หน้าแรก ประชาชื่น ธนวัชร ทวีธัน...

ธนวัชร ทวีธันย์ไชยวัฒน์ ชายผู้สร้าง “สนามบาส” ในสุสาน

8.05.16 | 14:06 น.

“ป่าช้าวัดดอน”

ป่าช้าที่มีตำนาน “เฮี้ยน” ลือชื่อของคนรุ่นก่อน เคยถูกบริหารจัดการเป็นพื้นที่ในการฝังศพโดย 3 องค์กร ได้แก่ สมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และสมาคมไหหลำด่านเกเต้

อาณาบริเวณใหญ่โต ครอบคลุมตั้งแต่ซอยเจริญกรุง 57 จนถึงเซนต์หลุยส์ ซอย 3 ขึ้นชื่อเรื่องความวังเวง ตำนานเรื่องเล่าต่างๆ รวมไปถึงอาชญกรรมปล้นจี้ ทำให้ผู้คนต่างหลีกหนีที่จะเข้ามาในบริเวณนี้ โดยมีพื้นที่ส่วนหนึ่งตั้งอยู่ด้านหลัง “สมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย” บริเวณถนนเย็นจิต

กระทั่งปี 2539 ด้วยโครงการ “สวนสวยในป่าช้า” ได้พลิกพื้นที่ดินผืนนี้ให้กลายเป็นสวนสาธารณะพร้อมลู่วิ่ง เปลี่ยนสถานที่เฉพาะคนตายกลายเป็นสถานที่ใช้ร่วมกับคนเป็น เปลี่ยนจากสถานที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้ากลายเป็นสถานที่สร้างสุข

โดยมีประชาชนมาออกกำลังกายร่วมกันเฉลี่ย 1,000 คนต่อวัน

Advertisement

แต่ที่ตั้งเด่นอยู่ใจกลางป่าช้าแห่งนี้ ท่ามกลางลู่วิ่งรอบสุสานคงจะหนีไม่พ้น “สนามบาสเกตบอล” ที่ด้านหนึ่งติดกับศาลางามงด อีกด้านติดกับสุสานเรียงรายกลางทุ่งหญ้า

เรียกได้ว่าเป็น “สนามบาสใจกลางสุสานแห่งเดียวของประเทศไทย” คงไม่ผิดนัก

และ “ธนวัชร ทวีธันย์ไชยวัฒน์” หรือที่เด็กเล่นบาสในละแวกนี้เรียกว่า “โค้ช” คือ ผู้ริเริ่มในการสร้างสนามบาสที่มีอายุกว่า 15 ปีแห่งนี้ขึ้น

“โอ้ย คุณ อย่ามาถามผมเลย ผมไม่ได้ทำอะไรใหญ่โตเลย ไปสัมภาษณ์เรื่องอื่นดีกว่า”

ธนวัชรเริ่มต้นด้วยความถ่อมตัว ทั้งที่สนามบาสที่เขาสร้างกลายเป็นที่รวมตัวของผู้คนและเด็กๆ ที่รักในกีฬาบาสเกตบอลตั้งแต่รุ่งเช้ายันพลบค่ำ อีกทั้งเป็นสถานที่ฝึกฝน ลับฝีมือของเหล่าเยาวชนภายใต้การฝึกในของ “โค้ช” คนนี้อีกด้วย

จนถึงตอนนี้ในวัย 65 ปี ธนวัชรยังคงเดินทางมาทำหน้าที่ฝึกสอนเด็กๆ อย่างต่อเนื่อง ผลักดันให้เป็นนักกีฬาโรงเรียนและนักกีฬามหาวิทยาลัยหลายต่อหลายคน

เด็กเหล่านั้นเมื่อเติบโตขึ้น บ้างก็แวะเวียนกลับมาเล่น ณ สนามบาสแห่งนี้ พร้อมทักทายโค้ชของพวกเขาอยู่เสมอ

