คอลัมน์ สุวรรณภูมิในอาเซียน : พิธีทูลพระขวัญ รัชกาลที่ 7 ของนานาชาติพันธุ์ในล้านนา

14.02.19 | 20:03 น.
ช้างพระนั่งทรง ผูกเครื่องทองของเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ มีปกตะพอง ห้อยพู่จามรี ห้อยข้างซองหาง ผูกกูบททองโถง ควาญหัว นายพันตำรวจเอก เจ้าชัยสงคราม ท้ายช้าง รองอำมาตย์เอก เจ้าประพันธพงศ์ แต่งตัวนุ่งเกี้ยว สวมเสื้อเยียรบับ คาดสำรด หมวกทรงประพาส

ภายหลังจากที่ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติสืบสนองพระองค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในเดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช 2468 ได้ไม่นาน ทรงพระราชดำริว่าการคมนาคมติดต่อระหว่างกรุงเทพฯ กับมณฑลพายัพ คือหัวเมืองฝ่ายเหนือทั้งปวงมีความสะดวกสบายขึ้นกว่าแต่ก่อน เพราะมีเส้นทางรถไฟไปมาถึงกันแล้ว เป็นกาลอันสมควรที่จะได้เสด็จพระราชดำเนินเลียบมณฑลพายัพเพื่อที่จะได้ทรงรู้จักมักคุ้นกับภูมิประเทศและพสกนิกรทั้งปวง สำหรับเป็นช่องทางที่จะได้ทรงทำนุบำรุงบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น

การเสด็จพระราชดำเนินเป็นครั้งแรกนั้นกำหนดในเดือนมกราคม พุทธศักราช 2469 ได้เสด็จพระราชดำเนินประพาสจังหวัดต่างๆ รายทางไปโดยลำดับ

จังหวัดที่มีความสำคัญมากที่สุดในรายการเสด็จพระราชดำเนินครั้งนั้น คือ จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยเป็นหัวเมืองเอกของมณฑล พระราชกรณียกิจที่จังหวัดเชียงใหม่มีหลากหลาย ขณะที่เจ้านายฝ่ายเหนือและประชาชนทั้งหลายต่างก็มีความปีติยินดี จัดการรับเสด็จสนองพระเดชพระคุณเต็มกำลัง

ด้วยคราวนั้นเป็นครั้งแรกที่พระมหากษัตริย์ในพระมหาจักรีบรมราชวงศ์เสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปจนถึงถิ่นนั้น แม้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจะเคยเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปถึงนครเชียงใหม่มาก่อนแล้ว แต่ก็เป็นเวลาที่ยังทรงดำรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ยังมิได้เสด็จผ่านพิภพเป็นพระเจ้าแผ่นดิน

พ่อค้าคหบดีชาวอินเดีย ชาวพม่า และเงี้ยว (คือไทยใหญ่) ซึ่งเป็นคนอยู่ในบังคับของอังกฤษ คอยรับเสด็จอยู่ในปะรำใกล้ซุ้มประตูท่าแพ คือประตูชัยที่หก ซึ่งเป็นซุ้มของคนในบังคับอังกฤษ ทุกชาติทุกภาษา จะสังเกตเห็นว่ามีการตั้งเครื่องบูชารับเสด็จตามธรรมเนียมไทย แต่ใช้เครื่องตกแต่งแบบจีน และกั้นกลดแบบพม่า แสดงถึงความหลากหลายของชาติพันธุ์ที่เข้ามา

การเสด็จพระราชดำเนิน “ประพาสเวียงพิงค์” ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวครั้งนี้ จึงถือเป็นเหตุการณ์สำคัญยิ่งครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

Advertisement

เพื่อบันทึกเหตุการณ์สำคัญไว้เป็นหลักฐาน พระยาราชนกูลวิบูลย์ภักดีพิริยพาหะ (อวบ เปาโรหิตย์ ต่อมาเป็นเจ้าพระยามุขมนตรี) สมุหเทศาภิบาลมณฑลพายัพ ได้มีบัญชาให้ รองอำมาตย์ตรีกมล มโนชญากร จ่าจังหวัดน่าน จัดทำจดหมายเหตุขึ้นโดยรวบรวมจากข่าวที่ประกาศเป็นทางราชการประกอบกับรายงานของจังหวัดที่ได้จัดการรับเสด็จ พร้อมทั้งมีภาพประกอบเรื่องราวด้วย

เมื่อจัดทำจดหมายเหตุดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว พระยาราชนกูล ได้นำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พิมพ์พระราชทานในวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2474 ใช้ชื่อหนังสือว่า “จดหมายเหตุเสด็จพระราชดำเนิรเลียบมณฑลฝ่ายเหนือ พระพุทธศักราช 2469”

วันรุ่งขึ้นหลังจากเสด็จเข้าเมืองเชียงใหม่แล้ว คือวันที่ 23 มกราคม พุทธศักราช 2469 กำหนดเป็นวันพิธีทูลพระขวัญ ชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ หลากหลาย แต่งกระบวนแห่และรถภาพมาสำแดงความจงรักภักดี
กลุ่มชาติพันธุ์มูเซอมาเข้ากระบวนแห่ทูลพระขวัญ
กลุ่มชาติพันธุ์เย้ามาเข้ากระบวนแห่ทูลพระขวัญ รถภาพทำเป็นรูปเย้ากำลังเสี่ยงทาย
กระบวนมูเซอแห่ทูลพระขวัญ
กระบวนชนชาติขมุ รถภาพทำเป็นรูปขมุกำลังตีฆ้องกบ หรือมโหระทึก ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีเก่าแก่ในอุษาคเนย์ ที่เรียกฆ้องกบหรือกลองกบ เนื่องจากหน้ากลองนิยมทำเป็นรูปกบสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบรูณ์ ดินฟ้าอากาศตกตามฤดูกาลประดับไว้

