ผู้หญิงที่ไหนจะไม่ Vote No ล่ะ หากบังคับให้รับว่า รอยลิปสติกบนคอเสื้อของแฟนเป็นเรื่องธรรมดาของผู้ชาย
อาจจิ๊บจ๊อยจริงถ้าเป็นเรื่องของคนอื่น แต่หากเป็นเรื่องของเรา เป็นคนของเรา ก็ยืนกรานเพียงคำเดียวว่า
“รับไม่ได้”
คนมีเหตุมีผล ผู้รู้ ผู้ทรงภูมิทั้งหลาย รวมทั้งพวกที่อาบน้ำร้อนมาก่อนตั้งแต่ยังต้มน้ำด้วยฟืน เขาปลอบว่า แหม-คนร่วมหลังคาเดียวกันอย่าทำเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่ ส่วนดีๆ มีตั้งแยะ ไปกังวลทำไมกับส่วนไม่ดีเพียงนิดหน่อย
เจ้าตัวผู้ต้องเจอะเจอกับรอยลิปสติกบนคอเสื้อ กลับมองต่างมุม บอกว่าเหมือนกินก๋วยเตี๋ยวชื่อดัง ตาแป๊ะคนปรุงแกขายมาหลายสิบปี มีลูกค้าระดับปู่ถึงหลาน ตามบ้านเจ้าใหญ่นายโตเขาก็สั่งให้แกยกหาบไปบริการมาแล้วแทบนับครั้งไม่ถ้วน แลดูในชามที่ยกมาเสริฟ ทั้งเครื่องทั้งเส้นอาจน่ารับประทาน แต่ดันเหลือบเห็นแมลงวันกับหนอนสองสามตัวที่ลอยฟ่องในน้ำซุปควันหอมกรุ่น
ฉับพลันก็อยากขย้อนมากกว่ารู้สึกอยากกิน
ต้องรีบส่งคืนตาแป๊ะ บอกว่ารับไม่ได้ กินไม่ลง โน โน โน…โว้ย ตาแป๊ะชื่อดังแกกระฟัดกระเฟียด หาว่าดูถูกฝีมือ ด้อยปัญญา ไม่รู้จักของดี จนเจ้าตัวนึกในใจว่า ไม่ทุ่มชามใส่ก็บุญแล้วนะแป๊ะนะ
เหล่ดูตาแป๊ะแล้วเดาไปว่าแกร่วมสมัยกับเพลง Lipstick on Your Collar ซึ่งเป็นเพลงฮิตในปลายยุค 50s หรือกว่า 60 ปีมาแล้ว
เพลงป๊อปสมัยนั้นมีหลากหลาย ส่วนหนึ่งเป็นป๊อปเก่า อีกส่วนหนึ่งกำลังกลายเป็นร็อกเต็มรูปแบบ
นักร้องชายครองโลกดนตรี เช่นที่ครองมาแล้วโดยตลอด นักร้องหญิงดังเท่าดังก็เทียบเทียมกับความดังของนักร้องชายไม่ได้เลย แปลกจริงๆ
แต่มีสาวอเมริกันเชื้อสายอิตาเลียนที่ชื่อ Connie Francis นี่แหละ ที่ทะยานขึ้นมาเทียบเทียมกับเหล่านักร้องชาย เปรียบรายได้ของเธอก็จะประมาณคุณมาดอนน่าในสมัยนี้
ใครๆ ก็แปลกใจ เพราะคุณคอนนี่ ฟรานซิสไม่มีอะไรน่าสนใจ เป็นสาวหน้าตาบ้านๆ ตัวล่ำๆ ตันๆ แถมยังติดเชยๆ ดูยังไงก็ไม่น่าจะเป็นนักร้องขายดีได้เลย
สิ่งเดียวที่ติดตัวเธอมาคือเสียงทรงพลัง และความเป็นนักดนตรีที่เข้าใจจังหวะจะโคนและอารมณ์ของเพลง
คุณคอนนี่เป็นเด็กเรียน แม้จะชอบเล่นดนตรีและชอบร้องเพลง แต่ก็ไม่ได้ตั้งใจจะเอาดีทางเป็นนักร้อง เธอได้ทุนเข้าโรงเรียนแพทย์ในนิวยอร์ก แต่บังเอิญได้มีโอกาสบันทึกแผ่นกับบริษัทแผ่นเสียงใหญ่และเกิดฮิตติดอันดับอย่างเพลง Who’s Sorry Now ก็ร้องเพลงเรื่อยมา มีผลงานคุ้นหูแฟนชาวไทย (ซึ่งล้วนเป็นคนหนุ่มสาวที่กำลังเติบโตขึ้นมาใต้เผด็จการสฤษดิ์ ธนะรัชต์) อย่าง Stupid Cupid, Everybody’s Somebody’s Fool ฯลฯ รวมทั้ง Lipstick on Your Collar ที่นำมาฝากกันครั้งนี้ด้วย
เนื้อเพลงเป็นป๊อบไร้สาระที่่เขียนขึ้นให้พวกทีนเอจ (สมัยนั้น) ได้ฟังกันเพียงแค่สนุกสนาน ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่มีใครนำติดตัวติดใจไปถึงวัยผู้ใหญ่ นอกจากหากบังเอิญได้ยิน ก็จะวาบแว้บนึกถึงวันเวลาที่ตัวเองเพิ่งเริ่มผลิ หากเป็นใบตองก็แค่ตองอ่อน ยังไม่เป็นตองแห้ง ก้านหัก โรยราเช่นปัจจุบัน
เพลง Lipstick on Your Collar อาจมีวันฮิตแค่ช่วงสั้นๆ แต่ร่องรอยลิปสติก ไม่ว่าจะบนคอเสื้อหรือที่อื่นๆ ทำความเดือดร้อนให้มนุษย์มาหลายพันปี
เพราะมนุษย์เห็นว่า สีเจ้ากรรมนี้สำคัญต่อความงาม อุตส่าห์หารากไม้ใบดอกของพืชพันธุ์มาขัดมาฝน เสาะหาสีแดงที่จะทาลงบนริมฝีปาก แม้หอย หรือหินก็นำลองใช้ดู
สมัยอียิปต์โบราณสีทาปากเป็นของชนชั้นสูงทั้งชายหญิงเท่านั้น ปากแดงจิ้มลิ้มอยู่พวกเดียว ส่วนบ่าวไพร่ทาสและทาสีจะมาทาสีปากไม่ได้ ซึ่งก็เป็นบุญของชนชั้นล่าง เพราะบรรดาเจ้านายทั้งชายหญิงใช้สีทาปากที่มีส่วนผสมของตะกั่ว ช่วยให้ร่างกายได้เป็นมัมมี่และวิญญาณต้องขึ้นสวรรค์เร็วกว่าที่ควร
เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน รสนิยมก็เปลี่ยนไปด้วย พวกกรีกไม่ใช้สีทาปาก มีแต่บรรดา “นางกลางเมือง” เท่านั้นที่จะใช้ไว้เรียกลูกค้า บรรดานักบวชในยุคกลาง เห็นสตรีปากแดงเป็นภัยต่อความมั่นคงของพรหมจรรย์ จึงแอนตี้สีทาปากจนคนธรรมดาไม่กล้าใช้เหมือนกัน แต่ก็เป็นอยู่ได้ไม่นานนัก
เขาว่าสมัยควีนเอลิซาเบธที่หนึ่ง สีทาปากก้าวหน้ามากมายอยู่ พวกผู้หญิงมีตำราส่วนตัว ตำเอง กวนเอง ใช้เอง ไม่บอกใคร ตัวควีนมีสูตรเฉพาะ มุบมิบปรุงกับนางกำนัลคนสนิท ผสมเสร็จบดบี้ขยี้ขยำแล้วจึงคลึงเป็นเส้นกลมๆ ยาวๆ แบบเด็กปั้นงูดินน้ำมัน จากนั้นก็หั่นเป็นท่อนสั้นๆ เอาไปตากจนแห้ง เก็บไว้ หยิบง่ายใช้สะดวก นับเป็นลิปสติกแบบดินสอรุ่นแรกๆ ของโลก
สีทาปากวิวัฒนาการตัวเองไม่หยุดยั้งในทุกมุมโลก เพราะผู้หญิงที่ไหนๆ ก็อยากสวย จากผสมเองก็มีคนทำออกขาย เป็นขี้ผึ้งในกระปุก จนกลายเป็นแท่งบรรจุกระดาษ และใช้แท่งโลหะที่หมุนได้
สมัยสงครามการผลิตลดถอยลง เพราะเกือบทุกอย่างที่ใช้ทำลิปสติก ล้วนเป็นประโยชน์ในการทำสงครามทั้งสิ้น (น้ำมัน โลหะ ฯลฯ) แต่ผู้หญิงก็ไม่เลิกใช้ จนผู้ชายฝรั่งยอมแพ้ ถึงกับยอมประกาศให้ลิปสติกเป็นเครื่องหมายแห่งความเข้มแข็งอย่างในสงครามโลกครั้งที่สอง
ผู้หญิงใช้ลิปสติกเป็นการทำสงครามความงาม แต่บางครั้งก็เป็นการรณรงค์ต่อสู้จริงๆ อย่างพวกผู้หญิงที่เรียกร้องสิทธิในการเลือกตั้ง หรือพวก suffragette ที่อังกฤษสมัยต้นศตวรรษที่ 20 ก็เคยใช้ลิปสติกสีแดงเฉพาะเฉดหนึ่ง เป็นเครื่องหมายให้รู้ว่าพวกเดียวกัน พักนั้นทั้ง ครม.+สมาชิกสภาสูง+สภาเตี้ย/สภาล่าง ของอังกฤษประสาทไม่ค่อยดี ต้องคอยจ้องว่าลูกเมียจะทาลิปสติกสีเดียวกับ suffragette เมื่อไหร่
ในหลายพันปีที่ผ่านมา สีทาปากหรือลิปสติกมีบทบาทมากมาย บทบาททางความงาม บทบาทในการแบ่งชนชั้น อาชีพ บทบาทในสงคราม ในความรัก-ซึ่งลิปสติกเล่นเป็นทั้งนางเอกและนางผู้ร้าย อย่างในเพลง Lipstick on Your Collar ลิปติกก็กลายเป็นเครื่องฟ้องถึงรักลวง
อากาศร้อนจนคิดเรื่อยเปื่อยไปว่าน่าจะมีลิปสติกสีประชาธิปไตยที่ทาได้ทั้งชายหญิง คนไทยคงจะดูเพริศพริ้ง ตั้งแต่ผู้นำจนถึงผู้ตาม ไม่ให้ชาติอื่นหรือองค์กรระดับโลกใดๆ มาว่า มาวิจารณ์เสียๆ หายๆ อย่างทุกวันนี้
เมื่อใดสวาปามภักษาหารจนลิปสติกหลุด ก็แค่หยิบมาวาดใหม่ ประชาธิปไตยก็สดใสเหมือนเดิม
เท่านั้นจริงๆ
ฟัง LIPSTICK ON YOUR COLLAR ภาษาอังกฤษจาก Connie Francis
ภาษาฝรั่งเศส “Du rouge sur ton collet” จาก Michèle Richard (1960)
https://youtu.be/trwqx2waCRA

