หากคุณเป็น “นักเขียน” คนหนึ่งในประเทศนี้ และคุณประสบปัญหาอันจะทำให้คุณไม่สามารถ “เขียน” ได้ตามปกติวิสัย กระทั่งไม่สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข จากการถูกข่มขู่ คุกคาม ควบคุม อย่างไม่เป็นธรรมจากรัฐบาล ขณะที่องค์กรซึ่งเป็นเสมือน “บ้าน” อย่าง “สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย” ก็ไม่สามารถช่วยเหลือหรือปกป้องคุณได้อย่างที่หวังไว้
สิ่งที่นักเขียนกลุ่มหนึ่งทำ ก็คือการออกไป “นอนนา”
5 พฤษภาคมที่ผ่านมา ร้าน The Writer’s Secret ซึ่งก่อตั้งโดย บินหลา สันกาลาคีรี นักเขียนรางวัลซีไรต์ ได้จัดงานฉลองครบรอบ 1 ปี โดยมีการเสวนาในหัวข้อ “บ้านก็มี ทำไมต้องนอนนา?” พูดคุยกับกลุ่ม “นอนนาคาเฟ่” นำโดย มาโนช พรหมสิงห์ บรรณาธิการชายคาเรื่องสั้น ร่วมด้วย บินหลา สันกาลาคีรี วรพจน์ พันธุ์พงศ์ ธีร์ อันมัย และ เสนาะ เจริญพร

บ้านก็มี ทำไมต้องนอนนา ?
กลุ่ม “นอนนาคาเฟ่” ก่อตั้งขึ้นเมื่อช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้เป็นเครือข่ายของนักคิด นักเขียน นักทำกิจกรรม ศิลปินทุกแขนง ที่กล้าจะทำในสิ่งที่แหลมคม ก้าวหน้า กว่าสิ่งที่สมาคมนักเขียนฯ ในปัจจุบันทำอยู่
ไอเดียตั้งต้นนั้นมาจาก บินหลา สันกาลาคีรี และวรพจน์ พันธุ์พงศ์ ที่รู้สึกอึดอัดกับบรรยากาศของบ้านเมือง ที่นักคิด นักเขียน นักกิจกรรม กระทั่งนักศึกษา ถูกคุกคามเสรีภาพอย่างหนักหน่วงจากรัฐบาล จึงออกหาแนวร่วมที่มีอุดมการณ์เดียวกัน เพื่อยืนยันเรื่องเสรีภาพในการคิดการเขียน เกิดเป็นกลุ่ม “นอนนาคาเฟ่” ขึ้นมา โดยมี มาโนช พรหมสิงห์ เป็นหัวหอก
“เมื่อสังเกตถึงผลงานที่ผ่านมาของสมาคมนักเขียนฯ ผมมีความรู้สึกว่ามันไม่ก้าวหน้า และค่อนข้างผูกพันกับระบบระเบียบของอำนาจรัฐ แต่ในความคิดของผม สมาคมต้องมีความห้าวหาญ ต้องกล้าพูดถึงสิทธิเสรีภาพของการอ่านการเขียน และต้องเป็นหัวหอกสำคัญในการนำหน้า กล้าคัดง้างกับบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ถูกต้องในทุกภาวการณ์” มาโนชกล่าวถึงมุมมองที่มีต่อสมาคมนักเขียนฯในปัจจุบัน
ด้านบินหลากล่าวเสริมว่า “บรรยากาศในช่วงเวลานั้น รวมถึงก่อนหน้านั้น มันทำให้เรารู้สึกอึดอัด อึดอัดขนาดที่ว่าไม่อยากจะอยู่ในกรุงเทพฯด้วยซ้ำ เราทนไม่ได้ที่ต้องอยู่ในสภาวะที่มีคนถูกจับ ถูกข่มขู่ ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ คนที่เป็นตัวแทนของพวกเรา ก็คือสมาคมนักเขียนฯกลับไม่ได้ทำอะไรเลย
“เราต้องการคนที่ทำ ถึงทำแล้วแพ้ เราก็พร้อมจะแพ้ไปกับเขาด้วย ขอให้แสดงออกว่าพร้อมจะทำเถอะ แต่สุดท้ายเมื่อไม่มีหวัง เราจึงต้องออกไปหาคนที่ทำได้ คนที่พร้อมจะช่วยเรา และเราก็พร้อมสู้ไปกับเขา”

เมื่อ ‘นักเขียน’ พากัน ‘หนี’ ออกจากบ้าน
สำหรับที่มาของคำว่า “นอนนา” ธีร์ อันมัย อธิบายว่าเป็นคำที่ติดหูมาตั้งแต่เด็กๆ เป็นคำที่คนแถบอีสานใช้กันเป็นปกติ โดยรวมจะใช้ในความหมายของคนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวของชาวบ้าน และในบางสถานการณ์ คนพูดมักจะใช้คำนี้มาเป็นเกราะป้องกันจากความไม่รู้ต่างๆ เช่น “นี่มึงรู้ไหมว่าเขาทำรัฐประหารแล้ว?” “โอ๊ย กูบ่ฮู้กูนอนนา!”