ธนวัชรเล่าให้ฟังต่อไปว่า จริงๆ แล้วเริ่มต้นเล่นบาสเกตบอลมาตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมโดยเป็นนักกีฬาที่โรงเรียนสีตบุตรบำรุง ก่อนที่จะศึกษาต่อและเป็นนักกีฬาของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ทว่าหลังจากที่เริ่มต้นชีวิตครอบครัวเขาก็ต้องจำหยุดเล่น เพื่อที่จะเริ่มต้นทำงานอย่างเต็มตัว

“ตอนนั้นไม่ได้เล่นเลยนะ หยุดไปนานเลย จนอายุจะ 50 ได้แล้ว ลูกชายก็โตอายุได้ประมาน 10 กว่าขวบ พอดีเจอพรรคพวกเขาไปชวนเล่นบาสที่เมืองทอง เราก็ไปเล่นกับเขาแล้วก็เอาลูกชายไปด้วย”

“จนวันหนึ่งลูกชายก็พาเพื่อนมา 8 คน บอกว่าช่วยสอนบาสให้หน่อย เราเลยติดต่อเพื่อนๆ ที่เคยเป็นสมาชิกทีมหงษ์เหิรมาเป็นโค้ชให้”

และการมาช่วยสอนของเพื่อนๆ สมาชิกทีมบาสเกตบอลในตำนานอย่าง “หงษ์เหิร” ทำให้เด็กที่สนใจมาเรียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“ตอนแรกเราก็ไปใช้สนามที่บริเวณใกล้ๆ กับสมาคมโผวเล้ง มีเด็กอยู่ 10 คน เก็บเงินคนละ 800 เอาให้โค้ช 2 คนไปคนละ 3,000 เป็นค่าเดินทางมาสอนแทบทุกวัน เหลืออยู่ 2,000 ก็เป็นค่าน้ำ ค่าสนาม ค่าลูกบาส”

แต่แล้วจู่ๆ วันหนึ่งสนามแห่งนั้นก็ถูกห้ามใช้ ทำให้พวกเขาต้องระหกระเหินไปซ้อมกันตามสนามตามโรงเรียนต่างๆ

และนั่นได้เป็นจุดเริ่มต้นของสนามบาสกลางสุสานแห่งนี้

fun01080559p1

 

ช่วงนั้นต้องย้ายไปย้ายมาตามสนามโรงเรียน?

ตอนนั้นก็ไปเล่นโรงเรียนสายน้ำผึ้งในช่วงปิดเทอม พอโรงเรียนเปิดเทอมเราก็ไปเล่นไม่ได้เพราะเป็นโรงเรียนผู้หญิงล้วน พอไม่มีที่ไปเราก็เลยย้ายมาที่สมาคมแต้จิ๋ว เขามีสนามบาสด้านหน้า แต่เอาป้ายไปปิดห่วงเอาไว้ไม่ให้เล่น เพราะก่อนหน้านี้มีคนทะเลาะกัน ปิดทีหลายปีเลย จนตอนนี้กลายเป็นลานจอดรถไปแล้ว ตอนนั้นก็ได้แต่ฝึกเลี้ยง ส่งบอล อยู่ตรงนั้น

 

แล้วมาเป็นสนามแห่งนี้ได้อย่างไร?

วันหนึ่งมีคนจากชมรมนักวิ่งที่สมาคมแต้จิ๋วผ่านมาเห็นเด็กๆ กำลังซ้อม โดยไม่มีแป้น (ยิ้ม) เลยแนะนำให้รู้จัก ประธานสมาคมชมรมนักวิ่ง ชื่อคุณทวีสิทธิ์ ฑีรฆวงษ์ หรือเฮียโอ้ย พอเขามาเห็นก็เลยพาเรามาที่ว่างกลางสุสานตรงนี้เนี่ยแหละ บอกเราว่าอยากทำอะไรทำได้เลย เวลานั้นที่ตรงนี้ก็เป็นที่ว่างๆ ปูด้วยยางมะตอย เรามาถึงก็ตีเส้นสนาม พอดีเพื่อนที่แกรนด์สปอร์ตที่รู้จักกันเห็นว่าจะทำสนามบาสก็เลยอนุเคราะห์ให้แป้นบาสเรามาสองแป้น บอกว่าเอาไปเลย เราก็เลยเอามาตั้ง เป็นจุดเริ่มแรกของสนามแห่งนี้

 

เล่นบาสบนพื้นยางมะตอย?

