ลาวและเมียนมาเป็นประเทศที่มีชายแดนติดกัน ขวางกั้นไว้เพียงแค่ลำน้ำโขงบริเวณท่าขี้เหล็กของรัฐฉานของเมียนมา และแขวงหลวงน้ำทาของ สปป.ลาว โดยสองรัฐในลุ่มน้ำอิรวดีและลุ่มน้ำโขงนี้ก็เคยมีความสัมพันธ์หลายแบบมาแต่ครั้งโบราณ ทั้งเจริญสัมพันธไมตรีกันและรบทัพจับศึกกันตั้งแต่กรุงหงสาวดีและล้านช้างหลวงพระบางเวียงจัน แต่ความห่างไกลและมีอุปสรรคภูมิประเทศป่าเขาแม่น้ำขวางกั้นก็ทำให้สัมพันธภาพระหว่างทั้งสองรัฐค่อนข้าง
ห่างเหินกว่าเพื่อนบ้านใกล้เคียงอื่น
ที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างลาวและเมียนมาแม้จะเป็นเพื่อนบ้านแต่ก็ไม่ได้มีความใกล้ชิดกันนัก เนื่องจากการไปมาหาสู่กันค่อนข้างยาก เมียนมานั้นปิดประเทศ ส่วนลาวเองก็ยังไม่ได้พัฒนาและมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่จำเป็นต้องติดต่อกับเมียนมา จนกระทั่งเมื่อปี 2011 หลังจากเมียนมาเริ่มปฏิรูปและใช้นโยบายที่เป็นมิตรกับพลเรือนมากขึ้นในสมัยประธานาธิบดีเต็ง เส่ง รวมถึงเปิดการเจรจากับประเทศต่างๆ ภายนอกมากขึ้น เริ่มจากประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง ในกลุ่ม CLMV (Cambodia-Laos-Myanmar-Vietnam) ลาวก็เป็นเป้าหมายหนึ่งของการฟื้นฟูสัมพันธไมตรีและการเจรจาครั้งนี้
โครงการหนึ่งที่เป็นเสมือนหมุดหมายของการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างลาว-เมียนมาคือสะพานมิตรภาพลาว-เมียนมา บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ ซึ่งวางแผนก่อสร้างตั้งแต่ปี 2009 แต่ก็ชะงักค้างคาจนมาเริ่มลงมือก่อสร้างได้จริงในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2013 โดยเงินทุนจากทั้งสองประเทศ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเงินกู้จากประเทศจีน
สะพานมิตรภาพลาว-เมียนมา เริ่มเปิดใช้ในเดือนพฤษภาคม 2015 ซึ่งช่วยให้การขนส่งและแลกเปลี่ยนสินค้า รวมถึงการไปมาหาสู่กับระหว่างคนลาวและเมียนมาบริเวณชายแดนเป็นไปได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเมียนมาประกาศยกเว้นการตรวจลงตราผ่านแดน(วีซ่า) ให้แก่พลเมืองของ สปป.ลาวเป็นลำดับแรกๆ ในอาเซียน ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองชาติเริ่มแน่นแฟ้นและมีพัฒนาการในทางที่ดีตามลำดับ การค้าระหว่างลาวและ
เมียนมาเพิ่มขึ้นในระหว่างปี 2015 มากกว่า 38% และสายการบินลาวก็มีแผนที่จะเปิดเส้นทางบินตรงระหว่างสนามบินวัดไต นครหลวงเวียงจันทน์กับกรุงย่างกุ้งของเมียนมาในราวปี 2016-2017 นี้
และเมื่อรัฐบาลของเมียนมาเปลี่ยนเป็นรัฐบาลพลเรือนภายใต้การนำของพรรคสันนิบาตประชาธิปไตยแห่งชาติ (NLD) ประเทศแรกที่คณะผู้นำของเมียนมาเลือกเดินทางไปเยือนคือ ลาว ซึ่งหลายคนอาจแปลกใจว่าเหตุใดทั้ง ประธานาธิบดีอู ถิ่น จ่อ และที่ปรึกษาแห่งรัฐ ออง ซาน ซูจี จึงเลือกเดินทางไปยังเพื่อนบ้านที่เล็กที่สุดแห่งนี้ แทนที่จะไปเยือนจีน อินเดีย ที่เป็นมหาอำนาจ หรือไทยที่เป็นเหมือนเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดที่สุด
ตามธรรมเนียมการทูตของสมาคมอาเซียนนั้น เมื่อผู้นำประเทศผลัดเปลี่ยนไม่ว่าจะด้วยวิธีใด การเยือนประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนถือเป็นภารกิจแรกของการแนะนำตัวและประสานสัมพันธ์ของผู้นำหรือผู้บริหารประเทศที่ขึ้นมา
ครองอำนาจ โดยในระหว่างปี 2016-2017 สปป.ลาวดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน การเลือกเดินทางเยือน สปป.ลาวอย่างเป็นทางการของคณะผู้นำเมียนมา จึงเป็นการยำเตือนว่า ต่อจากนี้เมียนมาจะกลับเข้าสู่ประชาคมโลกอย่างสง่างามและมีเกียรติในวงการทูตอีกครั้งหนึ่ง รวมถึงเป็นการเชื่อมสายสัมพันธไมตรีระหว่างผู้นำใหม่ต่อผู้นำใหม่ ที่จะวางตำแหน่งของประเทศให้มีสมดุลระหว่างชาติมหาอำนาจต่างๆ ที่กำลังแผ่เข้ามาในคาบสมุทรของอาเซียน
กล่าวคือ รัฐบาลใหม่ของทั้งพม่าและลาว ต้องรับมือกับการขยายอำนาจตามแนวชายแดนของจีนทางตอนเหนือของทั้งสองประเทศ และประสานผลประโยชน์เพื่อร่วมเจรจากับปัญหาทะเลจีนใต้ ที่ถึงแม้ทั้งสองประเทศจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง แต่ก็จะส่งผลต่อความสัมพันธ์ของอาเซียนไปด้วยเช่นกัน

