จาก ‘บทเพลง’ ถึง ‘การเมือง’ 5 ปี ‘ประยุทธ์’ กับ 7 เพลงเพื่อประเทศไทย

20.01.19 | 12:43 น.

“เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน แล้วแผ่นดินที่งดงามจะคืนกลับมา เราจะทำอย่างซื่อตรง ขอแค่เธอจงไว้ใจและศรัทธา แผ่นดินจะดีในไม่ช้า ขอคืนความสุขให้เธอประชาชน”

ท่อนฮุกเพลง “คืนความสุขให้ประเทศไทย” ท่วงทำนองเพลงฮิตติดหู ที่เชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศต้องเคยได้ยิน

นับเป็นอีกผลงานเด่นของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ที่บรรจงเขียนเนื้อเพลงให้ วิเชียร ตันติพิมลพันธ์ นักแต่งเพลงชื่อดังเป็นผู้เรียบเรียงประกอบทำนอง ส่งต่อขับร้องและบรรเลงโดยวงดุริยางค์กองทัพบก ก่อนกระจายเสียงให้คนไทยได้ยินได้ฟังกันเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2557 หรือหลังรัฐประหารหมาดๆ

เนื้อเพลงคืนความสุขให้ประเทศไทยสื่อถึงการเข้ามากอบกู้ประเทศไทยโดย “ทหาร” ซึ่งได้รับการตอบรับจากคนไทยจำนวนไม่น้อย

พล.อ.ประยุทธ์จึงตอกย้ำความสำเร็จด้วยการออกผลงานเพลงต่อเนื่องถึง 5 เพลงในปีต่อๆ มา คือ เพลงเพราะเธอคือประเทศไทย, เพลงความหวังความศรัทธา, เพลงสะพาน, เพลงใจเพชร, เพลงสู้เพื่อแผ่นดิน แต่ดูเหมือนว่าผลตอบรับจะไม่มากเท่าเพลงแรก ถึงกระนั้นบทเพลงเหล่านี้ก็นับได้ว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งสารจากรัฐถึงประชาชน

และล่าสุดกับซิงเกิลที่ 7 เพลง “ในความทรงจำ” ของ พล.อ.ประยุทธ์ที่เพิ่งเปิดตัวมิวสิกวิดีโอไปเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา

Advertisement

ในความทรงจำ เป็นการส่งสารถึงสังคม เพื่อย้ำเตือนถึงเรื่องราวในอดีตที่ประเทศไทยเคยเผชิญกับความแตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ก่อนจะหลุดพ้นจากความวุ่นวาย พร้อมขอให้คนไทยเดินไปข้างหน้าอย่าให้ใครมาทำลาย

ซึ่งหากย้อนมองแล้ว ที่ผ่านมาทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศมีการนำบทเพลงมาใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารเรื่องการเมืองกับสังคมอยู่บ่อยครั้ง

ในความเห็นของ นันทนา นันทวโรภาส คณบดีวิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก ระบุว่า เนื่องจากเพลงเป็นอะไรที่เข้าถึงคนได้ง่ายและเปิดซ้ำได้บ่อยๆ ต้องถือว่าเป็นวิธีการที่ฉลาดที่ใช้เพลงมานำเสนอเนื้อหาในการสื่อสารทางการเมือง

นันทนา นันทวโรภาส

ซึ่งการสื่อสารของ พล.อ.ประยุทธ์ผ่านบทเพลงทั้ง 7 เพลงนี้มีหลายประเด็นและหลายแง่มุมที่น่าสนใจ โดยเฉพาะเพลงลำดับที่ 7 ในมุมของนันทนาเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้แนบสารสำคัญไว้อย่างแยบยล

นันทนาระบุว่า การที่ พล.อ.ประยุทธ์ปล่อยเพลงที่ 7 ออกมาในช่วงเวลานี้วิเคราะห์ได้เลยว่า “หวังผลในการเลือกตั้ง” เพราะขณะนี้เป็นช่วงที่ประกาศแล้วว่าจะมีการเลือกตั้งและปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรม เพลงนี้ก็ออกมาบอกให้คนที่กำลังตัดสินใจจะเลือกตั้งว่าอย่าไปเลือกของเดิมนะ ถ้าไม่ลืมอดีตที่ขมขื่น ต้องไม่ไปทำอะไรให้ซ้ำเดิม

