‘กระเบื้องระเบิด’ new normal ยุคโลกร้อน

เคยมีประสบการณ์นี้ไหม นั่งอยู่ดีๆ กระเบื้องพื้นระเบิดเปรี้ยงปร้างขึ้นมา

ฮั่นแน่ รู้นะคิดอะไรอยู่ อาการระเบิดของกระเบื้องปูพื้นไม่เหมือนฉากเอฟเฟ็กต์ในหนังฝรั่ง ที่ฉากแอ๊กชั่นแรงๆ จะมียิงขีปนาวุธแล้วตึกทั้งตึกระเบิดโครมครามไฟลุกท่วมจอ

หากแต่อาการระเบิดของกระเบื้องจะออกแนวน่ารักๆ มีเสียงเปรี๊ยะ เปรี๊ยะ พอให้ได้ยิน จากนั้นจะเป็นอาการกระเบื้องล่อน ถึงขนาดใช้มือเปล่าดึงสามารถหลุดออกมาได้ทั้งแผ่น

ถ้ามีอาการแบบนี้ในภาวะปกติอาจมีจากหลายสาเหตุ เรียกเหมารวมๆ ได้ว่าเป็น “ดีเฟ็กต์” defect หรืออาการบกพร่องจากการก่อสร้าง แต่ดีเฟ็กต์ทำนองนี้จำเลยจะเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างก็ต่อเมื่อเพิ่งส่งมอบอาคารใหม่ๆ แล้วเห็นความบกพร่องชัดเจน เช่น ปูกระเบื้องไม่ตรงกัน

ปูไม่สม่ำเสมอ ในห้องน้ำหรือลานซักล้างจะต้องมีความลาดเอียง 5 ซม. แต่ไม่มี ทำให้มีน้ำท่วมขัง เป็นต้น

ปัจจุบันแม้เทคโนโลยีจะก้าวล้ำทันสมัยแค่ไหนก็ตาม ในที่สุดเราก็ต้องพ่ายแพ้ต่อธรรมชาติอยู่ดี เพราะดีเฟ็กต์ของกระเบื้องพื้นในยุคนี้ ยุคที่เว็บไซต์ฝรั่งเอาไปเผยแพร่กันว่าเมืองไทยร้อนที่สุดในรอบ 65 ปี จากสถิติอุณหภูมิ 43-44 องศาเซลเซียส จนบ่นกันไปทั้งเมืองว่าร้อนตับแตก

กลายเป็นการส่งสัญญาณเรื่องใหม่ กล่าวคือ เดิมเรารู้สึกแต่เพียงว่าเมืองไทยยิ่งนาน

ยิ่งร้อนขึ้นทุกปี ล่าสุดในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา อุณหภูมิอากาศร้อนในตอนกลางวัน กับอากาศเย็นในตอนกลางคืนห่างกันเป็นหลัก 10 องศาเซลเซียสขึ้นไป

สภาพอากาศร้อน-เย็นทารุณแบบนี้ มนุษย์มนาอย่างเราๆ คนที่แข็งแรงนักหนาก็เห็นเปื่อยไปทั้งเมือง รวมทั้งตึกรามบ้านช่องที่มีการปูกระเบื้องด้วย นั่นหมายความว่าตอนนี้ดีเฟ็กต์ไม่ได้เกิดจากความบกพร่องของการก่อสร้างเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป หากแต่ยังรวมปัญหาความบกพร่องของสิ่งแวดล้อมเป็นตัวต้นเหตุเข้าไปด้วย

ยกตัวอย่างสดๆ ร้อนๆ คอนโดมิเนียมขนาด 19 ชั้น ย่านชานเมืองแห่งหนึ่ง อยู่อาศัยมาได้ 8-9 ปี อยู่ดีๆ พื้นกระเบื้องชั้นบนสุดคือชั้น 19 ก็ออกอาการปูดบวมขึ้นมาตามริมขอบติดผนัง เมื่อสำรวจงัดแงะดูปรากฏว่ามีลักษณะกระเบื้องล่อน กะเทาะหลุดจากกาวซีเมนต์ได้โดยง่าย หยิบออกมาได้เต็มแผ่น

ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นมักจะลงเอยที่ฝีมือช่างปูกระเบื้อง-วัสดุกาวซีเมนต์กับคอนกรีตที่ผสมไม่มีคุณภาพ อย่างไรก็ตาม เราก็ไม่อาจละเลยมิติที่ว่า ถ้าหากดีเฟ็กต์เกิดจาก 2 สาเหตุนี้ ทำไมใช้งานได้ปกติสุขมาตั้ง 8-9 ปี

ประเด็นต่อมา ตอนแรกมองตาเปล่าเห็นกระเบื้องปูดอยู่ 2-3 จุดเท่านั้น แต่พอช่างกระเบื้องลองเคาะกระเบื้องแผ่นอื่นๆ ปรากฏว่าได้ยินเสียงก้อง ทำให้ขยายผลไปว่าเป็นเพราะปูนหมดอายุบ้าง ช่างฝีมือห่วยบ้าง เพราะเรามักจะพบเคสที่ว่าช่างแอบปูกระเบื้องแบบ “ซาลาเปา” คือหย่อนซีเมนต์ไม่เต็มแผ่นกระเบื้อง หยอดแปะเป็นก้อนเดียวตรงกลางแผ่นแล้ววางกระเบื้องทับลงไป หวังจะประหยัดค่าซีเมนต์เก็บเป็นกำไรเข้ากระเป๋า