ก็เล่นไปเล่นมาได้สักระยะ ช่วงนั้นมีการปรับปรุงป่าช้าก็มีรถหกล้อ สิบล้อ วิ่งเข้ามาบ่อยๆ จนไปๆ มาๆ พื้นมันเอียง เอียงจนเล่นไม่ได้ (หัวเราะ) พอเล่นไม่ได้ผมเลยไปขออนุญาตเฮียโอ้ยว่า ขออนุญาตเทปูนทำพื้นได้ไหม เฮียโอ้ยแกก็ใจดีบอกอยากทำอะไรก็ทำเลย แต่จะเทปูนทำพื้นนี่ก็ต้องใช้เงินจำนวนมากก็เลยรวบรวมเงินกันทั้งโค้ชบ้าง เงินส่วนตัวผมเองบ้าง ผู้ปกครองเด็กบางคนเขาเห็นใจก็ช่วยเหลือ จนสุดท้ายก็ได้เงินกว่าเจ็ดแสนบาทมาจ้างเขามาเทปูนทำสนาม

 

วินาทีแรกที่เริ่มเทปูนสร้างสนามบาสสำเร็จรู้สึกอย่างไร?

(หัวเราะ) โอย วันนั้นเครียดมาก เพราะระหว่างที่เทปูนเสร็จ ช่างก็กำลังปาด ฝนมันดันตกขึ้นมา เราก็ร้องตายละ จะทำอะไรก็ไม่ได้ ได้แต่ยืนถือร่มมองดูปูนมันก็ไหลไปด้านซ้ายของสนามต่อหน้าต่อตา ก็ไม่รู้จะทำยัง ก็ต้องทำใจ จนเดี๋ยวนี้เวลาฝนตกจุดนั้นจะเป็นจุดเดียวที่น้ำชอบไปขัง แต่สุดท้ายก็ออกมาด้วยดี จากนั้นก็นักบาสนี่แหละที่มาช่วยกันทาสีกันเองทั้งหมด 3 วันจนเสร็จ รวมไปถึงคนที่มาเล่นบาสตอนเช้าก็มาช่วยกันทาทับลงไปให้อีกชั้น (ยิ้ม)

ช่วงหลังมา 3-4 ปีเราก็อยากเพิ่มเป็นสองสนาม ก็ติดต่อไปทางแกรนด์สปอร์ตขอซื้อแป้นบาส ซึ่งคุณมณฑล นิมากร ก็ให้แป้นบาสอีกสองแป้นโดยไม่คิดเงิน

 

แล้วการสอนเด็กๆ เล่นบาสเกตบอล

ตอนนั้นก็ไปขอเฮียโอ้ยไว้ว่า วันจันทร์ วันพุธ พฤหัส ศุกร์ เสาร์ ตั้งแต่ 4 โมงเย็นถึงทุ่มหนึ่ง ผมขอไว้ให้เด็กเล่นบาสมาซ้อม ส่วนวันอื่นเวลาอื่นใครจะเล่นก็ได้ไม่มีปัญหา เราก็ซ้อมกัน 5 วัน วันเสาร์ก็เล่นเต็มสนาม ช่วงนั้นก็มีเด็กทยอยกันมาเรียนบาสกันเรื่อยๆ จนมีคนเกือบ 30-40 คน ก็เก็บเงินเหลือเพียงคนละ 600 บาท เอาให้โค้ช 3 คน คนละ 6,000 ส่วนที่เหลือก็เป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ก็สอนกันมาเรื่อยๆ แบบนี้แหละ จบไปมีรุ่นใหม่มา โดยมีลูกชายและเพื่อนๆ เป็นรุ่นแรก ส่วนใหญ่เรียนจากที่นี่ก็มีดีกรีทีมโรงเรียน ทีมมหาวิทยาลัยได้เป็นส่วนใหญ่ แล้วก็สอนหมดทั้งผู้หญิง ผู้ชาย

