ปิดท้ายปลายปีขอแนะนำซีรีส์ “สารคดีข่าว” ที่ดูสนุกของค่ายสตรีมมิ่ง “เน็ตฟลิกซ์” อย่าง “Follow This” ซึ่งมีภาค 2 และ 3 ต่อเนื่องออกมา
หลังจากเคยแนะนำสารคดีข่าวเรื่องนี้ในภาค 1 มาแล้ว ซีรีส์สารคดีข่าวเรื่องนี้สร้างโดยสำนักข่าว “บัซซ์ฟีด” (BuzzFeed) ของสหรัฐ ที่แต่ละตอนผู้สื่อข่าวของบัซซ์ฟีด จะพาไปติดตามเรื่องราววัฒนธรรม “แปลก” และ “วัฒนธรรมเล็กๆ” ที่ซ่อนตัวอยู่ในสังคม และเผยให้เห็นทัศนคติต่อเรื่องราวนั้นๆ
ตัวสารคดีข่าวแต่ละตอนมีการเดินเรื่องที่สนุก และความที่เนื้อหาที่ถูกเลือกมารายงานแต่ละตอนมีความน่าสนใจ และอยู่ในเทรนด์
รูปแบบนำเสนอของสารคดีข่าวชุด “Follow This” แต่ละตอน จะให้บทบาทของผู้สื่อข่าวใส่เข้าไปในเรื่องราวด้วย โดยอาจจะไปมีส่วนร่วม ตั้งแต่การพูดคุย การติดตาม การพาตัวเองเข้าไปทดลอง เพื่อพยายามมองให้รอบด้าน การไปอยู่ในสถานที่จริงของเรื่อง และลงเอยที่บทสรุปในทัศนคติของผู้สื่อข่าว ทั้งหมดใช้เวลาเรื่องละ 15-20 นาที
จัดเป็นสารคดีข่าวที่ดูสนุก เนื้อหาไม่หนัก ดูง่าย หลายเรื่องเปิดมุมมองใหม่ และหลายประเด็นสื่อกระแสหลักอาจจะมองข้าม
มาในภาค 2 นี้ สารคดีข่าว Follow This ยังคงหาประเด็นที่น่าสนใจมานำเสนอต่อเนื่อง
ขอเล่าถึง “น้ำจิ้ม” ตอนแรกของภาคสองนี้ ที่เลือกเนื้อหาและตั้งคำถามไว้ให้เราชวนขบคิด
เราพูดกันมากถึง “สังคมก้มหน้า” ด้านมืดของเทคโนโลยี และโซเชียลมีเดีย พูดไปถึงการแชร์ข่าวปลอม ข่าวลวงบนโซเชียล จนถึงความไม่ปลอดภัยในความเป็นส่วนตัวของข้อมูลยามเมื่อคุณออนไลน์หรือมีบัญชีโซเชียลมีเดีย
ในตอนแรกของสารคดีภาคสองนี้ เลือกพูดด้านมืดของดิจิทัลเช่นกัน นั่นคือ “การเสพติดเทคโนโลยี” ที่กำลังเป็นเรื่องอันตราย และมีปริมาณผู้คนที่เข้าข่าย “อาการหนัก” มากขึ้นทุกขณะ
คำถามเริ่มต้นมาจาก ประชากร 2 ใน 3 ของโลก มีสมาร์ทโฟนใช้ และจำนวนมาก “เสพติด” มัน
สารคดีข่าวชิ้นนี้ จึงพาไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น และมีหนทางแก้ไข “การเสพติดเทคโนโลยี” ได้หรือไม่

อย่างแรก คือการพาไปทำความรู้จักภาวะที่ทำให้เราเสพติดเทคโนโลยี โดยมีจุดเริ่มต้นเหมือนพฤติกรรมการ “เสพติด” ทั่วๆไป นั่นคือ เวลาที่ทำกิจกรรมใดๆ ที่ทำให้เรามีความสุข จะมีการหลั่งฮอร์โมนชื่อ “โดพามีน” ในสมอง
และแน่นอนเมื่อเราทำกิจกรรมบนสมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดียจำนวนมากในระดับ “ล้นทะลัก”
นักวิจัยที่สารคดีเรื่องนี้ไปสัมภาษณ์ได้ยกประเด็น “การล่อลวง” ให้เราเสพติดโซเชียลมีเดีย โดยให้ลองนึกภาพว่านักพัฒนาแอพพลิเคชั่นใช้วิธีที่แนบเนียน เช่น ใช้จุดสีแดงสด เพื่อเป็นสัญลักษณ์การส่งแจ้งเตือนให้เราเห็นว่า มีใครมีปฏิสัมพันธ์อย่างไรในโลกโซเชียล รวมทั้งยังสุ่มแสดงการถูกใจโพสต์ต่างๆ เพื่อจูงใจให้ผู้ใช้ให้เข้าสู่ระบบ
ในแต่ละครั้งที่มีการกระตุ้นลักษณะนี้ โดพามีนจะหลั่งออกมาจะส่งสัญญาณความสุขไปทั่วร่างกาย แต่เมื่อ “ผู้ที่ใช้สมาร์ทโฟนบ่อย” ต้องอยู่ห่างจากเครื่อง การแจ้งเตือน (notification) ที่เราเห็นจากโซเชียลจะกระตุ้นให้เกิดการหลั่งฮอร์โมน อย่าง “คอร์ติซอล” และ “อะดรีนาลีน” ซึ่งทำให้เกิดความเครียด และ “การตอบสนองด้วยความเครียด” นี้ ส่วนมากจะพบในผู้ที่ใช้สมาร์ทโฟนบ่อยเป็นพิเศษ
ในแง่ผลระยะยาวยังไม่มีใครประเมินได้ แต่ที่เห็นคือ ความเครียดที่เกิดจากการใช้สมาร์ทโฟน นักวิจัยมองว่าก่อให้เกิดการเจ็บป่วยทางกายได้จริง อย่างโรคตับ โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง
แล้วทางแก้หรือทางรับมือล่ะ?
