ถ้าให้เลือกระหว่างคลิปคนช่วยเหลือสุนัข กับเมียหลวงพ่นสเปรย์ใส่รถสตรีที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นเมียน้อย เกือบร้อยคล้อยใจไปกดดูคลิปที่สอง อาจเพราะสนใจในเนื้อหา อยากรู้เท่าทันเหตุการณ์ หรือเพื่อการพูดคุยกับชาวบ้านได้อย่างสนุกปาก อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมการโพสต์ภาพหรือคลิปที่มีความรุนแรง ยั่วยุ เสียดสี เกิดขึ้นไม่รู้จบบนสื่ออิเล็กทรอนิกส์
อีกทั้งนับวันก็ยิ่งได้รับความสนใจมากขึ้น ดูได้จากจำนวนยอดไลค์ยอดแชร์ ยอดคอมเมนต์ที่โต้แย้งกันอย่างดุเดือดในนาทีนี้ และอาจปฏิเสธไม่ได้ว่า เราท่านต่างก็เป็นหนึ่งในผู้ที่กดเข้าชมเช่นกัน
แม้ “ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ก็รู้ไว้ใช่ว่า” อาจเป็นนิยามการกระทำของผู้ใช้สื่อ ที่มาของคำตอบว่า เหตุใดผู้คนจึงให้ความสนใจเนื้อหาที่มีสีสันและอารมณ์ มากกว่าเนื้อหาที่จรรโลงโลก
เหตุใดผู้คนที่คิดต่างถึงโดนประณามได้ว่าไม่มีศีลธรรม ไม่ถูกต้อง
การเสียดสีก็เป็นอีกลักษณะหนึ่งของการแสดงความคิดเห็นว่า “ไม่เห็นด้วย” เป็นการโจมตีในทางอ้อมที่จะสามารถเซฟตัวเองจากคดีหมิ่นประมาท แม้จะไม่ได้โจมตีโดยตรง แต่ก็คงสะใจที่ได้โจมตี
“การประทุษร้ายทางวาจา หรือความก้าวร้าวในโลกออนไลน์มีมานานแล้ว แต่ ณ ปัจจุบันมีความรุนแรงมากกว่า เพราะสมัยก่อนยังไม่มีโซเชียลเน็ตเวิร์ก ทุกอย่างเกิดขึ้นบนเว็บบอร์ดซึ่งมีเว็บมาสเตอร์คอยคัดกรองความคิดเห็นที่จะก่อให้เกิดความรุนแรง หรือปะทะกันทางวาจา ต่างจากปัจจุบันที่จะเกิดความรุนแรงบนโซเชียลมีเดียก่อนแล้วเหยื่อไปแจ้งลบทีหลัง และยังมีปัจจัยเสริม คือคนสมัยนี้เข้าถึงสื่อได้ง่ายขึ้นผ่านสมาร์ทโฟน ความรุนแรงจึงทวีตามจำนวนคนที่เข้าถึงสื่อ”
ดร.จอมพล พิทักษ์สันตโยธิน ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเกี่ยวกับอินเตอร์เน็ต อาชญากรรมไซเบอร์ เกริ่นก่อนจะโยงให้เห็นภาพความน่ากลัวของโซเชียลมีเดียว่า การใช้ “นามแฝง” ประกอบกับการใช้ภาพการ์ตูน หรือบุคคลอื่นด้วยแล้วก็ยิ่งทำให้มั่นใจได้ว่า ไม่ว่าจะคอมเมนต์รุนแรงแค่ไหนก็ไม่มีใครรู้ตัวตนที่แท้จริงอย่างแน่นอน
มนุษย์กับความรุนแรงบนสื่อโซเชียล