 

สถานการณ์ในปัจจุบัน

ช่วงที่มีโค้ชหลายคนก็ปั้นลูกศิษย์ออกมาเรื่อยๆ แต่ 5-6 ปีที่ผ่านมาเด็กมาเล่นบาสน้อยลง บางทีมาเรียนเยอะแต่ก็ต้องออกไปกันเยอะเพราะติดเรียนหนังสือ ส่วนโค้ชแต่ละคนก็อายุเพิ่มขึ้นไปตามเวลา บางคน 70 กว่า อยู่ไกลตั้งคลอง 12 ก็เริ่มเดินทางมาสอนไม่ไหว ผมเลยตัดสินใจสอนเอง เปลี่ยนเป็นไม่เก็บเงิน สอนให้ฟรีๆ ค่าไฟ 4,000 บาทผมก็จ่ายเองทุกเดือน แล้วก็คอยดูว่าเด็กคนไหนอยากเล่นก็เดินไปถามเลยว่าอยากมาฝึกด้วยกันไหม สอนให้ฟรี แต่คุณต้องเล่นตามที่ผมสอนนะ ต้องขยันนะ ช่วงหลังก็ได้ลูกชายมาช่วยสอนด้วยซึ่งเขาก็มีความรู้ใหม่ๆ เก่งกว่าผมเยอะ

 

ทำไมถึงอยากมาเป็นโค้ชสอนเด็กรุ่นใหม่ให้เล่นบาสเกตบอล?

ผมเองก็ไม่ได้เก่ง ไม่ได้เรียนจบในด้านนี้มา แต่ความอยากสอนของเรามันมาจากความที่เราเห็นเด็กอยากที่จะเล่น อยากที่จะฝึก พอเห็นอย่างนั้นเราก็อยากจะสอนเขาให้เก่ง คืออยากให้เขามีเบสิกมีพื้นฐานในการเล่นให้ได้มากที่สุด เพราะถ้ามีพื้นฐานจะไปเล่นอะไรมันก็ง่าย ผมก็จะเน้นพื้นฐาน เลี้ยงบาส เลย์อัพ มือขวา มือซ้ายให้เท่าๆ กัน ชู้ตบอล ส่งบอล ป้องกัน ผมก็สอนแต่พวกนี้ เดี๋ยวนี้บาสสมัยใหม่มีท่าทางเยอะ เลี้ยงลอดแข้งลอดขา พวกนี้ผมไม่มีความรู้ผมก็ไม่ได้สอน สอนแต่พื้นฐานเพราะเชื่อว่าถ้าเด็กๆ มีพื้นฐานที่ดี เขาก็จะสามารถนำไปต่อยอดสิ่งใหม่ๆ เองได้

ผมจะมีความสุขมากนะเวลาที่เห็นเด็กๆ เล่นเก่งขึ้น โดยเฉพาะเวลาที่เล่นด้วยกับพวกเขามันจะสัมผัสได้เองเลยว่าพวกเขาเก่งขึ้นแค่ไหน มีความสุขที่ได้เห็นเขาเล่นกันอย่างสนุกสนาน

 

สอนแต่พื้นฐานมีเด็กๆ เบื่อบ้างไหม?

มาใหม่ๆ เลย์อัพมือขวาให้ลงร้อยลูก มือซ้ายลงร้อยลูก ฟ้าก็มืดแล้ว เด็กๆ เขาก็อยากเล่นเต็มสนามห้าต่อห้า เล่นครึ่งสนามสามต่อสาม เพราะว่ามันสนุก แต่มันไม่มีประโยชน์มากเท่ากับฝึกพื้นฐานที่จะช่วยพัฒนาเขาได้ดีที่สุด พอมีพื้นฐานเราก็ค่อยให้เขาเล่นเป็นทีม ซึ่งส่วนมากที่สอนก็ไม่มีปัญหาเพราะเขาเองเข้าใจว่าผมหวังดี แต่ก็มีบางคนที่อยากเล่นตามใจตัวเอง คิดว่าตัวเองเก่งแล้ว ผมก็ไม่ว่ากัน เพราะลีลาท่าทางนี่ไม่ใช่ไม่ให้เล่น แต่ขอเบสิกให้แน่นๆ ก่อน จากนั้นคุณจะซ้าย จะขวา จะตีลังกา ก็ทำได้ทั้งนั้นแหละ (หัวเราะ)

 

ทำไมเด็กรุ่นใหม่ๆ ไม่ค่อยชอบฝึกพื้นฐานกัน?

