ไม่ว่าจะเป็นคนรักสัตว์หรือไม่ ข่าวสุนัขพันธุ์ชิบะถูกตัดขานั้นย่อมเป็นเรื่องสะเทือนใจอย่างปฏิเสธไม่ได้
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา เรื่องราวที่ถูกแชร์ผ่านโลกออนไลน์อย่างรวดเร็วและแพร่หลายที่สุดเรื่องหนึ่งหนีไม่พ้นเรื่องของ ลอยด์ สุนัขพันธุ์ชิบะเพศผู้วัย 7 ปี ในลักษณะขาซ้ายหน้าขาด และมีบาดแผลเป็นบริเวณกว้างที่หน้าอกซ้าย
หากย้อนเวลาไปได้ ศิกวัสส์ ลือโสภณ คงไม่นึกว่าการที่เขาไม่อยู่บ้านที่หมู่บ้านนนทรี รีเจ้นท์ ย่านราชพฤกษ์ จ.นนทบุรี เพราะไปเล่นน้ำสงกรานต์ที่เชียงใหม่นั้น จะทำให้สุนัขของเขาบาดเจ็บมากถึงขนาดนี้ เพราะพ้นไปจากขาซ้ายที่ขาดออกจากตัวอย่างหมดทางจะต่อคืนแล้ว ลอยด์ในเวลานั้นยังตกอยู่ในภาวะวิกฤตอย่างรุนแรงเนื่องจากเสียเลือดมาก ในระดับที่อาจต้องเรียกว่าปาฏิหาริย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ได้แม้เส้นเลือดใหญ่จะถูกตัดขาด ความดันโลหิตต่ำ ทั้งยังพบภาวะโลหิตจางและค่าโปรตีนในเลือดต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ
ไม่ว่าจะเป็นคนใจแข็งหรือใจอ่อน ภาพลอยด์ที่นอนหมดสติพร้อมคราบเลือดนั้นคงเป็นภาพที่ทำร้ายหัวใจไม่น้อย
เวลานั้น ศิกวัสส์ปล่อยลอยด์อยู่ในบ้านกับเพื่อนสุนัขด้วยกัน ก่อนที่วันที่ 15 เมษายน แม่บ้านจะพบว่าลอยด์นั้นขาขาด หูแหว่ง รอบลำคอมีรอยถูกของมีคมแทง และในสภาพเช่นนั้น เจ้าชิบะวัย 7 ปีหลบซ่อนรักษาตัวเองอยู่ใต้ตู้ ก่อนจะถูกนำส่งโรงพยาบาลสัตว์ในเวลาต่อมา
ผศ.นสพ.คัมภีร์ พัฒนะธนัง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กล่าวถึงอาการของลอยด์ในระยะแรกที่รับมาดูแลรักษาว่า ในความบาดเจ็บระดับวิกฤตของลอยด์นั้น แผลเปิดเป็นโพรงขนาดใหญ่กว้าง 16 ซม. ยาวอีก 20 ซม. ที่บริเวณหน้าอกด้านซ้ายของขาที่ถูกตัดออก และติดเชื้ออย่างรุนแรง มีคราบหนองและเนื้อตายจำนวนมาก
และเนื้อตายนี่เองที่ในความเคราะห์ร้ายนั้น ยังมีความโชคดีที่มันอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ลอยด์ไม่เสียเลือดจนตาย เนื่องจากเนื้อส่วนนี้ไปปิดเส้นเลือดใหญ่ซึ่งฉีดขาดอยู่
“ทีมแพทย์จึงรักษาลอยด์ด้วยการให้ยาปฏิชีวนะ ยาบรรเทาปวดร่วมกับทำแผล ก่อนจะพบว่าสุนัขนั้นมีกระดูกซี่โครงด้านซ้ายหักซี่ที่ 2, 3 และ 4”