รศ.คณาธิป ทองรวีวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันกฎหมายสื่อดิจิทัล มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ได้แบ่งความรุนแรงเป็น 2 ระดับ คือ 1.ความรุนแรงส่วนบุคคล 2.ความรุนแรงของกลุ่ม ซึ่งแยกออกเป็น “ความรุนแรงเชิงกายภาพ” คือมีผลกระทบต่อกายภาพ ชีวิตร่างกาย หรือทรัพย์สินที่จับต้องได้ โดยสื่อให้เห็นภาพอย่างชัดเจนของการทำลายข้าวของ ทำร้ายร่างกาย ทุบรถ เผาบ้าน หรือเอาสิ่งของเขวี้ยงกัน และ “ความรุนแรงในเชิงขัดแย้งระดับความคิด” เกิดจากความคิดเห็นไม่ลงรอยกันในเชิงพื้นฐาน แนวคิด ความเชื่อ อย่างรุนแรง
กรณีเมียหลวงพ่นสีสเปรย์รถเมียน้อย ทุบรถเจ้าหนี้ ขับรถปาดกันจนมีปากเสียง ฯลฯ เหล่านี้เป็นความรุนแรงที่มาจากความสัมพันธ์ส่วนบุคคลทั้งสิ้น
“สมัยนี้แตกต่างจากเมื่อก่อน ที่เวลาทะเลาะตบตีกันจะเอามาเผยแพร่ต่อให้คนอื่นได้รับรู้ไปด้วยผ่านการโพสต์ ไลฟ์สด หรือสตรีม” คำกล่าวของ รศ.คณาธิปชี้ให้เห็นชัดว่า ปัจจุบันสื่อออนไลน์มีอิทธิพลต่อชีวิตคนอย่างมาก
พร้อมอธิบายต่อว่า เป็นธรรมชาติของมนุษย์ชอบดูอะไรที่ตลก ถ้าเห็นโพสต์นักวิชาการก็มักไม่มีใครดู เป็นเทรนด์ใหม่ที่เมื่อใครเดือดร้อนหรือมีความทุกข์ทรมาน คนจะแห่เข้าไปดูด้วยความอยากรู้ ดูเพราะความตื่นเต้น
“คนชอบเรื่องรุนแรง เพราะเรื่องที่ดีไม่มีฝ่ายผิด-ถูก เรื่องสิ่งแวดล้อม ลดถุงกระดาษ ไม่สนุกตื่นเต้นเท่ากับคนนี้ตัวปลอม คนนี้โกง คนนี้สุจริต”

สอดคล้องกับ ดร.จอมพลที่ยกคำอธิบายผ่านมุมมองความเป็นมนุษย์ว่า โดยพื้นฐานแล้วเรื่องเพศหรือความรุนแรงเป็นสัญชาตญาณของความเป็นมนุษย์ และด้วยไซเบอร์สเปซเป็นพื้นที่เปิดให้คนสามารถเข้าไปแสดงความคิดเห็นได้ เมื่อมีคลิปความรุนแรงหรือเรื่องทางเพศ จึงให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ
หาพวกร่วมอุดมการณ์ รวมกลุ่มเพื่อโจมตี
ปฏิเสธไม่ได้ว่า “มนุษย์เป็นสัตว์สังคม” และสังคมคือ “คนหมู่มาก” พื้นที่ไซเบอร์สเปซก็เป็นสังคมอีกลักษณะหนึ่ง การได้เป็นส่วนหนึ่งท่ามกลางคนหมู่มากก็น่าจะสร้างความอุ่นใจได้ว่าหากเกิดอะไรขึ้นก็ยังมีผู้ร่วมชะตากรรม
หรือนี่จะเกิดจากความกลัวของมนุษย์ กลัวว่าเมื่อคิดแปลกแยกแล้วจะไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม จนกลายเป็นผู้โดดเดี่ยวทางอุดมการณ์
ดร.จอมพลให้ความเห็นว่า การทำกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มกันจะทำให้รู้สึกปลอดภัยกว่า อย่างน้อยความคิดเห็นที่แสดงออกไปก็มีคนเห็นด้วยมากกว่าจึงรู้สึกมั่นใจที่จะแสดงออก
