เริงโลกด้วยจิตรื่น : ‘โง่’ที่แตกต่าง : โดย จันทร์รอน

23.12.18 | 13:00 น.

สิ่งที่มีชีวิตในโลกเชื่อมต่อกันด้วยการสื่อสาร เพื่อแลกเปลี่ยน หรือส่งต่อข้อมูลข่าวสาร หรือความรู้สึกนึกคิดให้กันและกันได้รับรู้
พื้นฐานของเครื่องมืออาจจะเป็นสัญชาตญาณที่แสดงออกมาทางช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสายตา เสียง การส่งกลิ่น ลิ้มรส หรือสัมผัสต่างๆ
มนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง มีการสื่อสารที่ซับซ้อนกว่า เพราะมีการผลิตเครื่องมือขึ้นมาเพิ่มเติมจากการสื่อสารตามธรรมชาติ

ภาษาเป็นเครื่องมือเฉพาะของมนุษย์อย่างหนึ่ง

ด้วยเจตนาว่าจะทำให้สื่อสารได้ดีขึ้น หมายถึงตรงกับความหมายที่ตั้งใจจะสื่อมากขึ้น

อย่างเช่นเมื่อบอกว่า “นก” จะรู้เลยว่าเป็นสัตว์ปีกที่บินได้ ยังแยกเป็นชื่อเรียกเฉพาะพันธุ์ต่างๆ บัญญัติไว้ให้รับรู้กันไม่ต้องอธิบายยืดยาว

หรือเมื่อผลิตข้าวของเครื่องใช้ออกมาก็ตั้งชื่อให้เรียกรับรู้กันว่า “ใช้เพื่ออะไร”

Advertisement

เช่น “โต๊ะ” หมายถึงเครื่องใช้ที่สำหรับวางข้าวของให้พ้นจากพื้น อำนวยความสะดวกให้หยิบฉวยมาใช้ได้ง่าย

มีศัพท์บัญญัติมากมาย เพื่อหวังอำนวยความสะดวก

แต่เพราะธรรมชาติของสรรพสิ่งที่ย่อมมีทั้งด้านดีและด้านเสีย

ภาษาที่มนุษย์สร้างขึ้นมาใช้ก็หนีไม่พ้น แม้จะมีประโยชน์มากมายที่ทำให้สื่อสารกันได้ง่ายขึ้น คือเข้าใจตรงกันได้ง่ายไม่ต้องอธิบายมาก

แต่มีไม่น้อยที่ภาษากลายเป็นอุปสรรคในการทำความเข้าใจเสียเอง

ไม่ต้องนับภาษาของคนละประเทศ คนละภาษาที่คุยกันไม่รู้เรื่อง หรือหาคำแปลที่ตรงความหมายที่แท้จริงไม่ได้ จนก่อให้เกิดความเข้าใจผิดได้ไม่ยาก

แม้แต่ภาษาของชาติเดียวกัน บ่อยครั้งที่ทำให้เกิดความไม่เข้าใจขึ้นได้

คำหนึ่งที่เห็นว่าควรจะนำมาแลกเปลี่ยนพูดคุยกันให้เข้าใจความหมายตรงกันคือ ว่า “โง่”

เราจะนำเทศนาของพระ โดยเฉพาะในสายปฏิบัติเราจะได้ยินคำว่า “โง่” บ่อยครั้ง

มักมาคู่กันคำว่า “ปัญญา” หรือ “มีปัญญา”

แต่คนทั่วไปฟังพระท่านพูดถึงคำว่า “โง่” มักจะตีความไปในความหมาย “เสียเปรียบ ถูกเอาเปรียบ” หรือ “ง่ายต่อการถูกโกง” อะไรทำนองนั้น

น่าสนใจตรงที่ว่าการแปลคำว่า “โง่” ของคนทั่วไปในความหมายเช่นนั้นเป็นไปในความหมายเดียวกับที่การแสดงธรรมพยายามสื่อให้รู้หรือไม่

หรือเป็นการตีความคำว่า “โง่” ด้วยความคิดแบบทุนนิยมเสรี ที่การดำเนินชีวิตมุ่งไปที่แข่งกันกับเพื่อนร่วมสังคมเป็นหลัก

“ฉลาด” คือ “สามารถคุมความได้เปรียบไว้ได้ หรืออย่างน้อยไม่เสียเปรียบ”

ส่วน “โง่” คือ “เสียเปรียบ”

ขณะที่ความหมายในทางธรรมของคำว่า “โง่” เท่าที่สดับและค้นหาความหมาย น่าจะมีกรอบแค่ “ไม่รู้ตามความเป็นจริง”

ซึ่งเป็นสภาวะตรงกันข้ามกับ “ปัญญา” อันหมายถึงเข้าถึง “ความจริงแท้” อันมีความหมายว่าพ้นจากการถูกบดบังด้วยมายาคติอันเกิดจากกิเลส ที่ขยายเป็นนิวรณ์ หรือทิฐิ มานะ ต่างๆ

“โง่” ในทางธรรมมีความหมายเดียวกับ “อวิชา” คืออยู่ในภาวะที่เข้าไม่ถึงความรู้ที่แท้

การหยุดพ้นจาก “โง่” ในความหมายของพระท่านคือ ต้องหาทางขจัดกิเลศ ตัณหา อวิชชาที่บดบังไม่ให้มองเห็น “ความจริงแท้”

แต่เมื่อปุถุชนคนทั่วไป เมื่อถูกบอกว่า “โง่” จึงที่ทำให้ตั้งหลักหาทางที่จะไม่เสียเปรียบ หาทางที่จะทำให้ตัวเองได้เปรียบ เพื่อเป็น “คนฉลาด”

ซึ่งทำให้ไปคนละทางเลย

เพราะการทำให้ตัวเอง “ฉลาด” แบบนี้กลับกลายเป็นสร้างกิเลศให้พอกพูน ขยายมิจฉาทิฐิ สะสมมานะ ก่อเกิดอวิชชาบดบังปัญญาหนักขึ้นไปอีก

ภาษาเป็นเครื่องมือเพื่อทำความเข้าใจให้ถูกต้องตรงความที่ต้องการสื่อ

แต่ในอุกมุมหนึ่งภาษาซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์คิดขึ้น กลับพาให้เข้าใจไปคนละเรื่องเลยก็ได้

อาจจำเป็นต้องระมัดระวังผู้สื่อ และผู้รับสื่อ