“ท่อนฮุกของเพลงบอกเลยว่า ต้องคิดให้ดี ต่อจากนี้ต้องเลือกของใหม่ ตอบโจทย์ว่าอย่าไปเลือกพรรคการเมืองที่เคยเลือก แล้วถ้าไปดูเอ็มวีจะยิ่งเห็นชัดว่าภาพของ พล.อ.ประยุทธ์เหมือนนักการเมืองที่กำลังไปหาเสียง ขณะเดียวกันเพลงนี้บอกว่าต้องตัดสินใจให้ดี ถ้าไม่อยากกลับไปเหมือนเดิมก็อย่าเลือกแบบเดิม แต่อย่าลืมว่าต้องถามชาวบ้านว่าเขาอยากกลับไปเหมือนเดิมหรือเปล่า เขาอาจจะคิดว่าแบบเดิมคุณภาพชีวิตเขาดีกว่าตอนนี้ก็ได้ ดังนั้น ถ้าคนเชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ก็อาจจะเลือกพรรคใหม่ ส่วนคนที่ไม่เชื่อก็คงจะเลือกพรรคเดิม”

หากมองย้อนกลับไปในเพลงแรกสุด นันทนาวิเคราะห์ว่า เป็นเพลงที่พลังในการสื่อสารมากที่สุด เนื่องจากมีความแปลกใหม่ แล้วออกมาถูกที่ถูกเวลา ขณะที่เนื้อร้องสัมผัสสวยงามและท่วงทำนองจดจำได้ง่ายเลยเป็นเพลงที่คนให้การตอบรับดีมาก ทำให้คนจำนวนมากคล้อยตามและร้องติดปาก

“แต่เพลงต่อมาค่อนข้างซ้ำ ภาพรวมจะพูดเหมือนกันคือ อดีตมันขมขื่นเลยต้องเข้ามาแก้ปัญหา ขอเวลาในการทำงาน บ้านเมืองจะดีขึ้นถ้าทุกคนรักชาติ อะไรทำนองนี้ นี่คือความคิดรวบยอดของทั้ง 7 เพลง โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ที่เข้ามาเป็นฮีโร่ แก้ปัญหา เป็นผู้เสียสละเข้ามาทำให้บ้านเมืองดีขึ้น ซึ่งหาก พล.อ.ประยุทธ์สามารถทำอย่างที่ได้บอกไว้ในเพลงแรกคือ ‘ขอเวลาอีกไม่นาน’ พล.อ.ประยุทธ์จะกลายเป็นฮีโร่ จะเป็นวีรบุรุษที่เข้ามาจัดการปัญหาแล้วก็ไป แต่ตอนนี้ใช้เวลายาวนานมาก ทำให้คนรู้สึกเบื่อหน่าย และไม่สามารถทำให้คนรู้สึกตอบรับกับผลงานหรือสิ่งที่รัฐบาลทำได้อีกต่อไปแล้ว” นันทนากล่าว

สอดคล้องกับ ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการผู้มีความชำนาญทั้งด้านรัฐศาสตร์เเละสังคมศาสตร์ เป็นผู้รักและศึกษาเรื่องราวของเพลง ได้วิเคราะห์เรื่องนี้อย่างตรงประเด็นว่า เพลงของ พล.อ.ประยุทธ์เป็นเพลงที่ล้มเหลวในแง่ของการสื่อสารทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นภาษา ทำนอง หรือแม้กระทั่งการออกแบบดนตรีที่ใช้ในเพลง ทำให้เกิดความรู้สึกว่า “เป็นคนรุ่นเก่า”

“ผมว่าภาษาที่ใช้เป็นภาษาที่คนส่วนใหญ่ในยุคปัจจุบันไม่ใช้กันแล้ว ในส่วนของการเขียนทำนองหรือวิธีการทำเพลงก็เหมือนมาจากยุคเพลงไทยในช่วง 1980 ซึ่งทุกเพลงเป็นสไตล์นี้หมดและเป็นเพลงที่ไม่มีโครงสร้างดนตรีที่ซับซ้อน เพราะฉะนั้นองค์ประกอบเพลงทั้งหมดสื่อเมสเสจว่า ท่านเป็นคนที่ไม่เท่าทันโลกหรือไม่เป็นส่วนหนึ่งของกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน ทำให้สิ่งที่ คสช.หวังไว้คงไม่เป็นผลในแง่การสื่อสารทางการเมือง ถ้าพูดตรงๆ คือเพลงมันดูเชย”

