คอลัมน์ เริงโลกด้วยจิตรื่น : ‘ปล่อยวาง’ ที่แตกต่าง

6.01.19 | 13:22 น.

“ความสงบของจิตใจ” คือภาวะชีวิตที่กลมกลืนกับ “ความเป็นจริงในปัจจุบันขณะ”
หมายถึงสัมผัสอยู่กับความเปลี่ยนแปลงจากขณะหนึ่งไปสู่อีกขณะหนึ่ง อันเป็นปกติของชีวิตที่ไม่มีอะไรอยู่ตรงที่ ด้วยไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดในจิตใจที่เป็นเหตุให้เกิดความรู้สึกนึกคิดไม่ยินยอมหรือต่อต้านความเปลี่ยนแปลงนั้น

“ความไม่ยินยอมหรือต่อต้าน” ย่อมเป็นเหตุให้เกิดการยุ่งยากในความรู้สึกนึกคิด

การยอมรับ และปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปอย่างกลมกลืนสอดคล้องไปกับความเปลี่ยนแปลงคือ “ความสงบ”

“ความสงบ” ย่อมทำให้รู้สึกถึงความโปร่งเบา ด้วยไม่ถูกกดทับด้วยความหนักอกหนักใจจากอะไรอย่างหนึ่งอย่างใด หรือหลายอย่าง อันเกิดจากเครื่องมือจิตสร้างเครื่องมือต่อต้านความเปลี่ยนแปลง และเกิดแรงเสียดทานจากการดิ้นรนหาวิธีที่จะต่อสู้กับความเปลี่ยนแปลง

สภาวะแห่ง “ความสงบ” เช่นนี้ หากไม่พิจารณาให้ละเอียดแล้ว อาจจะเกิดความคิดเบี่ยงเบนไปในทางที่ถูกมองว่าเป็น “คนไม่สู้” หรือเป็นพวก “ปล่อยให้ชีวิตเป็นไปตามยถากรรม” ไม่ดิ้นรนที่จะทำให้ดีขึ้น

Advertisement

แต่หากพิจารณาให้แยบคาย ย่อมเห็นความแตกต่างได้ไม่ยาก

ความแตกต่างอยู่ที่ “ชีวิตกับแรงเสียดทาน”

“ตามยถากรรม” มีความหมายไปในทางปล่อยให้ชีวิตจมอยู่กับแรงกดทับจากความเป็นไป

ชีวิต “ตามยถากรรม” ยังดำเนินไปตามแรงผลัก แรงฉุดกระชากของ “ความอยาก”

ยังอยากมีนั่นมีนี่ อยากเป็นนั่นเป็นนี่ หรืออยากหลีกหนีสิ่งนั้นสิ่งนี้ เพียงแต่จมอยู่ในสภาพที่ไม่ดิ้นรนที่จะให้สมอยาก

ซึ่งว่าไปชีวิตเช่นนี้ มีมืดมนหม่นเศร้าเสียยิ่งกว่าชีวิตที่พยายามดิ้นรนสู้แรงเสียดทาน หรือแรงกดทับ ที่ยังพอมีความหวัง

ว่าจะเสพความสมอยากได้

แต่ชีวิตที่ดำเนินไปตามถยากรรม ยังเต็มไปด้วยความอยาก แต่อยู่ในสภาพไม่มีความหวังเป็นพลังขับเคลื่อน

แต่ “ชีวิตสงบ” ไม่เป็นเช่นนั้น

เพราะเป็นที่รับรู้ความเป็นจริงของปัจจัยที่มาประกอบเป็นปัจจุบันขณะ และจัดการความเป็นจริงนั้นไปในทางที่เหมาะสม

มีชีวิตที่พ้นจากแรงกดทับ และไม่ต้องปฏิบัติอะไรที่ก่อให้เกิดแรงเสียดทาน

การยอมรับความเป็นจริงของปัจจุบันขณะ และจัดการไปตามสภาวะ คือรู้ว่าเหตุปัจจัยอันมาประกอบเป็นปัจจุบันขณะนั้น อย่างไหนจัดการได้ อย่างไหนจัดการไม่ได้ ครวจะจัดการอย่างไหน อย่างไร

พร้อมกันนั้น เปิดใจที่จะยอมรับผล ไม่ว่าจะจัดการได้ตามที่สมควรหรือไม่ ด้วยความเข้าใจว่าเป็นไปได้เพราะอะไร เป็นไปไม่ได้เพราะอะไร

แม้ล้มเหลวไม่เป็นอย่างที่ตั้งเจตนาให้เป็นไป ก็เข้าใจและยอมรับว่าต้องเป็นเช่นนั้น โดยไม่รู้สึกขุ่นเคืองขัดใจ

ระหว่าง “ปล่อยวาง” แบบ “ตามยถากรรม” กับแบบ “สงบ” จึงแตกต่างกันอย่างที่เรียกว่า “สิ้นเชิง” ในความเป็น “สภาวะ”

“ความสงบ” นั้นนำมาถึงความโปร่งโล่ง เป็นอิสระจากแรงกดดัน
ทั้งมวล

แต่ “ตามยถากรรม” นั้น เป็นสภาวะจำทนในความอึดอัดคับข้อง อย่างไร้ความหวัง

ดังนั้น เมื่อเราพูดถึงคำว่า “ปล่อยวาง”

ความเข้าใจต่อ “ความเป็นไปของปัจจุบันขณะ” จึงมีความสำคัญยิ่ง

หาก “ปล่อยวาง” อย่างเข้าใจ และยอมรับสภาวะแห่งปัจจุบันขณะ ย่อมก่อให้เกิด “ความสงบ”

ส่วน “ปล่อยวาง” อย่าง “ตามยถากรรม” คือไม่มีความเข้าใจอะไร ได้ แต่ใช้ความอดทนต่อความทะยานอยาก ย่อมยังมากด้วยแรงกดดัน

ทั้งไม่เป็นอิสระ ทั้งยังมืดมน หม่นเศร้า

จันทร์รอน