Slow Journalism

8.05.16 | 14:12 น.

สัปดาห์ก่อนเกริ่นถึงนิตยสารชื่อ Delayed Gratification เป็นนิตยสารข่าวที่นึกขึ้นมาในห้วงข่าวการปิดตัวของนิตยสารหลายหัวในบ้านเรา

ท่ามกลางการแข่งขันของโลกข่าวสารแบบดิจิตอล และความรวดเร็วผ่านโซเชียลมีเดีย การปรากฏตัวขึ้นของนิตยสารข่าวราย 3 เดือนเล่มนี้น่าหยิบยกมาเอ่ยถึง

แม้ฟังโมเดลแล้วไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ฟังคำอธิบายแล้วน่าให้กำลังใจ…

การเลือกใช้ชื่อ Delayed Gratification นั้นมีนัย

เพราะแปลว่าการอดทนรอคอย ในทำนองอดทนต่อสิ่งล่อใจในปัจจุบันเพื่อรางวัลในอนาคต หรืออดเปรี้ยวไว้กินหวานนั่นเอง

Advertisement

นิตยสารข่าวนี้ประกาศยืนตรงข้ามกับความเร็วระดับเรียลไทม์ โดยชูจุดขาย Slow Journalism magazine ขายความเป็นนิตยสารวิเคราะห์ สรุป และมองสถานการณ์ข่าวสารแบบ “ตกผลึก”

ฟังดูดี แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าด้านหนึ่งต้องมีเรื่องราวของข่าวเร็ว ฉับไว อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่เมื่อสถานการณ์ในกระแสคลายฝุ่นตลบลง การมีสื่อเข้ามาวิเคราะห์เจาะลึกดูปมปัญหา พร้อมพาไปสัมผัสถึงจุดสรุปก็เป็นเรื่องดีด้วยเช่นกัน

ลองฟังแนวคิดของสองผู้ก่อตั้งนิตยสารข่าวเล่มนี้ อย่าง มาร์คัส เวบบ์ และ ร็อบ ออชาร์ด ต่างก็ออกอาการไม่สบายใจกับข่าวสารที่พากันแห่ไปสู่ความเร็วกันมากมาย ไปจนถึงการนำเสนอข่าวแบบไม่เกาะติด ต่อเนื่อง และไม่ให้เวลาผู้สื่อข่าวได้ลงลึกหาประเด็นเพียงพอ

จึงนำมาสู่รูปธรรมของการตั้งนิตยสาร Delayed Gratification ขึ้นมา

“ร็อบ” เสนอมุมมองว่าอยากให้เกิดรูปแบบผู้สื่อข่าว Slow Journalism ที่มีเวลาคลุกคลีกับประเด็นข่าวนั้นๆ อย่างเจาะลึกและทำความเข้าใจกับเรื่องราวทั้งหมดได้

“มาร์คัส” มองว่า สื่อทุกวันนี้บอกว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ไม่ได้ทำให้คนเข้าใจอะไรได้ดีขึ้น และผูกติดกับโซเชียลมีเดีย ซึ่งก็เพียงการรายงานสดกับผู้คนว่าอะไรเกิดขึ้น โดยไม่พยายามช่วยให้ผู้คนเข้าใจ

แนวคิด Slow Journalism จึงอยากเสนอรายละเอียดตกผลึกขึ้น มีเนื้อหาและอินโฟกราฟิกช่วยอธิบายให้ผู้อ่านเข้าใจในมุมมองที่ลึกขึ้น และเลือกมองประเด็นที่สื่อหลักที่อาจจะตกหล่นหรือพลาดการนำเสนอไป ผ่านการย้อนหลังและทบทวนเนื้อหาขึ้นมาใหม่ ที่เรียกว่า Fast History หรือประวัติศาสตร์ฉบับเร่งด่วนใน 3 เดือน

“ร็อบ” ยกตัวอย่าง Slow Journalism ว่า สื่อบางสำนักอาจรายงานข่าวที่โซมาเลีย 4 วันแล้วกลับมาเขียนจบกันไป แต่ Slow Journalism จะกลับไปในอีก 2-3 เดือนให้หลัง เพื่อไปสำรวจตรวจสอบอีก ใช้เวลากับพื้นที่เพื่อรับทราบเรื่องราวต่างๆ

แม้ไม่ได้รู้สึกแปลกใหม่มากนัก เพราะบ้านเรามีนิตยสารข่าวที่พยายามทำแบบนี้เช่นกัน แต่เงื่อนไข ปัจจัย และบุคลากรไม่ได้เอื้ออำนวยให้ทำได้มีคุณภาพคับแก้วตลอดรอดฝั่ง

หาอ่านและฟังเรื่องราวของ “ร็อบ” กับ “มาร์คัส” แล้วพอเข้าใจได้ว่านิตยสารเล่มนี้เป็นโปรเจ็กต์ที่เป็นความกระหายของคนกลุ่มเล็กๆ และบริษัทเล็กๆ ที่พวกเขาบอกว่าต้องแบกรับความเสี่ยงด้วยเช่นกัน

“เป็นงานแนวทดลองที่พยายามดูว่าจะมีคนซื้อหรือไม่ ที่สุดก็ต้องอยู่ที่คนอ่านจะสนับสนุนกับสิ่งนี้หรือไม่”

ร็อบกล่าวสรุป