หน้าแรก ประชาชื่น รู้จัก &#8216...

รู้จัก ‘ไต้หวัน’ ใน1วัน ผ่านพิพิธภัณฑ์หลานหยาง

14.05.16 | 15:00 น.
อาคารของพิพิธภัณฑ์หลานหยาง ซึ่งได้รับรางวัลการออกแบบอาคารดีเด่นเมื่อปี 2012

กําลังอินเทรนด์เลยทีเดียวสำหรับนักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

ไต้หวัน เป็นประเทศเกาะที่เป็นที่รู้จักในเรื่องของสุดยอดแห่งเมืองอุตสาหกรรมของเอเชีย เป็นประเทศที่มีความปลอดภัยเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากญี่ปุ่น สะดวกสบาย ค่าใช้จ่ายไม่แพง ทั้งยังใช้เวลาเดินทางเพียง 3 ชั่วโมงเศษก็ถึงแล้ว

ใครที่เคยได้ไปเยือนไต้หวันมาแล้ว เชื่อว่าคงคุ้นเคยกับที่เที่ยวยอดฮิตที่คนไทยอย่างเราๆ ต้องไปถ่ายรูป

เซลฟี่หรือตั้งเช็กอินโชว์เพื่อนๆ ให้อิจฉาเล่นๆ อย่าง ชมทัศนียภาพจากฟากฟ้าบนยอดตึกไทเป 101, ขอพรจากพระถังซัมจั๋งที่วัดพระถังซัมจั๋ง แม้แต่การล่องเรือชมความงดงามของทะเลสาบสุริยันจันทรา

แต่วันนี้ขอแนะนำอีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจ

Advertisement

พิพิธภัณฑ์หลานหยาง (LANYANG MUSEUM) พิพิธภัณฑ์ทางนิเวศวิทยา ตั้งอยู่ที่เมืองอี๋หลาน ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะไต้หวัน ห่างจากกรุงไทเปที่เป็นเมืองหลวงประมาณ 49 กิโลเมตร

ต้องเกริ่นก่อนว่า เมืองอี๋หลาน ตั้งอยู่ที่เขตที่ราบหลานหยาง มีแม่น้ำลำธารมากมายไหลสลับกัน เป็นแหล่งน้ำสำคัญที่หล่อเลี้ยงประชากรในเมืองอู่ข้าวอู่น้ำแห่งนี้ ซึ่งหลายปีที่ผ่านมาอี๋หลานถือได้ว่าเป็นเมืองสำคัญทางด้านเศรษฐกิจการเมืองวัฒนธรรมและการศึกษาของเขตพื้นราบหลานหยางโดยตลอด และยังเป็นเส้นทางสำคัญการคมนาคมด้วย
สำหรับการเดินทางนั้นสามารถไปได้หลายทางด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นทางรถไฟ โดยลงที่สถานีเมืองอี๋หลาน แล้วต่อรถโดยสารประจำทาง แต่ถ้าให้แนะนำจริงๆ คงต้อง

เป็นทางรถยนต์ เพราะจะได้สัมผัสกับบรรยากาศของการลอดอุโมงค์ที่เจาะผ่านภูเขาเป็นระยะทางถึง 13 กิโลเมตร ที่ต้องใช้เวลาเกือบชั่วโมงจากต้นทางถึงปลายทาง

พิพิธภัณฑ์หลานหยางนั้นเป็นสถานที่ที่มีมนต์เสน่ห์ ทั้งภายนอกและภายใน จะถือเป็นแลนด์มาร์คที่โดดเด่นก็คงไม่ผิด

นับตั้งแต่ทำเลที่ตั้งที่ไม่เพียงล้อมรอบด้วยทะเลทั้งสามด้าน ในส่วนของพิพิธภัณฑ์ติดกับท่าเรือวูชีห์ (Wushih) ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเจริญรุ่งเรือง ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ชุ่มน้ำ
ลักษณะทางสถาปัตยกรรมของตัวอาคารทรงแปลกตา ออกแบบให้มีลักษณะเหมือนโขดหิน ยื่นลงไปในแอ่งน้ำ โดยพื้นที่ขนาดเล็กบนชั้นสามของอาคารที่ยื่นออกมาเพื่อให้สามารถมองเห็นพื้นที่ชุ่มน้ำ ใช้การกรุกระจกแทนผนังทำให้สามารถลดการใช้หลอดไฟ และใช้ผนังกระจกซึ่งสามารถสะท้อนแสงอินฟราเรดเพื่อรักษาอุณหภูมิให้อบอุ่นในฤดูหนาวและเย็นในฤดูร้อน