“อีกส่วนหนึ่งคือสังคมไทยเป็นประเภทที่ว่าเฮไหนเฮนั่น เห็นเพื่อนทำอย่างนั้น พูดอย่างนี้ เราก็พูดบ้าง ทั้งที่ตัวเองยังไม่รู้เลยว่าต้องการจะพูดอะไร เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย จะเรียกว่าเป็นอุปาทานหมู่ก็ได้”
ด้วยเหตุนี้ มนุษย์จึงมีลักษณะชอบหาพวกร่วมอุดมการณ์ ที่ไม่ว่าจะระดับความสัมพันธ์ไหนก็จะต้องหาฝ่ายเดียวกันเพื่อร่วมโจมตีฝ่ายที่เห็นต่าง เช่น ก่อนหน้านี้ที่มีกรณีล่าแม่มด ซึ่งที่จริงแล้วเป็นปรากฏการณ์ที่มีมาแต่โบราณ และในปัจจุบันยิ่งสะท้อนให้ชัดเห็นผ่านการตั้งกลุ่มแก๊งทางเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อย่างปรากฏการณ์ติดแฮชแท็ก #ทีมไม่ลวกหมี่หยก #ทีมลวกหมี่หยก ที่แม้จะดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่จะเป็นในลักษณะนี้กับทุกเรื่อง
“คนในยุคสังคมออนไลน์ชอบอะไรคนเดียวไม่ได้ หรือไม่ชอบคนเดียวไม่ได้ จะต้องหาพวกมาร่วม แปลกที่ผมกลับมองว่านี่ไม่ใช่ความรุนแรง แต่เป็นสีสัน เป็นสิ่งที่สวยงามบนอินเตอร์เน็ต เพราะคือเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นซึ่งย่อมต้องแตกต่างกันได้ ตราบใดที่ไม่เกินขอบเขตหรือทำให้เกิดความกระทบเสียหายต่อกัน แต่ภาครัฐชอบมองไปในทิศทางเดียวกันว่าความแตกต่างคือความรุนแรง ในทางกลับกันการเป็นทีมเดียวกันหมดแล้วจะดูสามัคคีก็ไม่ใช่” รศ.คณาธิปย้ำชัด
คนเราสามารถแสดงความคิดเห็นได้เท่าที่ไม่กระทบสิทธิของคนอื่น ซึ่งหมายรวมทั้งสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย สิทธิในชื่อเสียง และความเป็นส่วนตัว ซึ่งปกติแล้วจะมีเส้นแบ่งทางกฎหมายอยู่ หากกระเทือนต่อสิทธิในเรื่องชื่อเสียงก็จะมีกฎหมายหมิ่นประมาทคอยควบคุม แต่อีกฟากนึงคือการแสดงความคิดเห็นที่เป็นไปในแง่ร้าย หรือเป็นการโจมตีในลักษณะที่ยังไม่เข้าข่ายหมิ่นประมาท แต่ก็อาจเป็นการคุกคามทางวาจาบนโลกออนไลน์ หรือ Cyber harassment ได้
ที่น่ากลัวที่สุดคือ ทุกวันนี้คนคิดเร็ว ตัดสินง่าย ก็เพราะต้องผ่านเนื้อหามหาศาลในเวลาน้อยนิด จึงต้องรีบสรุปแบบสวยๆ เท่ๆ ว่าฉันมีความรู้ ฟันธงได้เลยว่าคนนี้หน้าตาเหมือนโจร ต้องเป็นคนร้าย คนนี้ดูน่าสงสาร จะต้องเป็นคนที่ถูกโกง ทั้งที่ข้อมูลในมือไม่มากพอที่จะตัดสินได้