เริ่มจากเรื่องง่ายๆ ให้ “ใช้เวลากลางแจ้ง” บ้าง และที่ยากคือ “อยู่ให้ห่างจากโทรศัพท์” !!
หรือเราอาจออกไปสัมผัสชมความงามของธรรมชาติ ซึมซับกับบรรยากาศรอบตัวในช่วงเวลานั้น แทนที่จะมาคอยถ่ายรูปบันทึกทุกอย่างไว้
ถึงตรงนี้สารคดีข่าวชิ้นนี้ พาไปดูโครงการหนึ่งที่เรียกว่า “รีสตาร์ท” เป็นศูนย์ขจัดการเสพติดและฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้เสพติดเทคโนโลยี โดยศูนย์นี้ตั้งอยู่นอกเมืองซีแอทเติล ในสหรัฐอเมริกา และพูดคุยกับกลุ่มผู้เข้ารับการ “บำบัดล้างพิษเทคโนโลยี” มีตั้งแต่คนติดโซเชียลมีเดียขนาดหนัก คนติดเกมที่เข้าข่ายใช้เวลา 70-80 เปอร์เซ็นต์ขณะตื่นนอนไปกับการเล่นเกม กระทั่งมีผลต่อชีวิตประจำวัน และสุขภาพ ขาดการพักผ่อนอย่างหนัก ร่างกายขาดสารอาหาร ขาดการออกกำลังกาย ส่วนผลทางพฤติกรรมคือ ไม่ออกไปพบเจอผู้คน มีปัญหาต่อการใช้ชีวิตและการเรียนอย่างหนัก โดยกลุ่มคนที่เข้ามารักษานี้ส่วนใหญ่จะเป็น “เด็กมหาวิทยาลัย”
หลายคนที่สมัครเข้าโครงการนี้ มีจุดประสงค์เดียวกันคือ เพราะอยากหายจากอาการเสพติดนี้ ซึ่ง “โครงการรีสตาร์ท” แห่งนี้ จะแบ่งการรักษาเป็น 3 ระยะ โดยระยะแรกจะไม่ให้ผู้เข้าโครงการได้ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลทุกรูปแบบเป็นเวลา 2 เดือน เพื่อขจัดการเสพติดเบื้องต้น จากนั้นระยะที่สองและสาม จะเริ่มให้กลับไปใช้ชีวิตปกติ แต่ “จำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยี”
จากนั้นสารคดีพาไปดูการพยายามพาคนเสพติดเทคโนโลยีกลับสู่ “ชีวิตที่สมดุล” พาพวกเขาออกไปสัมผัสธรรมชาติ โดยไม่ต้องมีอุปกรณ์เทคโนโลยีใดๆ
ปัญหาเสพติดเทคโนโลยี ไม่ต่างจากการเสพติดชนิดอื่น แน่นอนว่าเรื่องนี้กำลังจะเป็นปัญหาสำคัญอีกหนึ่งเรื่องใน “อนาคต” ที่น่ากลัวมากขึ้นทุกขณะ
แม้กระทั่งอาชีพในอนาคตที่เชื่อว่าจะยอดฮิต คือการมีอาชีพ “นักบำบัด-ล้างพิษดิจิทัล” ที่จะช่วยเหลือผู้ที่เสพติดเทคโนโลยีเกินขนาด
ไม่ต้องอื่นไกล ปัจจุบันนี้แม้แต่ “บริษัทเกม” ในเกาหลีใต้ยังต้องจ่ายเงินสนับสนุนศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพสำหรับ “ผู้ติดเกม” โดยสถานการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางที่วันนี้ “เกาหลีใต้” คือเป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรม “อี-สปอร์ต” เฟื่องฟูและเป็นเบอร์ต้นของโลก ก็ยังต้องวางแผนรับมือผลที่ตามมาของ อี-สปอร์ตเช่นกัน
อย่างไรก็ดี สารคดีข่าวชิ้นนี้แม้ไม่ได้บอกวิธีแก้ไขอาการเสพติดเทคโนโลยีได้ชัดเจนนัก แต่ได้ทำหน้าที่สะท้อนให้เห็นปัญหาจนน่าขนลุก
เป็นตัวอย่างตอนแรกของซีรีส์สารคดีข่าว “Follow This” ภาค 2 ที่เรียกน้ำย่อยได้น่าสนใจ ใครเป็นสายดูเรื่องราวแนวสารคดีเชิงข่าวสามารถรับชมได้ที่เน็ตฟลิกซ์
หมายเหตุ : ภาพประกอบจาก AFP ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา

