คอลัมน์ นอกลู่ในทาง : โมเดล O2O เกมของยักษ์ใหญ่

9.02.19 | 16:57 น.

ในโลกยุคดิจิทัลที่ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (มาก) หลายองค์กรต้องลุกขึ้นมาปรับตัวปรับองค์กร ซึ่งหมายรวมถึงการพัฒนา และเร่งเติมความรู้ของ “คน” หรือบุคลากรในองค์กรเพื่อให้พร้อมรับมือกับความไม่เหมือนเดิมทั้งหลาย

แต่ไม่มีใครเก่งไปเสียทั้งหมด แค่ปรับตัวเปลี่ยนตนเองอาจยังเร็วไม่พอทำให้การแสวงหาความร่วมมือกับบริษัทอื่นธุรกิจอื่นมีความสำคัญไม่แพ้กัน

ตั้งแต่ปีที่ผ่านมามีบิ๊กดีลที่น่าตื่นเต้นเกิดขึ้นต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือระหว่าง “เอไอเอส” และ “แร็บบิทไลน์เพย์”, “กลุ่มบีทีเอสกับบริษัทโลจิสติกส์ เคอร์รี่” (Kerry) หรือการตั้งบริษัทร่วมทุนร่วมกันระหว่าง “แบงก์กสิกร” กับ “ไลน์”

บิ๊กดีลแรกของปี 2562 นี้ก็น่าตื่นเต้นไม่แพ้กัน กับการประกาศความร่วมมือระหว่างกลุ่มเซ็นทรัลกับบริษัทสตาร์ตอัพดาวรุ่ง “แกร็บ” (Grab) ผู้สร้างเนื้อสร้างตัวจากบริการประเภทร่วมเดินทางมาสู่การเป็น “ซุปเปอร์แอพพ์” รวมบริการทุกสิ่งเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ และการใช้ชีวิตของคนในยุคสมัยปัจจุบัน

กลุ่มเซ็นทรัลควักกระเป๋า 200 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเป็นเงินกว่า 6,000 ล้านบาท เพื่อเข้าถือหุ้นในบริษัท แกร็บ (ประเทศไทย) โดยระบุว่า “เป็นการถือหุ้นแบบไม่มีอำนาจควบคุมในสัดส่วนที่มีนัยยะสำคัญ”

Advertisement

แปลความได้ว่ากลุ่มเซ็นทรัลใส่เงินลงทุนเพิ่มให้แล้วปล่อยทีมงานของ “แกร็บ” บริหารงานไป

สิ่งที่จะได้เห็นทันทีจากการประกาศความร่วมมือในครั้งนี้ คือใครที่ใช้บริการแอพพลิเคชั่น “แกร็บ” อยู่แล้วถ้าเข้าไปในส่วนของบริการส่งอาหาร (แกร็บ ฟู้ด) จะเห็นร้านอาหารและแบรนด์ในเครือกลุ่มเซ็นทรัลทั้งหมดเข้าไปอยู่ในลิสต์ “แกร็บฟู้ด” และสามารถเลือกสั่งอาหารจากร้านอาหาร และแบรนด์ในเครือกลุ่มเซ็นทรัลได้เลย

สเต็ปต่อไปจะขยับไปยังบริการ “โลจิสติกส์” และ “บริการด้านการเดินทาง” เช่น ลูกค้าหรือพาร์ตเนอร์ของกลุ่มเซ็นทรัลใช้บริการส่งพัสดุออนดีมานด์ “แกร็บ เอ็กซ์เพรส” รวมถึงบริการด้านการเดินทาง เมื่อ

นักท่องเที่ยวหรือลูกค้าทั่วไปเข้าพักในโรงแรม, ศูนย์การค้า และห้างสรรพสินค้าในเครือเซ็นทรัลจะได้สิทธิพิเศษต่างๆ ในการใช้บริการ “แกร็บแท็กซี่” เป็นต้น

“ทศ จิราธิวัฒน์” ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล บอกว่า ความร่วมมือดังกล่าวเกิดขึ้นเพื่อปฏิวัติอุตสาหกรรมค้าปลีก และการบริการ ซึ่งถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตของประเทศไทย โดยกลุ่มเซ็นทรัล และแกร็บได้ตกลงผสานความร่วมมือทั้งด้านการให้บริการเดินทาง, การส่งอาหาร และสินค้าในซุปเปอร์มาร์เก็ต,

โลจิสติกส์ และบริการอื่นๆ ซึ่งจะทำให้ลูกค้า พันธมิตร คู่ค้า และผู้เช่า ของทั้งคู่ได้ประโยชน์เพิ่มขึ้น

“70 กว่าปีที่ผ่านมา กลุ่มเซ็นทรัลสร้างแพลตฟอร์มกายภาพ ทั้งห้างสรรพสินค้า,โรงแรมต่างๆ เกือบทั่วประเทศไทย ทุกวันนี้ลูกค้าของเราทั้งคนไทย และนักท่องเที่ยว เข้าถึงเซ็นทรัล, โรบินสัน และโรงแรมทั่วประเทศได้ภายในครึ่งชั่วโมง แต่ในอนาคต ด้วยความสามารถของแกร็บที่เป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลจะทำให้เราไปหาลูกค้าได้ในครึ่งชั่วโมงทั่วประเทศด้วยเช่นกัน”

ประมาณว่าทั้งในโลกออนไลน์ และออฟไลน์ ไม่ว่า “ลูกค้า” จะเดินทางมาหาเอง หรือสินค้าและบริการของกลุ่มเซ็นทรัลจะไปหาลูกค้าทั่วประเทศ (ผ่านแพลตฟอร์มของแกร็บ) จะใช้เวลาไม่ต่างกัน คือภายในไม่เกินครึ่งชั่วโมง

“ญนน์ โภคทรัพย์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด เสริมว่า การเป็นพันธมิตรกับแกร็บจะช่วยเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจของกลุ่มเซ็นทรัล ในการมุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านดิจิทัลไลฟ์สไตล์แพลตฟอร์มของไทย ตามยุทธศาสตร์ “นิวเซ็นทรัล นิวอีโคโนมี” (New Central, New Economy) ซึ่งจะพัฒนาศักยภาพด้านดิจิทัลด้วยการเป็นพันธมิตรกับบริษัทชั้นนำด้านดิจิทัลหลากหลายรายอย่างต่อเนื่อง

และความร่วมมือกับ “แกร็บ” เป็นก้าวสำคัญในการก้าวสู่การเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงลูกค้าแบบ “ออมนิแชนแนล” ในทุกช่องทางเพื่อยกระดับเครือข่ายและความแข็งแกร่งของกลุ่มเซ็นทรัล

“เซ็นทรัลมีทุกอย่างที่เป็นออฟไลน์ที่ลูกค้าต้องการ เป้าหมายเราคือมูฟไปออนไลน์ สร้างออมนิแชนแนล เราต่างมองลูกค้าเป็นศูนย์กลางทั้งคู่ และไม่ใช่แต่ลูกค้าจะได้ประโยชน์จากการมีทางเลือกเพิ่มขึ้น สะดวกขึ้น พ่อค้า, เอสเอ็มอี ร้านค้าก็จะได้ประโยชน์เพิ่มขึ้น เช่น ลูกค้าอาจอยากทานอาหารตั้งแต่ก่อนห้างเปิดก็สั่งอาหารได้ ไม่ใช่แค่ในกรุงเทพฯแต่ได้ในทุกจังหวัด”

“แอนโทนี่ ตัน” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง “แกร็บ” (Grab) กล่าวว่า แกร็บมีพันธสัญญาต่อประเทศไทย รวมถึงคนไทยในการสร้างโอกาสทางอาชีพและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจผ่าน “แกร็บ แพลตฟอร์ม” และเชื่อว่าจะทำให้บริการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการส่งอาหาร, การส่งพัสดุ และการเรียกรถโดยสารเติบโตขึ้นอีกมาก

ปัจจุบัน “แกร็บ” ให้บริการใน 8 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ไทย เวียดนาม เมียนมา และกัมพูชา โดยเพิ่งฉลองครบรอบการเดินทาง 3 พันล้านเที่ยว ในเดือน ม.ค.นี้ มียอดดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือรวมกว่า 130 ล้านเครื่อง และช่วยให้ผู้โดยสารเชื่อมต่อกับพาร์ตเนอร์ผู้ขับขี่, คู่ค้า และตัวแทนต่างๆ รวมกว่า 8.5 ล้านราย รายหนึ่งเชี่ยวชาญโลกออฟไลน์ อีกรายเก่งกาจในโลกดิจิทัลระหว่างออนไลน์กับออฟไลน์ หากเชื่อมโยงถึงกันได้จะยิ่งตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคนี้ได้มากขึ้น เพราะ “ผู้บริโภค” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “คนไทย” ในปัจจุบันก็อย่างที่รู้กันว่า มีพฤติกรรม “ออนไลน์” แทบจะตลอดเวลาที่ตื่นอยู่แล้ว

ความร่วมมือเพื่อเชื่อมทั้งสองโลก (Online to Offline: O2O) เข้าด้วยกันแบบไร้รอยต่อของธุรกิจข้ามสายพันธุ์ ระหว่างยักษ์ใหญ๋ใน 2 วงการจึงเกิดขึ้น

โดยทั้งคู่หวังว่าจะช่วยเติมเต็มความต้องการของผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม เหมือนดังที่ผู้ร่วมก่อตั้ง “แกร็บ” เปรียบเปรยถึงความร่วมมือในครั้งนี้ ด้วยการหยิบยกคำกล่าวที่ว่า “ถ้าอยากไปเร็ว ต้องไปคนเดียว แต่ถ้าอยากไปได้ไกล ต้องไปด้วยกัน” (If you want to go fast go alone If you want to go far go together.) นั่นแหละ

ท่ามกลางพายุดิจิทัลดิสรัปชั่นที่ยังพัดกระหน่ำเข้าใส่ธุรกิจต่างๆ ไม่หยุดหย่อน น่าจับตาบิ๊กดีลคู่ถัดไปจะเป็นธุรกิจข้ามสายพันธุ์คู่ไหน (อีก)