อาคารด้านนอกมีการประดับกระจกและแผ่นหินสีต่างๆ ซึ่งแสดงถึงฤดูกาลทั้งสี่ของไต้หวัน ได้แก่ ฤดูใบไม้ผลิ, ฤดูร้อน, ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว สำหรับด้านหน้าเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งในช่วงอากาศหนาวที่นี่จะมีนกน้ำนานาชนิดอพยพมาอาศัยอยู่อีกด้วย

เข้ามาด้านในตัวอาคารกรุกระจก ได้แนวคิดมาจากรูปแบบของที่นาที่แบ่งเป็นล็อก สะท้อนให้เห็นถึงวิถีวัฒนธรรมของการเป็นเมืองเกษตรดินดำน้ำชุ่มของคนถิ่นนี้

นอกจากด้านนอกอาคารแล้ว ด้านในของอาคารยังมีการตกแต่งได้อย่างน่าสนใจอีกด้วย

วิทยากรของที่นี่เล่าให้ฟังว่า “พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จัดแสดงข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไต้หวันและเมืองอี๋หลาน โดยการจัดแสดงจะแบ่งออกเป็น 4 โซนด้วยกัน แบ่งตามลักษณะทางภูมิศาสตร์ของเมืองอี๋หลาน 3 โซน ได้แก่ ภูเขา, ทะเล, ที่ราบลุ่ม และห้องสุดท้ายเป็นห้องย้อนอดีตที่เรียกว่า ?ไทม์แมชชีน? ซึ่งแต่ละส่วนมีการจัดสภาพแวดล้อมให้ผู้มาชมรู้สึกเหมือนอยู่ที่สถานที่ตรงนั้นจริงๆ”

สำหรับโซนแรกที่เราได้ชมนั้นใช้ชื่อว่า “Mountain-Motherland for Yilan” ส่วนนี้จัดแสดงอยู่บนชั้น 4 ของอาคาร โดยมีนิทรรศการให้ความรู้ในเรื่องของภูเขา ที่อยู่ด้านตะวันตกของเมือง ซึ่งประกอบด้วยภูเขาสองลูกด้วยกันคือ ภูเขาหนานหูและภูเขาไท่ผิงซาน แหล่งป่าต้นน้ำสำคัญที่หล่อเลี้ยงเมืองนี้มาช้านาน

นอกจากจะเป็นแหล่งป่าต้นน้ำที่สำคัญแล้ว ยังจัดแสดงในเรื่องของพันธุ์พืชและสัตว์ที่พบ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ปีกอย่างพวกนก ไก่ฟ้า หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอย่างกวางขนาดเล็ก เสือลายเมฆ หมีดำเอเชีย และแมลงชนิดต่างๆ อีกมากมาย ซึ่งแสดงถึงความสมบูรณ์ของระบบนิเวศอีกด้วย
วิทยากรของที่นี่เล่าว่า “นอกจากเรื่องนิเวศวิทยาแล้ว ยังมีเรื่องของประวัติศาสตร์อีกด้วย คือในช่วงที่ญี่ปุ่นปกครองไต้หวันนั้น มีการทำป่าไม้เกิดขึ้น โดยเฉพาะต้นการบูรที่ถือเป็นสินค้าหลัก ทั้งยังมีราคาที่สูงมากอีกด้วย ซึ่งการทำไม้การบูรนี้ถือเป็นจุดกำเนิดของการพัฒนาด้านต่างๆ ของเมืองอี๋หลาน โดยเฉพาะเรื่องของการสร้างทางรถไฟนั่นเอง”

(ซ้ายบน) ห้องจัดแสดงแรก จะแสดงเกี่ยวกับภูเขา ซึ่งถือเป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญ และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ยุคที่ญี่ปุ่นปกครองไต้หวันอีกด้วย (ขวาบน) ลวดลายที่เป็นสัญลักษณ์ของชนพื้นเมืองดั้งเดิมของไต้หวัน (ซ้ายล่าง) ประติมากรรมรูปจังหวัดอี๋หลาน (ขวาล่าง) แนวประการังจำลอง

โซนต่อไปตั้งอยู่บริเวณชั้น 3 ใช้ชื่อว่า “Plain-The Hometown to Rain” สำหรับห้องนี้จัดแสดงเกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์ของที่ราบลุ่มของเมืองอี๋หลานแห่งนี้ ที่ได้มาจากดินภูเขาไฟและแหล่งต้นน้ำจากภูเขาที่มีความสมบูรณ์ อีกทั้งเมืองนี้ยังตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำที่ไหลออกสู่ทะเล ทำให้ดินบริเวณนี้เป็นดินตะกอนแม่น้ำที่มีความเหมาะสมกับการทำนาและปลูกพืชอย่างยิ่ง

