถุอื่นๆ ใน พช.พระนคร กระทั่งเดินทางไปทุกวัน สุดท้ายเบนเข็มจากนักกฎหมายสู่โรงเรียนเตรียมศิลปากร แผนกโบราณคดี (คณะโบราณคดี ม.ศิลปากรในปัจจุบัน)

ครั้นจบการศึกษา สอบบรรจุได้เป็นข้าราชการในกองโบราณคดี กรมศิลปากร ตำแหน่งภัณฑารักษ์ที่พระนครศรีอยุธยา ต่อมาสอบชิงทุนจากองค์การยูเนสโก ไปศึกษาเรื่องวิชาการดูแลพิพิธภัณฑ์และการจัดการวัฒนธรรม จากนั้นได้รับทุนไปอบรมด้านต่างๆ ที่สำคัญ เช่น ด้านการจัดการมรดกทางวัฒนธรรมที่สถาบันสมิธโซเนียน สหรัฐอเมริกา อบรมโบราณคดีใต้น้ำ ที่ประเทศเดนมาร์ก เป็นต้น ต่อมา จึงพัฒนางานโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์ให้เป็นไปอย่างมีระบบตามมาตรฐานสากล เช่น งานบูรณะเมืองเก่าสุโขทัย และโบราณสถานในพระนครศรีอยุธยา เป็นต้น

เป็นผู้บุกเบิกและผลักดันให้เกิดอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย กระทั่งประกาศเป็นมรดกโลกใน พ.ศ.2534

นอกจากนี้ยังพัฒนางานโบราณคดีใต้น้ำเป็น ศูนย์โบราณคดีใต้น้ำ’

ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากร ระหว่าง พ.ศ.2540-2542

หลังเกษียณอายุราชการเคยสมัคร ส.ว. หวังทำงานรับใช้ประชาชน