พื้นฐานนี่ฝึกๆ ทุกวันๆ มันก็น่าเบื่อนะ เด็กๆ เนี่ยพอเห็นนักบาสเอ็นบีเอก็อยากเลียนแบบ อยากเป็นแบบนักบาสเอ็นบีเอที่เก่งๆ แต่ทุกคนกลับลืมไปว่าก่อนที่เขาจะเล่นท่าทาง ลวดลายต่างๆ ได้ ทั้งหมดมันมาจากการที่เขามีพื้นฐานที่ดีทั้งนั้น เด็กบางคนไม่รู้ว่านักบาสเอ็นบีเอนี่ต้องซ้อมพื้นฐานกันมาหนักมากแค่ไหนกว่าจะไปถึงระดับนั้นได้

ถ้าคุณมัวแต่อยากจะเล่นท่าสวยๆ สุดท้ายคุณก็จะพลาดเพราะคุณพื้นฐานไม่ดี ผมบอกเด็กๆ เสมอว่าเล่นบาสนี่ไม่มีคะแนนท่าสวยนะ คุณชู้ตลงด้วยท่าไหนก็สองแต้ม สามแต้มเท่ากันหมด (หัวเราะ)

 

ระหว่างเด็กมีพรสวรรค์ กับ เด็กขยัน

ส่วนตัวผมชอบเด็กที่ขยันมากกว่าเด็กที่มีพรสวรรค์ เพราะเด็กที่ขยันสอนแล้วก็ฝึก แต่เด็กที่มีพรสวรรค์แต่ขี้เกียจนี้อาจจะเก่งกว่าคนอื่นจริงแต่ก็ในเบื้องต้น พอเวลาผ่านไปก็สู้เขาไม่ได้ นักบาสในเอ็นบีเอส่วนใหญ่มีทั้งพรสวรรค์และความขยัน อย่าง เลบรอน เจมส์ หรือสตีเฟน เคอร์รี นี่ซ้อมหนัก ขยันกันทั้งนั้น ไม่ใช่เก่งแล้วไม่ต้องซ้อม ถ้ามีทั้งสองอย่างเนี่ยดีที่สุด แต่ให้เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งผมอยากให้เด็กขยันดีกว่า

 

ส่วนตัวทำไมถึงรักบาสเกตบอล

จริงๆ แล้วผมเล่นกีฬาเป็นหลายชนิด แต่ชอบบาสเกตบอลมากที่สุด เพราะว่ามันสนุก ตื่นเต้น มันต้องใช้ไหวพริบ บางครั้งเราต้องทำคะแนนให้ได้ในเสี้ยววินาทีเดียว ผมว่าบาสเกตบอลมันเร้าใจมาก ยิ่งทีมสูสีกันนี่ต้องทำแต้มแข่งกันชนิดแต้มต่อแต้ม พลิคล็อกกันได้ตลอด แล้วตอนที่เรียนอยู่โรงเรียนสีตบุตรฯ ฟุตบอลยังไม่ค่อยฮิตเหมือนสมัยนี้ บาสเกตบอลนี่ฮิตกว่าเยอะ นักเรียนส่วนใหญ่เล่นบาสเป็นกันเกือบทั้งหมด แต่เก่งไม่เก่งบ้างก็แล้วแต่คน (หัวเราะ)