จากความอุดมสมบูรณ์ดังกล่าว ทำให้อี๋หลานเป็นแหล่งเกษตรกรรมที่สำคัญ รวมถึงมีผู้คนเข้ามาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ตั้งแต่ยุคที่ยังมีคนพื้นเมือง (Native Taiwaneses) เช่น อาทายัล (Atayal) ซึ่งได้รับสมญาว่าเผ่านายพราน เนื่องจากส่วนใหญ่อยู่ในป่า และยังชีพด้วยการล่าสัตว์, คาวาลัน (Kavalan) ที่อาศัยอยู่บริเวณที่ราบลุ่ม และฮั่น (Han) หรือชาวจีนที่อพยพมา ก่อนสมัยของเจียง ไค เช็ก จะลี้ภัยทางการเมืองจากจีนเข้ามา เป็นต้น

โซนที่ 3 ชื่อว่า “Ocean-Life by the Ocean” ห้องนี้ตั้งอยู่ชั้น 2 ซึ่งจัดแสดงเกี่ยวกับท้องทะเลและชายฝั่งทะเล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งพันธุ์ปลาชนิดต่างๆ ปะการัง โดยเฉพาะปะการังสีแดง ซึ่งถือเป็นของหายากและยังเป็นสิ่งล้ำค่าไว้สำหรับถวายจักรพรรดิอีกด้วย

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจเป็นเรื่องของวิถีชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่ง เพราะจากความสมบูรณ์ที่กล่าวไปแล้วนั้น ผู้คนส่วนใหญ่จึงยังชีพด้วยการประมงนั่นเอง วิทยากรเล่าเสริมว่า “ในสมัยก่อนนั้น ชาวประมงจะใช้ฉมวกหรือหอก ซึ่งมีความยาวมากล่าปลาจากทะเล โดยเฉพาะปลาขนาดใหญ่อย่าง ปลามารีน ปลาทูน่า เป็นต้น”

ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมชายฝั่งของอี๋หลานนี้เป็นบ้านของผู้คนมาอย่างยาวนาน

นอกจากจะเป็นบ้านที่หล่อเลี้ยงผู้คนมากมายแล้ว ที่นี่ยังเป็นดั่งสรวงสวรรค์ของบรรดานกน้ำนานาชนิด โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ลุ่ม (Wetland) ที่มากมายด้วยอาหารและสภาพอากาศที่เหมาะแก่การบินหนีหนาวมาจากที่อื่นอีกด้วย

ห้องสุดท้ายใช้ชื่อว่า “Touching Moments” แต่วิทยากรของที่นี่เรียกว่า “ไทม์แมชชีน” คงเป็นเพราะอยากให้เรารู้สึกว่าได้ย้อนเวลากลับไปอยู่ในช่วงนั้นก็เป็นได้ ในส่วนนี้จะจัดแสดงภาพเก่า ที่จะเล่าประวัติศาสตร์ และความเป็นมาของประเทศไต้หวัน แต่ไฮไลต์ของที่นี่จริงคงจะเป็นงานประติมากรรมชื่อว่า “Light of Yilan” ซึ่งทำมาจากโมเสก เป็นรูปจังหวัดอี๋หลาน

ยิ่งถ้าได้ถ่ายรูปจากมุมบนแล้วล่ะก็ รับรองว่าสวยงามมากๆ

พิพิธภัณฑ์หลานหยางไม่ได้มีแค่ 4 ห้องจัดแสดงหลัก ยังมีห้องด้านล่างที่มีนิทรรศการหมุนเวียน โดยเป็นเรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตของผู้คน อย่างการย้อมคราม หรือการแกะสลักไม้หอม เป็นต้น

ส่วนตัวแล้วถือว่าพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถือว่าครบเครื่อง ทั้งด้านการจัดแสดง ความรู้ที่ได้ และบรรยากาศที่ทำให้เราอยู่ได้ทั้งวันแบบไม่รู้จักเบื่อ

สำหรับคนที่ชื่นชอบการรื่นรมย์ชมพิพิธภัณฑ์ที่มีความเฉพาะตัวแบบไม่เหมือนใครนั้น

ไม่ควรพลาดที่นี่ด้วยประการทั้งปวงเลยทีเดียว