ในส่วนของเนื้อหาทั้ง 7 เพลงของ พล.อ.ประยุทธ์นั้น ศิโรตม์อธิบายว่ามีอยู่ไม่กี่เรื่อง คือ 1.เรื่องความมุ่งมั่นในการทำเพื่อคนอื่นของท่าน 2.ประเทศนี้แตกแยกและมีปัญหาจนท่านเข้ามา 3.ถ้าเบื่อท่าน ขอให้ทุกคนนึกไว้ว่าประเทศนี้ก่อนที่ท่านเข้ามามันเละเทะยังไง

“ทั้ง 3 เรื่องนี้เป็นเมสเซจที่ พล.อ.ประยุทธ์ พูดมาตลอด 5 ปี ซึ่งคนเห็นแล้วว่ามันไม่ฟังก์ชั่นทางการเมือง เพราะท่านพยายามพูดถึงความตั้งใจ แต่ความตั้งใจมันไม่มีความหมายทางการเมือง ถ้ามันไม่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่ามีผลงาน และนี่เป็นสิ่งที่ทุกเพลงไม่เคยบอก”

แต่ก็ต้องยอมรับว่า “เพลงคืนความสุขให้ประเทศไทย” นับว่าเป็นเพลงที่มีกระแสสูงสุด

ศิโรตม์วิเคราะห์ว่า ที่มีพลังเพราะตอนนั้นคนรู้สึกว่าประเทศแตกแยก แล้วคนเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์จะเข้ามายุติความแตกแยก ทำให้ประเทศดีขึ้น และท่านจะอยู่ไม่นานแล้วก็ไป เป็นเพลงที่ตรงกับความคาดหวังของคนต่อการรัฐประหารว่า เข้ามาเฉพาะกิจ เข้ามาแก้ปัญหาในระยะสั้นๆ แต่หลังจากนั้นสังคมรู้สึกว่าการรัฐประหารของ คสช.ไม่ใช่สิ่งที่สังคมอยากเห็นในตอนแรก คนเลยไม่มอง คสช.แบบเดิม เพลงที่เป็นคอนเทนต์แบบเดิมเลยไม่มีใครฟัง

“โดยเฉพาะเพลงล่าสุด กลับไม่มีพลังเลยเพราะเล่าเรื่องเดิม และคนมองไม่เหมือนเดิมแล้ว คนต้องการความรู้สึกว่าประเทศจะเดินหน้าหลังปี 62 ยังไง หรือมันจะดีขึ้นหลังปี 57 ยังไง แต่ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้ทำให้คนรู้สึกแบบนี้ได้ ขณะที่ตัวเพลงจะวนกับการเขียนว่า ท่านเสียสละ ทุ่มเท ทำเพื่อชาติอย่างไร เพราะฉะนั้นจึงเป็นเพลงที่ทำให้รู้สึกว่า ท่านเรียกร้องจากประชาชนหมด ให้ประชาชนต้องเข้าใจท่าน แต่ไม่ได้บอกเลยว่าท่านจะอุทิศตัวเองให้ประเทศอย่างไร เพราะฉะนั้นจึงเป็นเมสเสจเดิมในเวลาที่คนไม่ต้องการฟัง”

อย่างไรก็ตาม แม้คนจะไม่ต้องการฟัง แต่ศิโรตม์ก็ยังเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์จะต้องออกซิงเกิลที่ 8 ออกมาอย่างแน่นอน

ศิโรตม์บอกอีกว่า สำหรับเพลงที่มีพลังในการรณรงค์ทางการเมือง ส่วนใหญ่มักจะเป็นเพลงที่เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ของประชาชนมากกว่าจะเป็นเพลงที่พูดถึงความมุ่งมั่นของผู้นำแล้วเรียกร้องให้ประชาชนเข้าใจผู้นำ อย่างไรก็ตาม คิดว่าเพลงกับการเมืองแยกกันไม่ออก แต่เพลงที่มีอายุยืนคือเพลงที่โฟกัสกับการรวมพลังของประชาชน เช่น เพลง Give Peace a Chance เพราะไม่ว่ายุคไหน การรวมพลังของประชาชนก็เป็นเรื่องอมตะมากกว่าเพลงของผู้นำ

ถึงแม้ว่าบทเพลงของ พล.อ.ประยุทธ์จะได้ผลในแง่การเมืองหรือไม่ก็ตาม แต่เพลงทั้งหมดเหล่านี้ก็นับได้ว่าเป็นหนึ่งในบทเพลงประวัติศาสตร์ของชาติไทยแล้วอย่างแน่นอน

แต่หากมองในภาพรวมประวัติศาสตร์โลก นับเเต่อดีตมา มีการใช้บทเพลงเพื่อสื่อสารทางการเมืองเกิดขึ้นอยู่เสมอ ในมุมมองของ ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า บทเพลงเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารทางการเมืองที่เราเห็นกันทั่วโลก