“ทุกวันนี้คนชอบมองแค่ขาวกับดำ และชัดเจนด้วยว่าฝ่ายขาวจะต้องได้รับการชื่นชม ส่วนฝ่ายดำก็ต้องตายไปเลย ที่น่ากลัวเพราะเป็นทัศนคติของการรวมพวกมาตัดสินคน คนมีบทบาทเป็นฮีโร่ เห็นใครเดือดร้อนก็ต้องเข้าไปแยกแยะถูก-ผิด ปัญหาหลักๆ จึงไม่ได้เกิดจากคนที่ก่อความรุนแรงตั้งแต่ต้น แต่เกิดจากผู้ชมซึ่งมีบทบาทเป็นฮีโร่ทางอินเตอร์เน็ต เป็นศาลเตี้ยช่วยพิพากษา ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัวมากในสังคมออนไลน์”
“ความอยากรู้ไม่พอ ต้องหาคนผิดให้ได้ ต้องเข้าไปช่วยตัดสินคนถูก-ผิด คนถูกต้องได้รับการชื่นชม คนผิดต้องได้รับการลงโทษผ่านการด่าประจาน จับผิด ขุดคุ้ยข้อมูลส่วนบุคคลมาแฉ เอาเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวเข้ามาโยง ทำให้ลามไปเรื่อย ซึ่งอาจกลายเป็นการเป็นหมิ่นประมาทได้”
รศ.คณาธิปยังชี้ด้วยว่า คนไทยมีแนวคิดที่ประหลาด มักมองว่าเนื้อหาที่รุนแรงจะทำให้เด็กมีพฤติกรรมเลียนแบบ ซึ่งศาลต่างประเทศบอกว่าเนื้อหาความรุนแรงจะต้องมีลักษณะถึงขั้นเป็น “ฮาวทู” (How to) เช่น สอนว่าระเบิดทำอย่างไร เช่นนี้ถึงจะเป็นพฤติกรรมที่กระตุ้นให้เกิดความรุนแรง แต่เนื้อหาความรุนแรงทั่วไป อย่างเช่น เกม ศาลอเมริกาตัดสินมาแล้วว่าเกมไม่ถือเป็นพฤติกรรมที่ทำให้เด็กเลียนแบบ เพราะแม้ว่าในเกมจะฟันกันหัวขาด แต่เด็กก็ไม่ได้ลุกไปเอามีดมาฟันหัวขาดทันที
“เราไม่ควรคิดแทนเยาวชน เพราะเด็กก็มีวิจารณญาณ ไม่ได้เชื่อง่ายถึงขนาดที่เห็นแล้วจะต้องทำตาม ผมว่าเด็กน่ากลัว เพราะเขารู้มากกว่าผู้ใหญ่หลายคน”
ขณะที่ ดร.จอมพลมองว่า มีความเป็นไปได้ที่เนื้อหาหรือคอมเมนต์ที่รุนแรงอาจจะมีลักษณะที่เรียกว่า Cyber harassment หรือการคุกคามทางไซเบอร์ ยิ่งในกรณีของเด็กหรือเยาวชนก็อาจจะเข้าข่าย Cyber Bullying ได้ สุดท้ายแล้วหากผู้ที่ได้รับสารเหล่านั้นมีภูมิคุ้มกันทางจิตใจต่ำ ก็อาจเก็บไปคิด เกิดความรู้สึกแย่ ไม่มั่นใจในตัวเอง วิตกกังวลจนนำไปสู่ภาวะกดดัน ซึมเศร้า และอาจเลวร้ายถึงขนาดมีความคิดที่จะฆ่าตัวตาย
ฟังน้อย ตัดสินเร็ว ลักษณะเฉพาะสังคมไทยยุคไซเบอร์
ดร.จอมพลเปิดเผยว่า ปัญหาหลักของผู้เสพสื่อในไทยคือ ไม่ค่อยใช้เวลาในการคิดวิเคราะห์ เมื่อได้รับข้อมูลก็จะโต้ตอบหรือแชร์ทันที “เพื่อนคอมเมนต์ก็คอมเมนต์ตาม ทั้งที่ไม่รู้หัวใจตัวเองเลยว่าคิดอย่างไร เห็นด้วยหรือไม่ แต่โจมตีไปก่อนโดยที่ไม่ได้ยั้งคิด และเมื่อข่าวนั้นเปิดเผยทีหลังว่าผิดกับที่คาดไว้ก็จะปล่อยเลยตามเลย สิ่งที่คอมเมนต์ไปแล้วก็ช่างมัน ซึ่งสังคมที่รู้เท่าทันสื่อไม่น่าจะมีลักษณะอย่างนี้”