ส่วนบริบทที่นำมาใช้ของกลุ่ม “นอนนาคาเฟ่” นั้น ก็เพื่อให้เป็นพื้นที่หนึ่งสำหรับคนที่เบื่อหน่ายสภาพสังคมที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนั่นเอง
วรพจน์เล่าว่า แม้จะยังไม่มีส่วนร่วมกับกลุ่มมากนัก แต่เหตุผลที่เข้ามาร่วมกับกลุ่มนี้ก็เพราะรู้สึกอึดอัดกับสิ่งที่เป็นอยู่
“มันหายใจไม่สะดวกสบายเลย รู้สึกว่าอยากมีพื้นที่โล่ง อยากออกไปข้างนอก ไปนอนนา เพื่อที่จะสร้างความเข้มแข็ง ตอนนี้ผมไม่ได้คิดในเชิงสังคมมาก เพราะความเห็นของผมมันยังทำอะไรไม่ได้มากนักในสังคม แต่ผมมุ่งสร้างเรื่องในทางส่วนตัว ก็คือในเมื่อผมรู้สึกหายใจไม่ออก ผมก็พยายามจะออกไปหาพื้นที่ หากลุ่มก้อน กลุ่มเพื่อน ที่รักใคร่ชอบพอกัน เพื่อเพาะสร้างความแข็งแรง
“ผมคิดว่าในยามนี้ เป็นยามที่บ้านเมืองมีความอึดอัดบัดซบที่สุดตั้งแต่ผมเกิดมา สิ่งหนึ่งที่ปัจเจกชน เสรีชน จะทำได้ หรือแยกย้ายกันไปทำ ก็คือห้ามอ่อนแอเด็ดขาด ซึ่งผมคิดว่า “นา” ในที่นี้ มันเป็นพื้นที่ที่มีอิสระทางความคิด สามารถถกเถียง แลกเปลี่ยน ถ่ายเท ปลุกปลอบ ปะทะ กับเหล่ามิตรสหาย เป็นพื้นที่ที่ดีมากที่จะมีส่วนในการสร้างความแข็งแรง ท่ามกลางความอึดอัดบัดซบ มนุษย์ต้องแข็งแรงเท่านั้น ห้ามอ่อนแอ และห้ามยอมแพ้”
นอกจากนักคิด นักเขียน ที่ถูกข่มขู่ คุกคาม ดังที่ว่าไปแล้ว ยังมีนักเขียนอีกหลายคนที่ต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างแดน บางคนยังถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ และบางคนถูกพรากชีวิตไปอย่างถาวร
“ในความรู้สึกของผม คนนอนนา มีลักษณะเหมือน “เมอโซ” ในนวนิยาย “คนนอก” คนจำพวกนี้จะชอบปลีกตัว ปลีกตัวในความหมายที่ไม่ใช่ปลีกวิเวก คือออกไปอยู่ข้างนอก ไปเรียนรู้ชีวิต ไปอยู่กับชาวไร่ชาวนา อยู่กับผืนดินผืนน้ำ ได้เห็นนักเลงที่แอบมาขโมยควาย ได้เจอผู้ร้ายจากต่างหมู่บ้าน กระทั่งได้เห็นคู่รักหนุ่มสาวที่เข้าไปหามุมสงบเพื่อจะเสพกามกัน ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับคนเหล่านั้น จนกระทั่งวันหนึ่งที่เขาได้พบเจอ ได้แลกเปลี่ยนกับผู้คน กระทั่งต้นไม้ใบหญ้า จนมากพอ เขาก็จะขับพลังเหล่านั้นออกมา เพื่อจะหวนคืนสู่บ้านของเขาอีกครั้ง ในวันหนึ่งข้างหน้า พวกเราก็ต้องกลับไปสู่หมู่บ้านเรา กอบกู้หมู่บ้านเราอีกครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้น ขอให้ลืมภาพที่ผมเป็นหัวหอก หรือเป็นที่ปรึกษาของทั้งสี่ห้าท่านนี้
“เพราะผมคิดว่า นอนนา เป็นของทุกท่าน จงช่วยกันผลักดันให้มันเติบโตแข็งแรง แล้ววันหนึ่งเราจะหวนคืนไปสู่หมู่บ้านเราอีกครั้ง” มาโนชกล่าวทิ้งท้าย