สุรชาติ บำรุงสุข

“ผมพบว่าทุกฝ่ายใช้เพลงเป็นเครื่องมือทางการเมืองเสมอ และหนึ่งในบทเพลงในทางสื่อสารทางการเมืองรูปแบบหนึ่งที่เราอาจจะนึกไม่ถึงคือ เพลงมาร์ชของทหาร นอกจากนี้ยังมีเพลงชาติที่เป็นการสื่อสารทางการเมืองที่ชัดที่สุดอีกชุดหนึ่ง ดังนั้นเพลงชาติในหลายประเทศจึงเป็นผลพวงจากการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น เช่น เพลงชาติของไต้หวัน ที่เริ่มเมื่อมีการก่อตั้งโรงเรียนนายร้อยของซุนยัดเซ็น แล้วถูกนำมาสร้างเป็นเพลงชาติ”

สำหรับประเทศไทย ศ.ดร.สุรชาติวิเคราะห์ว่า การสื่อสารทางการเมืองของไทยมักจะเน้นถึงเพลงปลุกใจเป็นหลัก ถ้ามองย้อนกลับไปมีหลายช่วงเวลาที่มีการใช้เพลงเป็นเครื่องมือทางการเมืองครั้งสำคัญ เช่น ยุคของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ผู้มีบทบาทสำคัญคือ หลวงวิจิตรวาทการ เป็นคนหนึ่งที่ต้องยอมรับถึงความเก่งในการแต่งเพลงปลุกใจในรูปแบบต่างๆ เช่น เพลงต้นตระกูลไทย นอกจากนี้จะเห็นว่าหลายเพลงของหลวงวิจิตรวาทการก็ยังได้ยินอยู่เวลามีการรัฐประหาร

อีกช่วงหนึ่งที่จะเห็นการใช้เพลงในลักษณะการสื่อสารทางการเมืองคือ ช่วงสงครามคอมมิวนิสต์ ซึ่งฝั่งของรัฐบาลแต่งเพลงหลายเพลงพอสมควร ในขณะเดียวกันฝั่งของคอมมิวนิสต์เองก็มีเพลงเช่นกัน

พอถึงปี 2516 เป็นช่วงที่กิจกรรมของนักศึกษาเฟื่องฟูขึ้น เราจะเห็นการปรากฏตัวของการสื่อสารทางการเมืองอีกชุดหนึ่ง คือการสื่อสารผ่านเพลงเพื่อชีวิต ดังนั้น ผมคิดว่าเราก็ได้เห็นบทบาทของเพลงมาตลอด การใช้เพลงเป็นเครื่องมือทางการเมืองจึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในสังคมไทย

“เพียงแต่หลังรัฐประหารปี 2557 สิ่งที่ผมคิดว่ามีภาพที่มีจุดเด่นคือ ผู้นำรัฐประหารพยายามจะสร้างบุคลิกผ่านเพลง โดยหวังว่าเพลงจะเป็นจุดขายที่ทำให้คนเชื่อในสิ่งที่รัฐบาลทหารพูด เพราะฉะนั้นเราจะเห็นเพลงที่นายกฯแต่งมาเปิดในวาระต่างๆ แต่ถ้าดูโดยสาระผมคิดว่าเพลงพวกนี้ก็เหมือนเพลงในช่วงสงครามคอมมิวนิสต์คือ การใช้การสื่อสารเป็นเครื่องมือในการสร้างภาพลักษณ์เท่านั้น รวมถึงในช่วงต้นหลังการรัฐประหาร จะเห็นว่ามีการเอานักร้องจากกองทัพไปยืนร้องเพลงที่อนุสาวรีย์ชัยฯ นั่นก็เป็นตัวอย่างที่ทำกันในสมัยสงครามคอมมิวนิสต์ คือมีการนำนักร้องออกไปตามหมู่บ้าน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเห็นก็ไม่ได้พัฒนาอะไรมากเกินกว่าสิ่งที่ทหารไทยคุ้นเคยในยุคสงครามคอมมิวนิสต์ ความต่างมีเพียงอย่างเดียวคือ พยายามสร้างภาพว่าเพลงนี้ประพันธ์โดยผู้นำรัฐบาล”

