ภายหลังปี 2018 ประเทศไทย โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมการท่องเที่ยว ครั้งที่ 37 หรือ “The 37th ASEAN Tourism Forum (ATF 2018)” ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี
เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน และสนับสนุนให้ภูมิภาคอาเซียนเป็นจุดหมายปลายทางเดียวด้านการท่องเที่ยว (Single Destination) รวมถึงเป็นเวทีแสดงศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของกลุ่มประเทศสมาชิกต่อกลุ่มประเทศพันธมิตรคู่เจรจา ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน อินเดีย และรัสเซีย โดยงานดังกล่าวกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนจะหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพเรียงตามตัวอักษรภาษาอังกฤษตามข้อตกลงในที่ประชุมกรอบความร่วมมืออาเซียน
สำหรับปีนี้ 2019 สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม รับไม้ต่อจากไทยเป็นเจ้าภาพในการจัดงานครั้งที่ 38 ภายใต้แนวคิด “ASEAN The Power Of One” ระหว่างวันที่ 14-19 มกราคม ที่หอประชุม Quang Ninh Exhibition of Planning and Expo Center เมืองฮาลอง ประเทศเวียดนาม


ภายในงานประกอบด้วย การประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการท่องเที่ยวและการประชุมระดับรัฐมนตรีการท่องเที่ยว (NTOs) ของประเทศอาเซียน และประเทศพันธมิตรคู่เจรจา ซึ่งมี วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เข้าร่วมการประชุม คู่ขนานกับการจัดงานแฟร์ส่งเสริมการขายและการตลาด Travel Exchange (TRAVEX) เป็นการส่งเสริมการขายทางการท่องเที่ยวและการเจรจานัดหมายทางธุรกิจ (B2B) ระหว่างผู้ขาย (Sellers) และผู้ซื้อ (Buyers) จากประเทศกลุ่มทวีปยุโรป อเมริกา และเอเชีย รวมทั้งกิจกรรม Media Briefing โดยมีผู้สนใจร่วมงานนับพันคน ตลอดจนได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนทั่วโลกอย่างคึกคัก
ฉัททันต์ กุญชร ณ อยุธยา รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า งาน ATF เป็นงานส่งเสริมการท่องเที่ยวที่สำคัญ และเป็นงานประชุมของผู้บริหารระดับสูงด้านการท่องเที่ยวที่ใหญ่และสำคัญที่สุดของภูมิภาคอาเซียน การจัดงานทุกครั้งจะเป็นที่จับตาและได้รับความสนใจจากประเทศทั่วโลก เนื่องจากขณะนี้การท่องเที่ยวของอาเซียนเติบโตต่อเนื่อง โดยปีนี้ ททท.ในฐานะตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมงานดังกล่าว ภายใต้แนวคิดหลัก “Advancing Partnership for Sustainability” หรือ “ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน” มีการจำลองบ้านทรงไทยผสมผสานกับแคมเปญ Amazing Thailand “Open to the New Shades” และมี Art in Paradise มาร่วมจัดภาพสามมิติสะท้อนความเป็นไทยให้ผู้ร่วมงานร่วมถ่ายภาพ นอกจากนี้ ยังมีผู้ประกอบการท่องเที่ยวเข้าร่วมบูธ รวม 20 ราย ประกอบด้วย ผู้ประกอบการโรงแรม DMC และสถานบริการทางการท่องเที่ยว เช่น โรงแรมเดอะ สุโกศล ศรีพันวาภูเก็ต มหานคร สกายวอล์ก ดรากอนฟลายทัวร์ ฯลฯ แต่เนื่องจากพื้นที่ภายในบูธมีจำกัด ผู้ประกอบการหลายรายจึงผิดหวังที่ไม่สามารถเข้ามาร่วมบูธได้ จึงได้จัดซื้อบูธของตนเอง
นับว่างาน ATF ยังคงได้รับความนิยมและชื่นชอบของบรรดาเหล่าผู้ประกอบการไทยต่อเนื่อง

