ที่สุดแล้วอะไรคือเป้าหมายของชีวิต
ทรัพย์สินเงินทอง เกียรติยศชื่อเสียง ความรัก ความยอมรับนับถือ ความรัก หรืออะไรต่ออะไรอีกมากมาย เป็นคำตอบที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน
ทว่าเมื่อถามต่อไปว่า เราต้องการสิ่งเหล่านั้นมาเพื่ออะไร คิดแล้วคำตอบน่าจะมาลงที่สุดเดียวกันคือ “ความสุข”
ชีวิตมนุษย์ล้วนต้องการความสุข สิ่งอื่นๆ ที่พยายามเสาะแสวงมาหรือได้พบได้เจอและพยายามเก็บรักษาไว้ ล้วนเป็นสิ่งที่คิด หรือเชื่อว่าจะนำความสุขมาได้ ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสิ่งของ หรือความรู้สึกนึกคิดอะไรๆ ก็ตาม
คำถามที่น่าสนใจมีอยู่ว่า ระหว่าง “สิ่งที่คิด ที่เชื่อว่าจะนำความสุขมาให้” กับ “ตัวความสุขแท้ๆ” มนุษย์เราส่วนใหญ่ใช้ชีวิตเพื่อให้ได้มาซึ่งอะไรกันแน่
การสร้างความร่ำรวยไม่หยุดยั้ง การสะสมทรัพย์สินเงินทองไม่หยุดหย่อน ตะเกียกตะกายแสวงหาความยิ่งใหญ่ เกียรติยศชื่อเสียงให้มากขึ้นเรื่อยๆ การเงี่ยหูฟังคำสรรเสริญยินดีไม่รู้อิ่ม
สิ่งเหล่านี้แต่ละครั้งที่ได้มา ได้เสพสม ความสุขก็แผ่ซ่าน แต่ไม่นานความเอิบอิ่มยินดีนั้นก็จางหาย ทำให้ต้องแสวงหากันต่อไป จนไม่รู้เมื่อไรจะจบสิ้น
และเมื่อการแสวงหาสิ่งเหล่านี้อยู่ในสภาพบางครั้งก็สำเร็จ บางครั้งก็ล้มเหลว ไม่ได้ตามที่ปรารถนา
หวังว่าจะสุขกลับกลายเป็นเศร้า
และถึงที่สุดแล้วสิ่งต่างๆ ที่เชื่อว่านำความสุขมาให้และหามาได้แล้ว เอาเข้าจริงไม่คงทนถาวรอยู่ตลอดไป เสื่อม ละลาย แปรเปลี่ยนไป ก่อเกิดความเสียดาย อาลัย อาวรณ์ ต้องดิ้นรนแก้ไข เสียใจกับการจากลาทุกเรื่องราวไป
กระทั่งมีไม่น้อยที่นึกว่าจะนำสุขมาสู่ แต่กลับกลายเป็นพาอย่างอื่นมาให้เป็นภาระ ต้องจัดการต่อเนื่องไปไม่รู้จบรู้สิ้น สร้างความลำบาก ขัดใจให้เกิดขึ้น
คนเราทุ่มเทที่จะให้ชีวิตได้สิ่งเหล่านั้นอย่างมากมาย ดิ้นรนพยายามที่จะรักษาไว้ไม่น้อยอยู่กับความพยายามนั้น ยึดอยู่กับสิ่งเหล่านั้น กระทั่งหลงลืมไปเลยว่า ที่แท้อะไรต่ออะไรทั้งหลายที่หลงยึดว่าจะต้องมีต้องได้ต้องรักษาไว้นั้น ไม่ใช่ “ความสุข” อันเป็นเป้าหมายของชีวิต
การแสวงหา รักษา และยึดไว้ทำให้ชีวิตรุงรังกับภาระ จนหลงออกจากเส้นทางของความสุขไปเสีย
การจะกลับมาสู่เส้นทางของความสุขได้นั้นจะต้องหลุดออกจากการหลงวนกับสิ่งเหล่านี้ แล้วมองหาความหมายที่แท้ของ “ความสุข”
ฝึกใจให้นิ่งพอที่จะพุ่งเป้าไปที่ “ความสุข” อย่างแน่วแน่
ซึ่งที่สุดแล้วจะพบว่า ความเบิกบาน แจ่มใส รื่นรมย์ของชีวิตนั้นรออยู่เบื้องหน้าให้สัมผัสแล้ว
เป็นสัมผัสที่เข้าถึงได้โดยง่าย
แค่ยินดีกับรอยยิ้มของเด็กน้อย อิ่มใจกับการได้เห็นกลีบดอกไม้คลี่บานรับแสงแดดยามเช้า หรืออะไรต่ออะไรที่ดำเนินไปตามวิถีแห่งธรรมชาติ ณ ปัจจุบันขณะเบื้องหน้า
นั่นเป็นการเข้าถึงความสุขอย่างไม่มีเงื่อนไข
มนุษย์เราเกิดมาพร้อมกับใจที่พร้อมจะเสพความสุขโดยตรงเช่นนั้นอยู่แล้ว
เพียงแต่วันเวลาที่เติบโตมากับค่านิยมของสังคมที่ชี้นำให้เห็นความสำคัญของการแสวงหา และสะสมสิ่งต่างๆ ทำให้เราหลงลืม “ความสุข” ที่แท้ไป
การกลับคืนสู่ธรรมชาติที่จะสัมผัสความสุขอย่างตรงไปตรงมาได้
กลายเป็นเรื่องต้องอาศัยการฝึกจิตกันใหม่
ฝึกให้ละวางการแสวงหา และสะสม สิ่งที่เชื่อ ที่คิดว่าจะเป็นเครื่องมือ อุปกรณ์ หรือพาหนะนำความสุขมาให้เหล่านั้นเสีย
ซึ่งไม่ง่ายเลย จำเป็นต้องใช้ความเพียรให้เหมาะสมกับความทะยานอยาก และยึดติดของแต่ละคน