“อีกประเด็นคือเรื่องกระแสที่มาเร็วไปเร็ว พุ่งสูงในระยะเวลาอันสั้น แต่เมื่อถึงจุดพีคกระแสก็จะตกฮวบฮาบแล้วหายจางไปเหมือนจุดพลุ โดยไม่มีใครสนใจหรือติดตามประเด็นนั้นต่อจนกว่าเรื่องนั้นจะวนซ้ำกลับมา
นี่คือลักษณะเฉพาะของสังคมไทย ที่บางครั้งทำให้เกิดปัญหา อย่างประเด็น “ข่มขืน = ประหาร” ถามว่าวนซ้ำมากี่ครั้งแล้ว สุดท้ายก็ยังไม่ได้คำตอบจากเรื่องนี้” ดร.จอมพลกล่าว
รศ.คณาธิปแนะนำว่า ในฐานะผู้ใช้สื่อ อันดับแรกต้องแยกว่าเราอยู่จุดไหน เป็นคนเริ่มเรื่องหรือเป็นคนที่มีปฏิกิริยาต่อเรื่องคนอื่น
“หากเป็นคนเริ่มเรื่อง โพสต์ หรือถ่ายคลิป ก็มีความเสี่ยงที่จะผิดกฎหมายหลายฉบับ อาจผิดฐานทำร้ายร่างกาย ทำให้เสียทรัพย์ และสิ่งที่โพสต์ก็ต้องดูว่าผิดอะไรหรือไม่
ส่วนผู้ชมที่น่ารัก ฉันไม่ทำอะไร ฉันซุ่มฉันส่อง ก็ไม่มีทางที่จะผิดกฎหมาย เพราะ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ปีླྀ ไม่ได้ตีความถึงการดู ต่อให้เป็นข้อมูลเลวร้ายผิดกฎหมายสามารถดูได้ และตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาก็ถือว่าสามารถเซฟได้อยู่ แต่จะผิดก็ต่อเมื่อข้อมูลก้อนนั้นถูกฟ้องศาลแล้วศาลสั่งห้ามเผยแพร่ เช่น สื่อลามก ข่าวปลอม หมูไก่เป็นเอดส์ ฯลฯ
กลุ่มสุดท้าย คือผู้ชมที่มีแอ๊กชั่น ทั้งส่งต่อ ฟอร์เวิร์ด หนักสุดคือคอมเมนต์เพิ่ม ก็เสี่ยงที่จะมีความผิดได้”
ดร.จอมพลยังแสดงความเป็นห่วงด้วยว่า เด็กควรจะต้องมีการเรียนรู้ในเรื่องการรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) เมื่อเจอเนื้อหารุนแรง หรือการคุกคามจะได้รู้วิธีการจัดการกับสิ่งเหล่านั้น เช่น คุยกับพ่อแม่ คุณครู ออกจากกลุ่ม หรือจัดการบล็อก เพื่อไม่ติดต่อสื่อสารกับคนเหล่านั้นต่อไป ส่วนผู้ใหญ่ก็ต้องมีความรู้เท่าทันสื่อเช่นกัน และใช้สติในการคิดวิเคราะห์ก่อนที่จะแชร์หรือคอมเมนต์โต้กลับไป ว่าสิ่งที่แชร์ไปนั้นเป็นข้อมูลจริง-เท็จมากน้อยเพียงใด
การโต้ตอบจะทำให้เราเข้าสู่วังวนของการปะทะกันโดยไร้จุดหมายหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการการชั่งใจของผู้ใหญ่เอง