แต่ประเด็นที่น่าสนใจในมุมของ ศ.ดร.สุรชาติคือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้คล้ายกับสภาวะยุคสงครามคอมมิวนิสต์ช่วงหนึ่ง และคล้ายกับสภาวะหลังสงครามการเมืองปี “2516-2519” คือเราเห็นสนามรบทางวัฒนธรรมเกิดขึ้นผ่านบทเพลง เนื่องจากวันนี้มีเพลงของฝ่ายที่เรียกร้องประชาธิปไตยคือ เพลงแร็พแบบประเทศกูมี ซึ่งเป็นการสื่อสารทางการเมืองอีกแบบหนึ่งเหมือนกัน

“ผมคิดว่าวันนี้เราเห็นสนามรบทางวัฒนธรรมของเพลงที่มาจากฝ่ายประชาธิปไตยและเพลงจากฝ่ายรัฐบาลทหาร เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเห็นอยู่มันตอกย้ำว่า เพลงยังคงเป็นการสื่อสารทางการเมืองที่สำคัญบนเวทีการต่อสู้ทางการเมือง และเราอาจจะเห็นบริบทแบบนี้มากขึ้นในสังคมไทย” ศ.ดร.สุรชาติทิ้งท้าย


ท่อนฮุกติดหู 7 เพลง ‘บิ๊กตู่’

ตลอดการเข้ามาบริหารประเทศ 5 ปี ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ได้แต่งเพลงมาทั้งสิ้น 7 เพลง ประกอบด้วย

1.เพลงคืนความสุขให้ประเทศไทย เผยแพร่เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.2557

“เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน แล้วแผ่นดินที่งดงามจะคืนกลับมา เราจะทำอย่างซื่อตรง ขอแค่เธอจงไว้ใจและศรัทธา แผ่นดินจะดีในไม่ช้า ขอคืนความสุขให้เธอ ประชาชน”

2.เพลงเพราะเธอคือประเทศไทย เผยแพร่เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.2558

“แต่มีเพียงสองมือ กับหนึ่งลมหายใจ พลังคงไม่พอจะสร้างฝันให้เป็นไป แต่หากเราร่วมมือ ต่อเติมลมหายใจ วันที่หวังนั้นคงไม่ไกล เพื่อประเทศไทยของทุกคน”

3.เพลงความหวังความศรัทธา เผยแพร่เมื่อวันที่ 26 ต.ค.2559

“ขอเพียงจริงใจ ขอเพียงสามัคคี ตั้งมั่นในความดี ตลอดไป ขอเพียงเชื่อมั่น ขอเพียงมีพลังใจ สิ่งที่หวังไว้ จะกลายเป็นจริง”

4.เพลงสะพาน เผยแพร่เมื่อวันที่ 4 มี.ค.2560

“ฉันพร้อมจะเป็นสะพาน เพื่อให้เธอข้ามไป ปลายทางที่ฝัน จะพาถึงฝั่ง ดั่งที่ตั้งใจ ฉันพร้อมจะเป็นสะพาน เพื่อให้เธอข้าม สู่ความร่มเย็นสดใส วันนั้นอีกไม่ไกล สิ่งที่ฝันไว้… จะกลายเป็นจริง”

5.เพลงใจเพชร เผยแพร่เมื่อวันที่ 9 ก.พ.2561

“ทำใจให้เป็นเพชรแท้ ไม่แพ้อะไรเสียอย่าง วันนี้มีเราเคียงข้าง อุปสรรคก็ไร้ความหมาย บทเรียนสอนเรา ไม่เหมือนในวันวาน ความฝันที่ใจของเราต้องการ ต้องสร้างมันด้วยกันจึงยั่งยืน”

6.เพลงสู้เพื่อแผ่นดิน เผยแพร่เมื่อวันที่ 10 เม.ย.2561

“ฉันยังมีความหวัง เชื่อว่าวันพรุ่งนี้อะไรต้องดีกว่าเดิม สิ่งที่เรามุ่งหมายในวันที่เราริเริ่ม จับมือกันเดินข้ามมา มองด้วยใจ ด้วยความจริง จะเห็นว่ามันดีกว่า ไม่ไกลหรอกหนา มองไปข้างหน้า ทุกวันต้องดีขึ้นไป”

7.เพลงในความทรงจำ เผยแพร่เมื่อวันที่ 10 ม.ค.62

“ต้องทำอย่างไรเพื่อประเทศไทย ต้องทำอย่างไรไม่ให้ซ้ำเดิม คำตอบอยู่ในใจคิดให้ดี ที่กินที่นอนแผ่นดินของเรา สร้างตัวขึ้นมาก็คือที่นี่ เส้นทางต่อจากนี้จงตรองดูให้ดีด้วยหัวใจ”