ฉัททันต์กล่าวต่อว่า สำหรับกรอบความร่วมมืออาเซียนสำคัญปีนี้ มีเป้าหมายให้ประเทศสมาชิกรวมกันเป็นหนึ่งเดียว โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (No One Left Behind) แม้งาน ATF อาจไม่ใช่เวทีผลักดันความร่วมมือระดับชาติ ทว่าที่ผ่านมากลับเกิดความร่วมมือเป็นรูปธรรมหลายเรื่อง ได้แก่ การท่องเที่ยวเชิงศาสนาพุทธ (Buddha Tourism) การสื่อสารในภาวะวิกฤต (Crisis Communication) การพัฒนาบุคลากรเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว เช่น การฝึกอบรมบุคลากรร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิก การฝึกอบรมภาษาที่สาม รวมถึงการทำการตลาดท่องเที่ยวร่วมกัน ล่าสุด งาน ATF ครั้งนี้ยังเกิดการผลักดันในเรื่องการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ โดยการลดขยะ ลดพลาสติก รวมถึงการสนับสนุนการส่งเสริมการท่องเที่ยวสำหรับทุกเพศทุกวัย คนพิการให้สามารถเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว หรือ Tourism for All โดยภาพรวมทุกประเทศสมาชิกพยายามสานต่อกรอบความร่วมมือที่ตกลงร่วมกัน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวให้เชื่อมโยงกันทั้งอาเซียน ตลอดจนพยายามพัฒนาการท่องเที่ยวสู่ดิจิทัลมากขึ้น
“มีหลายประเด็นน่าสนใจที่สื่อมวลชนต่างชาตินำเสนอต่อไทย โดยเฉพาะการทำวีซ่าออนไลน์ หรือ E-Visa หลายประเทศยังคงจับตาและเห็นพ้องกันให้ไทยเร่งดำเนินการ มีการตั้งคำถามมากมาย มองว่าไทยต้องให้ข้อมูลความคืบหน้าดังกล่าวมากขึ้น รวมถึงประเด็นการเปิดให้วีซ่าครอบคลุมทั้งอาเซียน ประเด็นนี้มีการถกและพูดคุยทุกปี เรื่องนี้ต้องใช้เวลาเพราะเกี่ยวข้องกับความมั่นคงระหว่างประเทศ ส่วนตัวเห็นว่าอาเซียนต้องร่วมกันผลักดันการเดินทางให้เชื่อมต่อระหว่างกันก่อน อย่างไรก็ตาม จะนำประเด็นดังกล่าวเสนอต่อรัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและการกีฬา เพื่อหารือกับกระทรวงการต่างประเทศต่อไป” ฉัททันต์กล่าว


ด้าน รมว.วีระศักดิ์เปิดเผยภายหลังการประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวระดับอาเซียนว่า ตัดสินใจหยิบยกเรื่องการส่งเสริมการท่องเที่ยวทั้งอาเซียนต้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางวัฒนธรรม เพราะที่ผ่านมาอาเซียนมีความพยายามดึงดูดนักท่องเที่ยวเท่านั้น ซึ่งในที่ประชุมเห็นด้วยต่อประเด็นดังกล่าว ต่อมามีการพูดถึงกรอบความร่วมมือเมื่อเกิดภาวะวิกฤต การสนับสนุนและการให้ความช่วยเหลือ การเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างประเทศผ่านทางบก (Road Mobility) โดยพบว่า การเดินทางข้ามแดนยังไม่เป็นไปตามบันทึกความร่วมมือที่เคยลงนามร่วมกัน รวมทั้งมีการรายงานผลดำเนินการตามกรอบความร่วมมือของแต่ละประเทศ หลังจากนี้ ไทยจะนำประเด็นทั้งหมดกลับไปหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เช่น การส่งเสริมการท่องเที่ยว 55 เมืองรอง (Less visited area) ให้สำเร็จ การประสาน ลาว กัมพูชา และเวียดนาม เพื่อสร้างกิจกรรมและระบบ Self Drive เนื่องจากปัจจุบันเศรษฐกิจเวียดนามเติบโตขึ้น โดยเมื่อเดือนธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา มีชาวเวียดนามบินมาเที่ยวไทยถึง 1 ล้านคนเป็นครั้งแรก และยังมีกลุ่มคนชอบรถหรูตั้งเป็นกลุ่มชมรมย่อยเพื่อขับรถทางไกล
“น่ายินดีที่ปีนี้เป็นปีแรกที่จำนวนนักท่องเที่ยวในอาเซียนเข้ามาบินมาเที่ยวไทย โดยมีสัดส่วนเท่ากับนักท่องเที่ยวจีน และมีแนวโน้มเติบโตขึ้นต่อเนื่อง พบว่าร้อยละ 40 เดินทางมาทางบก ดังนั้น การผลักดันการเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างประเทศ ทุกฝ่ายจะได้รับประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังเห็นชอบในหลักการให้อนุญาตชาวต่างชาติได้รับสิทธิยกเว้นการตรวจตราเพื่อการท่องเที่ยวเป็นระยะเวลา 30 วัน ซึ่งการเดินทางเข้าประเทศไทยผ่านช่องทางการอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมืองหรือด่านพรมแดนที่เป็นเขตติดต่อกับพรมแดนทางบกได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งต่อปีปฏิทิน จากเดิมกำหนดปีละ 2 ครั้ง ก็ให้ยกเว้นเป็นไม่จำกัดจำนวน”

