ในวันที่ 25 ธันวาคมของทุกปี ถือเป็นวันประสูติของพระเยซู และถือเป็นวันของการเฉลิมฉลองและมอบความสุขให้แก่กัน ชาวคริสต์ทั่วโลกหลายพันล้านคนต่างก็หยุดงาน กลับบ้านไปหาครอบครัว ซึ่งเป็นวันที่พระผู้เป็นเจ้าส่งพระเยซูมามอบความรักให้แก่มวลมนุษย์ ในระหว่างที่เกิดสงครามหลายครั้ง นักรบทั้งหลายก็นัดกันหยุดรบด้วย เพื่อที่จะฉลองความสุขกันก่อน เมื่อฉลองเสร็จแล้ว จึงค่อยรบกันต่อ
คนทั่วไปจะเห็นภาพของซานตาคลอส (Santa Claus) เดินแจกของขวัญ แจกขนมให้แก่เด็กๆ จนกลายเป็นเทศกาลของการแจกของขวัญหรือการให้ของขวัญแก่กัน เนื่องจากประเทศในยุโรปและอเมริกา ในฤดูหนาวมีหิมะตก ต้นไม้ผลัดใบหมด ยกเว้นต้นสน (Evergreen Tree) เป็นต้นไม้ที่ไม่ผลัดใบ ก็จะมีใบสีเขียวทั้งปี จึงนิยมตัดเอาไม้สนมาประดับของขวัญ เรียกว่า ต้นคริสต์มาส ประดับด้วยดอกไม้ ประดับด้วยขนม แล้วแต่ว่าอะไรจะช่วยให้มีความสุขได้ เมืองร้อนอย่างไทยก็มีต้นคริสต์มาสเต็มไปหมด โดยเฉพาะประดับไว้ในศูนย์การค้า เป็นเครื่องหมายของเทศกาลแห่งความสุข
วันคริสต์มาสจึงเป็นสัญลักษณ์ของการให้ของขวัญและมอบความสุขให้แก่กัน สำหรับนักธุรกิจนั้น ในศูนย์การค้าทั่วโลกก็ได้ร่วมกันเฉลิมฉลองวันคริสต์มาสกันใหญ่ มีสินค้าที่ผลิตมาเฉพาะเพื่อวันคริสต์มาส มีกระเช้าที่จัดขึ้นเพื่อจะให้เป็นของขวัญได้สะดวกขึ้น การลดราคาสินค้า การเปิดตลาดสินค้าวันคริสต์มาส เปิดขายก่อนล่วงหน้าอย่างน้อย 45 วัน การโละสินค้าขายทิ้ง การพัฒนาการตลาดให้มีการจับจ่ายใช้สอย
พวกศูนย์การค้าจึงถือเป็นเทศกาลของการขายเป็นหลัก จนลืมไปว่า ดั้งเดิมวันคริสต์มาสเป็นวันอะไร
สิ่งที่สำคัญของวันคริสต์มาสก็คือ เพลงคริสต์มาส เนื่องจากเดิมนั้นเพลงสวดในโบสถ์เพื่อขอพรจากพระเจ้า หรือการอวยพรจากพระเจ้า การขับร้องกันในโบสถ์นั้น มีทั้งการขับร้องเดี่ยวและขับร้องหมู่ พระในศาสนาคริสต์นั้นร้องเพลงได้ ส่วนใหญ่เสียงดีด้วย พระแต่งเพลงเพื่อร้องสรรเสริญพระเจ้า ความจริงพระในศาสนาพุทธก็ร้องเพลงได้เหมือนกัน แต่จะเรียกว่า “สวดหรือเทศน์” จะต่างกันอยู่ว่า ในศาสนาพุทธ บทสวดเป็นคัมภีร์ภาษาบาลี แต่งขึ้นใหม่ไม่ได้ อาจจะสวดเป็นบทแปล แต่ก็ใช้ทำนองเดิม
เพลงในศาสนาคริสต์นั้น ชาวบ้าน (ฆราวาส) สามารถนำเพลงวัดออกไปร้องนอกวัดได้ ที่สำคัญก็คือ การแต่งเพลงศาสนาขึ้นใหม่ การได้พัฒนาเพลงของศาสนาที่อยู่นอกโบสถ์ จนเพลงกลายเป็นเพลงฮิตที่มิตรรักแฟนเพลงร้องตามกันทั่วโลก โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นชาวคริสต์แต่อย่างใด
ความเชื่อในศาสนาคริสต์นั้น “วิญญาณกลับไปสู่พระเจ้าด้วยเสียงดนตรี” ชาวคริสต์จึงร้องเพลง ทั้งการอ้อนวอนร้องขอและการสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้าด้วยบทเพลง
ที่ในราชามหาวิหารอัลเบิร์ต (Royal Albert Hall) เป็นมหาวิหารสำหรับการร้องเพลงและการเล่นดนตรีเพื่อชาวโลก สร้างขึ้นเป็นชื่อของเจ้าชาย
