ในหลายฉากที่น่าทุกข์ตรมของ “พ่อ-ลูก” ที่ปรากฏในภาพยนตร์ “Beautiful Boy” มีทั้งความขื่นขมและความรักอย่างสุดหัวใจ นับตั้งแต่ลูกชายวัยรุ่นสารภาพกับพ่อว่าติดยาเสพติด และนับเนื่องไปอีกหลายต่อหลายฉาก เมื่อเขาพ่ายแพ้ต่อการบำบัดเลิกยาครั้งแล้วครั้งเล่าจนแทบไม่เหลือความหวัง เลยเถิดถึงขนาดขโมยเงิน 8 เหรียญในกระปุกออมสินของน้อง แต่ไม่ว่าจะตกต่ำย่ำแย่แค่ไหน ผู้เป็นพ่อก็จะเฝ้าตามไปพยุงชีวิตลูกชายทุกคราไป
ข้างต้นคือเรื่องราวที่ปรากฏในภาพยนตร์ “Beautiful Boy” หนังดราม่าจากชีวิตจริงของ “เดวิด เชฟ” และ “นิค เชฟ” พ่อผู้เป็นนักเขียนคอลัมน์ให้หนังสือพิมพ์และนิตยสารแนวหน้าในสหรัฐ และต้องใช้เวลายาวนานรับมือและดึงลูกชายวัยรุ่นที่ติดยา “นิค เชฟ” ให้ก้าวผ่านช่วงเวลาตกต่ำที่สุดและดำเนินชีวิตต่อไปให้ได้
ตัวหนังพัฒนาบทมาจากหนังสือ 2 เล่ม คือ “Tweak” เขียนโดยนิค เชฟ ผู้เป็นลูกตีพิมพ์เมื่อปี 2007 จากนั้นถัดมาอีก 1 ปี จึงมีหนังสืออีกเล่ม เรื่อง “Beautiful Boy” เขียนโดย ผู้เป็นพ่อเดวิด เชฟ


เมื่อผนวกหนังสือทั้งสองเล่มสู่เรื่องราวในภาพยนตร์เราจึงได้เห็นมุมมองเรื่องราวของชีวิต “ลูกชายติดยา” ที่มีพ่อคอยประคับประคอง พร้อมกับการที่หนังใช้การเล่าแบบแฟลชแบค “ย้อนหลัง” ชีวิตในอดีตเป็นระยะ ถ่ายทอดให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันเหนียวแน่นของพ่อลูกคู่นี้ ที่แม้จะมีสถานการณ์ที่ “เปราะบาง” เข้ามาพิสูจน์ขนาดไหนกี่ครั้งกี่หน แต่ทั้งลูกและพ่อคู่นี้ก็ยังกอดคอประคองกันไปข้างหน้าได้ หนังจึงมีทั้งเรื่องราวที่น่าประทับใจและขมขื่นไปอย่างคู่ขนาน
“Beautiful Boy” เป็นหนังเรียบๆ แต่มีเนื้อเรื่องที่พูดถึง “ความรักที่ไม่มีเงื่อนไข” และทรงพลังพอจะให้เราสัมผัสได้ว่า “พ่อ” คนหนึ่งจะรักลูกได้มากเพียงใด โดยไม่ต้องพร่ำบอกมากมาย
ตัวหนังเล่าเรื่องสองส่วน ส่วนแรกคือ “เรื่องราวจากมุมของพ่อ” ที่อยู่ในความหม่นหมอง แต่ยังเปี่ยมด้วยความหวังที่จะพาลูกชายรอดพ้นจากภาวะติดยาเสพติดไม่ว่าจะยากแค่ไหน เขาเดินสายไปพบผู้เชี่ยวชาญเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลผู้ติดยาเสพติด โดยเฉพาะ “ยาไอซ์” เพื่อทำความเข้าใจถึงสภาวะทางร่างกายและจิตใจของผู้ติดยาเพื่อเข้าถึง “ลูก” ให้ได้มากที่สุด
“สตีฟ คาเรล” ผู้มีภาพลักษณ์นักแสดงตลกหน้าตายในภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดหลายเรื่อง แต่ระยะหลังสลัดภาพความคอมเมดี้หันมารับบทดราม่าในภาพยนตร์หลายเรื่อง รับบทเป็น “เดวิด เชฟ” พ่อผู้ถ่ายทอดความรัก ความผิดหวัง ความทุกข์ ความเห็นอกเห็นใจได้ครบกระบวน