นอกจากนี้ วีระศักดิ์กล่าวว่า การเดินทางร่วมประชุมครั้งนี้ ยังได้เชิญเอเยนต์คุณภาพ 5 รายใหญ่ในพื้นที่ฮานอยและฮาลองพบปะหารือการส่งเสริมการขายในพื้นที่ภาคเหนือ ทั้งการนำเสนอสินค้าที่ตรงความต้องการ การรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวครั้งแรก (First Visit) และกลุ่มที่เดินทางกลับมาซ้ำ (Revisit) และการรองรับเที่ยวบินตรงฮานอย-กรุงเทพฯ ฮานอย-เชียงใหม่ และไฮฟอง-กรุงเทพฯ ทั้งนี้ ผลหารือยังทำให้เกิดแผนการขายร่วมกันคือ ทางเอเยนต์จะสนับสนุนให้นักท่องเที่ยวเวียดนามเดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่และเชียงรายในช่วงเทศกาลดอกไม้ ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2562 การเปิดเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ ฮานอย-เวียงจันทน์-อุดรธานี-หนองคาย ซึ่งทุกรายสนใจขายแพคเกจท่องเที่ยวไทยไปยังพื้นที่ใหม่ โดยเฉพาะเชียงใหม่และเชียงรายในช่วงเทศกาลดอกไม้บาน ภาพรวมการเข้าร่วมงานของไทยดังกล่าวได้ผลตอบรับดีมากจากลูกค้าในภาคเหนือของเวียดนามอย่างล้นหลาม
ขณะที่ไทยมีแผนรุกตลาดนักท่องเที่ยวเวียดนามอย่างไรนั้น นภสร ค้าขาย ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครโฮจิมินห์ กล่าวว่า ตลาดนักท่องเที่ยวชาวเวียดนามบินมาเที่ยวไทยปีที่ผ่านมา มีตัวเลขทะลุเป้า 1 ล้านคน และมีรายได้สะพัดกว่า 3 หมื่นล้านบาท หรือมีอัตราเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 10 ดังนั้น แผนทำการตลาดนักท่องเที่ยวเวียดนามปี 2019 จึงตั้งเป้าให้จำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 ต้องยอมรับว่าปัจจุบันเศรษฐกิจเวียดนามเติบโต คนเวียดนามรวยขึ้นและมีกลุ่มชนชั้นกลางเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ไทยพยายามรุกตลาดเวียดนาม ตั้งเป้าเป็นกลุ่มวัยทำงาน หรือกลุ่มไวท์คอลลาร์ (White Collar) ระหว่างอายุ 25-40 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มหนุ่มสาวที่นิยมเดินทางท่องเที่ยว มีรายได้และกำลังซื้อสูง ปัจจุบันมีกลุ่มไวท์คอลลาร์ในเวียดนามราว 8-9 ล้านคน ถือเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ เนื่องจากเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวแบบ Middle Class ใช้ภาษาอังกฤษได้ ใช้ไอทีเป็น โดยพบร้อยละ 80 เป็นคนเวียดนามใต้ร้อยละ 20 เป็นคนเวียดนามเหนือ

“ตอนนี้ไทยเริ่มรุกตลาดกลุ่มภาคเหนือของเวียดนาม ซึ่งที่ผ่านมาเปิดตัวโครงการ ‘A Dung Roi ThaiLan’ หรือ ‘Yes! Thailand’ เป็นโครงการที่ต้องการเจาะกลุ่มหนุ่มสาววัยทำงาน พร้อมทำคลิปวิดีโอไวรัลเพื่อนำเสนอผ่านออนไลน์ โดยใช้ศิลปินชื่อดังเวียดนาม จับมือสายการบินนกแอร์เพื่อดึงกลุ่มนี้เข้ามาเที่ยวไทยผ่านการทำโปรโมชั่น สื่อท่องเที่ยวและการประชาสัมพันธ์ รวมทั้งร่วมกับเว็บไซต์ Traveloka ที่กลุ่มไวท์คอลลาร์ มักใช้บริการจองโรงแรมและการบินผ่านเว็บไซต์ดังกล่าว นอกจากนี้ จะจัดงานแฟร์ (Cusumer Fair) เจาะจงกลุ่มเป้าหมาย ส่วนโครงการย่อยจะผลักดันการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพให้มากขึ้น เพราะพบว่าชาวเวียดนามสนใจเข้ามารับการรักษาพยาบาลในไทยมากขึ้น โดยเฉพาะการทำกิฟต์ในภาวะมีบุตรยาก” นภสรกล่าวทิ้งท้าย
โดยปี 2019 ไทยมีเป้าหมายที่จะดึงนักท่องเที่ยวให้ได้ร้อยละ 6.7 จากปีก่อนที่มีประมาณ 9 ล้านคน ถือเป็นเป้าหมายท้าทายที่ต้องทำให้ได้ ขณะเดียวกัน งาน ATF จะช่วยส่งเสริมความร่วมมือในหลากหลายด้าน เพื่อสนับสนุนและส่งเสริม ทั้งการท่องเที่ยวของไทยและประเทศอาเซียนให้เติบโตขึ้น
และในปี 2020 บรูไนดารุสซาลามจะเป็นเจ้าภาพจัดงาน ATF ครั้งต่อไป ภายใต้แนวคิด “Together Toward a Next Generation of Travel”