ผลลัพธ์คือ แทนที่จะซ่อมแซมกระเบื้องปูดเพียง 2-3 จุด กลายเป็นการรื้อกระเบื้องปูพื้นบริเวณโถงทางเดินทั้งหมด คำนวณตอนแรกเสียหายแค่ 20-30 ตร.ม. กลายเป็นความเสียหายปาเข้าไปหลักแสนบาท เพราะพื้นที่รวมไม่ต่ำกว่า 200-300 ตร.ม. นี่แค่ชั้นเดียวนะ ถ้าหากต้องซ่อมทั้งตึก 19 ชั้น ค่าซ่อมกระเบื้องเป็นหลักหลายล้านบาทแน่นอน อยู่ดีๆ สมควรต้องมาเสียเงินในกรณีแบบนี้ไหม ตึกอื่นๆ ล่ะ อายุงานเป็น 10-20-30 ปี มีปัญหาต้องมานั่งรื้อกระเบื้องอย่างนี้หรือเปล่า

คำอธิบายจากกูรูวงการผู้รับเหมา มองอย่างเป็นกลาง ถ้าหากฝีมือห่วยมาก+ใช้วัสดุซีเมนต์คุณภาพต่ำ กระเบื้องน่าจะปูดตั้งแต่ปีต้นๆ ที่เปิดใช้อาคารไปแล้ว ไม่ต้องรอให้มาถึงอายุใช้งานเกือบ 10 ปี ดังนั้น จึงไม่อาจมองข้ามประเด็นสภาพอากาศผันผวน เพราะในทางเทคนิคมีคำอธิบายว่า กระบวนการปูกระเบื้อง เกิดจากการนำแผ่นกระเบื้องมาวางบนฟื้นปูนธรรมดา โดยมีกาวซีเมนต์เป็นตัวประสานหรือตัวยึดอยู่ตรงกลางระหว่างพื้นปูนกับตัวกระเบื้อง ให้นึกภาพแซนด์วิชที่มีแผ่นแป้งข้างบน-ข้างล่างมาประกบกัน โดยมีเนื้อกับผักเป็นตัวกลางคั่นอยู่

ทีนี้ ถ้าหากอากาศผันผวนจริงก็มีโอกาสที่จะเกิดการยืดตัว-หดตัวของกาวซีเมนต์-คอนกรีต-กระเบื้อง ในขณะที่คุณสมบัติของเนื้อกาวซีเมนต์จะเข้ากันได้ดีกับคอนกรีตมากกว่า เพราะความหนาแน่นใกล้เคียงกัน (ภาษาวิศวกรเขาบอกมา) จึงมีโอกาสสูงที่กาวซีเมนต์จะยืดตัวหดตัวมาจับเข้ากับคอนกรีตหรือพื้นปูนมากกว่า

ถามว่าทำไมไม่ไปเกาะกระเบื้องล่ะจ๊ะ คำตอบของนักวิชาชีพเขาบอกว่า ก็คุณสมบัติกระเบื้องเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง มีความหนาแน่นละเอียดมาก เหมือนผู้ดีกับยาจกนั่นแหละ เคมีมันไม่เข้ากัน กลายเป็นสาเหตุที่ทำให้กระเบื้องล่อนในที่สุด ภาษาวัยรุ่นก็คือ กระเบื้อง “โดนเท” หรือโดนนอกใจ เพราะกาวซีเมนต์หันไปเกาะตัวกับคอนกรีตแทน

ส่วนวิธีการบำรุงรักษาทั่นบอกว่าให้รักษาตามอาการ พอกระเบื้องระเบิดก็ปล่อยให้เขานอนสบายใจสัก 2-3 วัน ค่อยมาเลาะกระเบื้องออก จากนั้นต้องขูดเนื้อกาวซีเมนต์เดิมให้พื้นเรียบสนิท ทำความสะอาดให้เรียบร้อยอย่ามีฝุ่นเวลาปูกระเบื้องทับไปใหม่จะได้ไม่มีดีเฟ็กต์

บรรทัดสุดท้าย ภาวะโลกร้อนในยุคปัจจุบัน กระเบื้องปูดไม่น่าจะเป็นเคสสุดท้าย ยังมีโอกาสเกิด new normal ได้อีกเยอะแยะ เตรียมตัวเตรียมใจตั้งรับไว้ให้ดีเถิด ชาวโลกทั้งหลาย

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ราชภัฏเทพสตรี จัดอบรม ‘บรรณารักษศาสตร์-สารสนเทศศาสตร์’
บทความถัดไปผู้ตรวจการแผ่นดินฯ ลงตรวจโรงเผาขยะเกาะสมุยหลังใช้การไม่ได้ น้ำเสียไหลลงคลอง