นี่คือเรื่องจริงของพ่อที่ทุ่มเททั้งเงินทองจนถึงกายใจ ทำถึงขนาดต้องการหาคำตอบทดลองใช้สารเสพติดกับตัวเองเพื่อจะพิสูจน์ และสัมผัสถึงความนึกคิดของลูกชายว่ากำลังเป็นอะไร ทำไมลูกถึงติดยาและเมื่อยาออกฤทธิ์ต่อสมองแล้ว จะรู้สึกอย่างไร เป็นการพยายามเข้าไปค้นหาทุกอณูความคิดและจิตใจของลูกชาย
ขณะที่อีกส่วนของภาพยนตร์เล่ามุมมองของ “นิค” ลูกชายวัยรุ่น รับบทโดยนักแสดงหนุ่มดาวรุ่งผู้นิยมครอบครองบทบาทหนุ่มเจ้าปัญหาในหนังนอกกระแส “ทิโมธี ชาลาเมต์” ในบท “นิค” เด็กหนุ่มอนาคตไกล ผู้มีความซับซ้อนมากมายซุกซ่อนอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของเขา
หนังพาไปสำรวจแต่ไม่ตัดสินว่า “ต้นตอ” ของการลองใช้ยาเสพติดของ “นิค” คืออะไร เช่นฉากที่เขาบอกพ่อที่กำลังว้าวุ่นใจในช่วงที่เขาติดยาใหม่ๆ และเข้ารับการบำบัดครั้งแรกว่า เขาไม่รู้ว่าทำไมถึงหลงใหลในยาเสพติดได้ขนาดนี้ และเกิดความรู้สึกอยากลองเอามากๆ เพราะมีความสุข
ด้วยขณะนั้น “นิค” เชื่อว่าเขาเอาอยู่และจะเลิกได้ แต่เมื่อสถานการณ์ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด แม้จะพยายามรื้อฟื้นเตือนสติตัวเองให้หลาบจำว่า ตอนยาเสพติดทำลายเขามันทรมานมากขนาดไหน แต่ที่สุด “นิค” ก็ไม่อาจต้านทานได้
ตัวหนังนำเสนอให้เห็นภาวการณ์ของช่วงชีวิต “นิค” ตั้งแต่เด็กจนเติบโต ทั้งปัจจัยภายนอกที่พ่อแม่แยกทางก็จริง แต่เขายังคงได้รับความรักและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัวใหม่ของพ่อ สลับกับการได้ไปใช้ชีวิตบางช่วงกับแม่

หนังปูให้เราเห็นพื้นนิสัยใจคอและคาแร็กเตอร์ของ “นิค” จากเด็กชายตัวน้อยติดพ่อ ชอบเพลงร็อก ค่อยๆ เติบโตเป็นหนุ่มน้อยที่เก็บตัวชอบเขียนหนังสือ วาดรูป บ่นระบายทุกอย่างในหน้ากระดาษ ไปจนถึงอุปนิสัยที่มีความ “ขบถ” ผ่านรสนิยมการเสพกวี
หลายครั้งหนังสะท้อนว่า “นิค” มักมีความรู้สึกแปลกแยกจากพ่อและครอบครัวใหม่อยู่ลึกๆ แม้จะไม่บ่งชี้สาเหตุความ แปลกแยก แต่จะเห็นได้ชัดในหลายฉากว่า “นิค” ไม่อาจยอมรับให้ความสุขเข้ามาสู่ชีวิตตัวเอง และต้องทนทุกข์ต่อสู้ทางความคิดของการหลงใหลยา กับความต้องการกลับมาเป็นลูกชายที่พ่อภูมิใจ แต่เมื่อตั้งใจกลับมาบำบัดเลิกยากี่ครั้ง ผ่านไปกี่ปี หรือแม้กระทั่งเคยหยุดยามาได้ปีกว่า “นิค” ก็ยังไม่สามารถหลุดพ้นวงจรนี้ได้
ในเรื่องราวชีวิตจริง ปัจจุบัน “นิค” ถึงจุดที่เขาหยุดใช้ยาเสพติดมาได้ 8 ปี แล้ว แต่ทั้งพ่อและลูกชายต่างก็ยังมองว่า นี่ไม่ใช่บทสรุปแบบแฮปปี้เอ็นดิ้ง แต่เป็นชีวิตของสองพ่อลูกคู่นี้ ที่ช่วยกันประคับประคองให้นิคใช้ชีวิตผ่านพ้นไปได้ในแต่ละวันโดยไม่หวนกลับไปใช้ยาเสพติด
“Beautiful Boy” เป็นหนังที่เล่าเรื่อง “ความสัมพันธ์ของพ่อและลูกชาย” ได้น่าประทับใจ และน่าเห็นใจทั้งสองฝ่าย ความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่น แต่ต้องผ่านภาวการณ์อันเปราะบาง และไม่อาจอธิบายได้ด้วยคำพูดใด นอกจาก “ความรู้สึก” ล้วนๆ เฉกเช่นเดียวกับเพลง “Beautiful Boy” ของ “จอห์น เลนนอน” ที่พ่อร้องให้นิคฟังเมื่อครั้งยังเด็ก
…หลับตาเสียเถิดลูกน้อยไม่ต้องหวาดกลัวใดๆ
ปีศาจผ่านพ้นไปแล้ว
และพ่อของลูกอยู่นี่แล้ว เจ้าลูกชายตัวน้อยผู้แสนงดงามของพ่อ
…ไม่ว่าลูกจะปรารถนาอะไร มันจะดีขึ้นและดีไปเรื่อยๆ