ประเด็นกระดูกหักนี่เองที่เป็นหนึ่งในข้อกังขาอันมากมายของศิกวัสส์และแฟนคลับของลอยด์ เพราะหากอ้างตามที่ รศ.นสพ.ดร.ธีระพล ศิรินฤมิตร หัวหน้าภาควิชาพยาธิวิทยา ให้ข้อมูลไว้นั้น กระดูกของลอยด์ซึ่งหากแบบปลายเสมอ-หรือหักแบบขาดออกจากกันโดยสนิท ไม่น่าจะเกิดจากการฉีกกระชากของสุนัขหรือสัตว์ด้วยกันได้ รวมถึงโดยทั่วไปแล้ว การที่สุนัขกัดกันนั้นไม่น่าส่งผลให้กระดูกซี่โครงหักได้
“กระดูกขาที่หักผมคิดว่าไม่ได้เกิดจากสุนัขด้วยกันเอง ประกอบกับแผลของลอยด์เป็นแผลขนาดใหญ่ ขอบแผลเรียบ ซึ่งตามกายวิภาคแล้วช่วงขากระดูกสะบักเช่นนี้นั้นการจะกระชากหรือทำให้หลุดออกมาจากร่างกายนั้นทำได้ยากมาก เพราะมีกล้ามเนื้อถึง 9 มัดด้วยกันในการยึดขานี้ โดยยึดกับช่วงคอ หลัง และกล้ามเนื้อหน้าอก เป็นกล้ามเนื้อใหญ่ การจะดึงโดยใช้กำลังเพียงอย่างเดียว ผมว่ายากมาก” รศ.นสพ.ดร.ธีระพลให้ความเห็น “รวมถึงผิวหนังซึ่งเหนียวมากๆ และกระดูกที่หักไปนั้นไม่พบร่องรอยของการกัดแทะโดยสัตว์ อีกทั้งยังมีแผลจากของมีคม 3 แผลที่หลังเท้า”
ประเด็นการฉีกขาดของขาซึ่งแน่นอนว่าเป็นการฉีกขาดจากกันอย่างสมบูรณ์เช่นนี้ ชวนให้นึกย้อนไปถึงสถานที่เกิดเหตุซึ่งเป็นรั้วระหว่างบ้านของศิกวัสส์และเพื่อนบ้าน-ซึ่งถูกย้อมไปด้วยเลือดของลอยด์ในวันที่เกิดเหตุ ว่าวันนั้นเป็นไปได้หรือไม่ที่สุนัขจากบ้านข้างเคียงจะกัดกระชากขาลอยด์แล้วดึงกระแทกกับปูนจนขาขาด
“ลำบากนะครับ” เป็นคำตอบอย่างชัดเจนจากหัวหน้าภาควิชาพยาธิวิทยา “เพราะมีทั้งกล้ามเนื้อและผิวหนังในการยึดขาไว้กับร่างกาย”
“ผมจะอธิบายอย่างนี้ ว่าถ้าใครเคยดูหนังจีนแล้วจะมีการประหารโดยใช้ท่าม้าแยกร่าง คือใช้ม้าขึงเชือกกับร่างกายนักโทษแล้วกระชากไปคนละทาง นั่นก็ต้องมีการทำรอยหรือตัดกล้ามเนื้อบนร่างนักโทษก่อนเพื่อให้กระชากขาดได้ ฉะนั้นผมจึงคิดว่าถ้าสุนัขจะกระชากขาดเช่นนี้จึงเป็นเรื่องยากมากๆ และยังไม่เคยเห็นนะครับ”
และสิ่งหนึ่งซึ่งยืนยันชัดเจนว่าความบาดเจ็บระดับวิกฤตของลอยด์ไม่ได้มาจากสุนัขด้วยกันนั้น พ้นไปจากคำให้การของศิกวัสส์ที่ว่าลอยด์เข้ากันได้ดีกับสุนัขของข้างบ้านแล้ว คือกระดูกขาที่หักโดยไม่มีร่องรอยของการแตกร้าวจากคมเขี้ยวของสัตว์ด้วยกัน