อัลเบิร์ต เริ่มสร้างเมื่อปี พ.ศ.2414 โดยมีที่นั่ง 5,272 ที่นั่ง เพื่อการแสดงดนตรีและศิลปวัฒนธรรมการแสดงทุกชนิด ที่น่าแปลกใจก็คือ ราชามหาวิหาร
อัลเบิร์ต เป็นหอแสดงที่ไม่เคยว่างเลย คนทั่วโลกที่ไปอังกฤษก็ต้องไปฟังเพลงที่นั่น มีเทศกาลดนตรี มีมหกรรมดนตรีแสดงตลอดทั้งปี นักท่องเที่ยวก็จะต้องไปดูการแสดงที่ราชามหาวิหารอัลเบิร์ตแห่งนี้ จึงจะได้ชื่อว่าได้ไปถึงเมืองอังกฤษแล้ว
วงบีบีซี (BBC One) ควบคุมโดย พอล เลดดิงตัน ไรท์ (Paul Leddington Wright) ซึ่งเป็นวงดนตรีของสถานีวิทยุและโทรทัศน์ จัดรายการโดยเลือกเพลงสุดยอด 10 เพลงดัง (Popular Christmas Carols) จากมิตรรักแฟนเพลงชาวอังกฤษที่ได้ลงคะแนนคัดเลือกกัน แล้วบรรเลงโดยวงบีบีซี ร่วมกับวงนักร้องประสานเสียงชั้นนำของอังกฤษ มีดารานักร้องที่มีชื่อเสียงชาวอังกฤษขับร้อง
จากรายการที่จัดแสดง (Big Sing) ขึ้นที่ราชามหาวิหารอัลเบิร์ต เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2556 (จัดขึ้นเมื่อ 5 ปีมาแล้ว) เป็นรายการที่ยิ่งใหญ่ส่งผลต่อเพลงที่ใช้ร้องในเทศกาลคริสต์มาสอย่างมาก เพราะศูนย์การค้าทั่วโลก รวมทั้งศูนย์การค้าในไทยด้วย ต้องเปิดเพลงคริสต์มาสเหล่านี้ เพื่อที่จะเรียกลูกค้า เปิดเพลงให้มีเสียงดังในศูนย์การค้า ศูนย์การค้าคิดว่าเป็นเทศกาลแห่งความสุข เป็นความนิยม
เป็นการโฆษณาว่าศูนย์การค้านั้นทันสมัย เปิดเพลงคริสต์มาสยั่วยวนใจในการขายสินค้า
การสำรวจเพลงคริสต์มาส 10 เพลงดัง (Popular Christmas Carols) มีเพลงอะไรบ้าง ซึ่งเป็นเพลงที่ฟังคุ้นเคย เป็นเพลงที่ใช้ในเทศกาลแห่งความสุข อาทิ O Come, O Come Emmanuel, Joy to the World, Once in Royal David’s City, It Came Upon the Midnight Clear, O Little Town of Bethlehem, O Come All Ye Faithful, Silent Night, Hark! The Herald-Angels Sing, In the Bleak Midwinter และ O Holy Night เป็นต้น ซึ่งหาฟังได้ในศูนย์การค้าไทย แม้บางครั้งจะเปิดเพลงผิดฤดูกาล ก็ยังได้ยินเพลงคริสต์มาสประหนึ่งว่าเพลงคริสต์มาสนั้นเป็นเพลงของศูนย์การค้า
นักร้องสุดยอดของอังกฤษเป็นผู้ขับร้อง อาทิ ซูซาน บอยล์ (Susan Boyle) โจนาธานและชาลอต (Jonathan Antoine and Charlotte Jaconelli) ฮีลี เวสเทนร่า (Hayley Westenra) และไมเคิล บอล (Michael Ball) นักร้องเหล่านี้เป็นนักร้องชั้นนำของอังกฤษ และเป็นนักร้องชั้นนำของโลก ซึ่งมีแฟนติดตาม
หากว่า “ดนตรีเป็นพระเจ้า” นักร้องและนักดนตรีจะเล่นดนตรีและร้องเพลงเพื่อสื่อสารกับพระเจ้าได้ ผู้ชมก็เป็นสาวกที่คอยติดตาม ราชามหาวิหารอัลเบิร์ตก็จะเป็นมหาวิหารแห่งดวงวิญญาณที่ใหญ่ที่สุดในโลก นอกจากจะบรรจุผู้ฟังได้จำนวนมากแล้ว ระบบเสียงก็ดีสุดยอดเพื่อการฟังเพลง ที่สำคัญก็คือ นักร้องและนักดนตรีที่ไปแสดงก็เป็นตำนานที่ผู้ฟังทั้งโลกต้องจดจำ
ในการแสดงครั้งนั้น มีคนดูเต็มราชามหาวิหารอัลเบิร์ตกว่า 5,000 คน ทางบีบีซีได้บันทึกเสียงและถ่ายทอดออกไปทั่วโลก แล้วนำการแสดงไปฝากไว้ในยูทูบ (youtube.com) มิตรรักแฟนเพลงที่ไม่ได้ดูการแสดงสด ก็สามารถเข้าไปดูซ้ำได้อีก ซึ่งก็มีคนเข้าไปดูจำนวนหลายล้านคน
อังกฤษนั้นไม่มีทรัพยากรอื่น สมัยก่อนอังกฤษก็ออกไปล่าอาณานิคม ขนทรัพยากรไปใช้ที่อังกฤษ วันนี้อังกฤษมีสินค้าที่สำคัญอยู่ 3 ชนิด คือ หนึ่ง ธุรกิจการศึกษา สอง ธุรกิจขายเพลงป๊อปหรือเพลงสมัยนิยม หมายรวมถึงศิลปวัฒนธรรมการแสดง และธุรกิจอีกอย่างหนึ่งก็คือ การกีฬา ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอล สนุกเกอร์ เทนนิส ซึ่งได้กลายเป็นกีฬาของชาวโลก กีฬาได้กลายเป็นธุรกิจที่ใหญ่โตมโหฬาร อาชีพนักดนตรี อาชีพนักกีฬา มีค่าตัวที่แพงมาก ซึ่งยังมีอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าไว้รองรับ ที่คนทั้งโลกต้องซื้อและติดตาม
คนอังกฤษอาศัยอยู่ทั่วโลก มากกว่าอาศัยอยู่ในเกาะอังกฤษด้วยซ้ำไป นักท่องเที่ยวและคนต่างถิ่นได้เข้าไปอยู่ในเกาะอังกฤษแทน การทำธุรกิจกับชาวโลกนั้น ก็ทำเรื่องการศึกษา ดนตรี และกีฬา
เพลงคริสต์มาสเป็นเครื่องหมายของการเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุข ไม่ว่าคุณจะนับถือศาสนาใด แต่เมื่อเข้าไปในศูนย์การค้าแล้ว ก็จะได้ยินเพลงเปิดเฉลิมฉลองกรอกหู เพราะศูนย์การค้าต้องการที่จะขายสินค้า ต้องการขายของที่ระลึก ขายของขวัญ ทุกคนต้องซื้อของฝาก หากไม่มีของขวัญ ไม่มีของฝาก ก็จะกลายเป็นคนที่ตกยุค
ทุกคนจึงตกเป็นเหยื่อของธุรกิจการซื้อขายสินค้า แต่ทุกคนก็มีความสุข
สําหรับความสุขของคนในประเทศด้อยพัฒนาอย่างในสังคมไทยนั้น นอกจากต้องติดตามซื้อสินค้าในวัฒนธรรมของอังกฤษแล้ว ก็ต้องซึมซาบรับความสุขแบบฝรั่งไปด้วย เพราะเป็นความสุขที่ได้จากการร้องเพลง ส่วนความสุขของไทยที่ผลิตขึ้นเองภายในประเทศนั้น เป็นความสุขที่ได้จากการพูดและการท่องบ่นว่า “เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน แล้วแผ่นดินที่งดงาม จะคืนกลับมา” เป็นความสุขที่ฟังแล้วหงุดหงิด
ปัจจุบัน ดนตรีในชีวิตประจำวัน เป็นดนตรีที่รับใช้พิธีกรรมและดนตรีที่รับใช้อำนาจ เพราะสังคมไทยยังล้าหลังอยู่ ยังไม่ได้สร้างดนตรีหรือบทเพลงเพื่อความสุดยอดที่ใช้ศักยภาพความเป็นเลิศของมนุษย์ได้ ไม่มีดนตรีที่นำไปพัฒนาจิตวิญญาณให้ได้พบกับความสุข ความสุขที่ได้จากบทเพลงจึงมีน้อย จะมีก็แต่บทเพลงที่แต่งขึ้นเพื่อความสะใจ สะท้อนสังคมอย่างประเทศกูมี แม้จะเป็นทรมานบันเทิง ก็พอมีความสุขได้
ความสุขที่เกิดจากการให้ ให้ของขวัญ ให้บทเพลง ทำให้คนมีความสุข สุขทั้งผู้ให้และสุขทั้งผู้รับ การได้ฟังเพลงที่ขับร้องโดยนักร้องสุดยอดของโลก จึงเป็นของขวัญที่สำคัญของจิตใจ