คือบาสเกตบอลในอดีตนี่เราเก่งมากๆ เคยได้ถึงเหรียญเงินเอเชียนเกมส์ ชุดนั้นผมจำได้วงในมี บรรจง ว่องไวเลิศ วงนอกมี ต๊ะ ศรีรัตน์, รังสรรค์ ศุภจิตรานนท์ ยิงแม่นกันมาก ตอนนั้นบาสเกตบอลบูมมากจริงๆ แต่ตอนนี้ไม่ได้เป็นอย่างนั้นแล้ว

 

นักกีฬาบาสเกตบอลที่ชื่นชอบ

ผมชอบ แลร์รี่ เบิร์ด มาก ผมว่าเขาเล่นเก่ง ฉลาดเป็นกรด เล่นบาสง่ายๆ ไม่ต้องหวือหวามาก อย่างบางคนในยุคเดียวกันมักจะชอบเมจิค จอห์นสัน แต่ผมชอบแลร์รี่ เบิร์ดมากกว่า อีกคนที่ชอบก็เป็น จอห์น สต๊อกตัน จ่ายบอลดีมาก ถ้าคุณได้เห็นเขาเล่นคู่กับคาร์ล มาโลน คุณจะชอบสองคนนี้มากๆ แต่วาสนาไม่มีไม่เคยได้แชมป์เพราะดันอยู่ในยุคเดียวกับ ไมเคิล จอร์แดน ถ้าสมัยนี้ก็เป็น คริส พอล การ์ดจ่ายของแอลเอ คลิปเปอร์ส

ส่วนใหญ่ผมชอบคนที่จ่ายบอลเก่งๆ เพราะเชื่อว่าการจ่ายบอลเป็นหัวใจของการเล่น คนทำแต้มจะเล่นได้ยาก ได้ง่าย ขึ้นอยู่กับคนจ่ายบอล แถมการจ่ายบอลนี่ฝึกยากที่สุด จ่ายให้เพื่อนเล่นได้ง่ายนี่ถือเป็นพรสวรรค์อย่างหนึ่ง

 

คิดว่าจะสอนไปจนถึงเมื่อไร

ตอนนี้มีเด็กๆ มาเรียนที่นี่เป็นรุ่นที่ 5 ซึ่งน่าจะเป็นรุ่นสุดท้าย เพราะเริ่มจะไม่ไหว (หัวเราะ) แต่ละรุ่นนี่ใช้เวลาปั้นนานมาก บางทีตั้งแต่ชั้นประถมไปถึงมัธยม มหาวิทยาลัย แต่คงจะมาสอนเรื่อยๆ จนกว่าผมจะเดินไม่ไหว ตราบใดที่เดินได้ก็คงจะมาสอน ถ้าเดินไม่ได้ก็คงไม่มาแล้วเพราะคงไปทำให้คนอื่นลำบาก แต่ถึงวันนั้นจริงๆ ก็คงเหงานะ (ยิ้ม)

 

สิ่งที่อยากเห็นกับวงการบาสเกตบอลไทยในอนาคต?

ผมเองก็ไม่มีความรู้มากพอที่จะไปวิจารณ์ ไปแนะนำอะไรใครได้ มันก็ยากที่จะออกความคิดเห็นในเรื่องนี้ (ยิ้ม) แต่ถ้าถามผม สิ่งที่ผมอยากจะเห็นคือ การจัดการแข่งขันบาสเกตบอลระดับมัธยมต้น มัธยมปลาย และมหาวิทยาลัยอย่างเป็นระบบ มีแข่งกันบ่อยๆ สิ่งสำคัญคืออยากให้มีการถ่ายทอดสดการแข่งขันของนักเรียน ทำให้เด็กๆ สนใจอยากมาเล่นบาสมากขึ้น

แถมตอนนี้กระแสบาสเกตบอลอาชีพเราเริ่มที่จะกลับมาอีกครั้ง ส่วนตัวก็อยากจะเห็นการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีฐานกองเชียร์ที่เข้มแข็งเหมือนอย่างฟุตบอลอาชีพในตอนนี้ มีคนดูเชียร์ทีมที่ตัวเองชอบกันเต็มสนาม

อยากจะเห็นแบบนั้นสักครั้งในชีวิต