ความเจ็บช้ำอีกอย่างหนึ่งคือ ด้วยลักษณะรอยแผลที่ถูกตัดตั้งแต่หน้าอกลงมา ทำให้ทีมแพทย์ไม่สามารถใส่ขาเทียมให้ลอยด์ได้เนื่องจากขาหลุดไปทั้งสะบัก ทางเดียวคือลอยด์ต้องปรับตัวและเดินสามขาให้ได้
“โดยทั่วไป ขาหน้าของสุนัขจะรับน้ำหนัก 60% ของร่างกาย และตอนนี้ ลอยด์มีน้ำหนัก 10.7 กก. ซึ่งถือว่าเป็นน้ำหนักที่เหมาะสมกับตัวในเวลานี้ครับ”
นั่นจึงเป็นเรื่องที่ต้องรอและลุ้นว่าลอยด์จะปรับตัวได้หรือไม่กับชีวิตสามขาต่อไปจากนี้
แต่ไม่ต้องรอคำตอบนานนัก เพราะถัดจากนั้น เมื่อทีมแพทย์พาไปพบลอยด์ ชิบะอุนิวัย 7 ปีก็วิ่งตรงเข้ามาหาศิกวัสส์อย่างร่าเริง (โดยปราศจากอาการตื่นกล้องหรือเขินอายผู้คนแต่อย่างใด) นอกเหนือจากนั้นยังทักทายกับคนที่เข้ามาเยี่ยมเยียนอย่างเป็นมิตรโดยการดมและกระดิกหางรัวเร็ว
เหตุการณ์เคราะห์ร้ายที่ลอยด์ประสบ ส่งผลให้เจ้าของอย่างศิกวัสส์ต้องเผชิญกับความกลัดกลุ้มและเคร่งเครียด ทั้งรักและห่วงสุนัข แต่อีกด้านก็ยังต้องจับมือผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้
แต่เมื่อข่าวของลอยด์แพร่กระจายออกไป ก็ปรากฏพลังคนรักสัตว์ที่ถาโถมเข้ามาอย่างมหาศาล กระทั่งเกิดเพจ “ปู่ลอยด์” เพื่อให้กำลังใจลอยด์ ซึ่งทิศทางของเพจตอนนี้ขับเคลื่อนไปอย่างรวดเร็วและแข็งแรงในการเป็นพื้นที่ประชาสัมพันธ์สัตว์บาดเจ็บ หรือขอรับบริจาคปัจจัยที่จำเป็นอื่นๆ ในการช่วยชีวิตสัตว์ต่อความเจ็บปวดที่สุนัขถูกทำร้ายนั้น แน่นอนว่าศิกวัสส์เจ็บใจไม่แพ้ใคร แต่นั่นย่อมเป็นเรื่องที่มาทีหลังการดูแล
“จากนี้ไป ผมก็คงต้องรอดูว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะว่าอย่างไรบ้าง” ศิกวัสส์ตอบคำถามถึงการดำเนินคดีในภายหน้าต่อไป “แล้วผมเอง คงต้องเรียนรู้วิธีดูแลหมาสามขาด้วย” เขาจบประโยคนี้ด้วยรอยยิ้ม
ขณะที่เจ้าชิบะสามขาคลอเคลียอยู่ไม่ห่าง
บางทีลอยด์อาจไม่เคยคิดว่าชั่วชีวิตจะมีแฟนคลับรักและเอ็นดูมากถึงเพียงนี้ ไม่เพียงแต่ยอดไลค์เพจ “ปู่ลอยด์” ที่พุ่งทะลุ 30,000 ไลค์ แต่พิสูจน์ได้จากผู้คนมากมายที่ถามไถ่และแวะเวียนมาให้กำลังใจลอยด์อยู่เสมอ
กำลังใจที่บางทีไม่ใช่แค่ลอยด์ที่ได้รับ แต่เจ้าของอย่างศิกวัสส์เองก็เช่นกัน
“ลอยด์เข้มแข็ง ผมก็เข้มแข็ง”
เป็นคำตอบของศิกวัสส์ ขณะที่กอดขุมพลังใจอย่างลอยด์ไว้แนบอกพร้อมรอยยิ้มกว้าง