หนังสือสำคัญเล่มนี้ได้มีการพิมพ์ซ้ำขึ้นอีกสองสามวาระ เช่น ฉบับพิมพ์ของสถาบันพระปกเกล้าและฉบับพิมพ์ของกรมศิลปากร แต่การพิมพ์ทั้งฉบับพระราชทานและฉบับที่พิมพ์ซ้ำขึ้นภายหลังมีข้อจำกัดด้วยเทคนิคการพิมพ์ ทำให้ภาพประกอบที่มีความสำคัญและสามารถใช้เป็นหลักฐานศึกษาค้นคว้าเรื่องราวให้กว้างขวางต่อไปได้อีกมากไม่มีความชัดเจนเพียงพอ

จนเมื่อประมาณปีเศษมานี้ ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ อุปนายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะเครือญาติของเจ้าพระยามุขมนตรี ได้รับความกรุณาจากรองศาสตราจารย์ ดร. นวลศิริ เปาโรหิตย์ ผู้เป็นหลานปู่สืบสายโลหิตโดยตรงจากเจ้าพระยามุขมนตรีให้ได้ชมและศึกษาสมุดภาพพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสเวียงพิงค์ ภาพทั้งหมดเป็นภาพต้นฉบับที่มีความคมชัด สามารถเห็นรายละเอียดต่างๆ ได้ดีขึ้นกว่าภาพที่ปรากฏในฉบับพิมพ์เป็นหนังสือมาแต่ก่อนเป็นอันมาก

เพื่อขยายวงความรู้ในเรื่องนี้ให้กว้างขวางออกไป ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ จึงจัดทำคำอธิบายภาพขึ้นใหม่ อาศัยข้อมูลจากหนังสือจดหมายเหตุฉบับเดิมประกอบกับการค้นคว้าเพิ่มเติม สำเร็จเป็นต้นฉบับสมุดภาพ “ประพาสเวียงพิงค์” เล่มนี้ และมอบให้หน่วยงานที่สนใจจัดพิมพ์ขึ้นเผยแพร่ได้ตามความประสงค์

กระบวนชนชาติละวะ (ละว้า) รถภาพทำเป็นรูปพวกละวะกำลังไหว้ผี มีราฎรละวะชายหญิงเดินตาม
บรรดาแขกที่นับถือศาสนาอสลาม ทำรถภาพเป็นรูปคัมภีร์โกหร่าน (อัลกุรอ่าน) มาเข้ากระบวนแห่ทูลพระขวัญ

ในการทำคำอธิบายประกอบภาพ ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ได้ขอให้นายศิรธัช ศิริชุมแสง ผู้เป็นศิษย์ช่วยค้นคว้าเรียบเรียงเบื้องต้น โดยได้รับความอนุเคราะห์ข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับนครเชียงใหม่ จากผู้ช่วยศาสตราจารย์พิชญา สุ่มจินดา และนายทศพร นันต๊ะ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ข้อมูลเกี่ยวกับโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย เวียงป่าเป้า และข้อมูลเกี่ยวกับการรำโคม จากนายธำมรงค์ บุญราช สำนักการสังคีต กรมศิลปากร กับทั้งได้ขอให้ นายกฤช อัจฉริยาภิรมย์ ผู้เป็นศิษย์อีกคนหนึ่งช่วยเหลือจัดพิมพ์ต้นฉบับด้วย และขอให้ ดร. พิเศษ สอาดเย็น ศิษย์อีกคนหนึ่งช่วยสอบทานและแก้ไขตกเติม ความเอื้อเฟื้อเหล่านี้จึงทำให้ต้นฉบับคำอธิบายประกอบภาพสำเร็จบริบูรณ์ขึ้นมาได้

นางนกรำซึ่งเป็นตอนหนึ่งของกระบวนแห่ทูลพระขวัญที่ชนชาติเกี้ยว คือไทยใหญ่ จัดมาเข้ากระบวน เดินนำหน้ารถภาพสิงโตที่ตามมาข้างหลัง
ชาวบ้านชนชาติฮ่อที่มากระบวนแห่ทูลพระขวัญ รถภาพเป็นรูปนกยูงอยู่บนภูเขามีพระแขกอ่านคัมภีร์โกหร่านแล้วถึงพวกฮ่อชายหญิงและม้าต่างๆ

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยซึ่งเป็นสถานศึกษาระดับอุดมที่ได้เคยรับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมาแต่ก่อน พิจารณาเห็นว่าสมุดภาพประพาสเวียงพิงค์นี้เป็นหนังสือที่ทรงคุณค่ายิ่ง สมควรจัดพิมพ์ขึ้นเผยแพร่เป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว กับทั้งจะได้นำภาพบางภาพจากสมุดเล่มนี้ไปจัดนิทรรศการชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระตำหนักดาราภิรมย์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้วย

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยหวังว่าสมุดภาพประพาสเวียงพิงค์เล่มนี้ จะเป็นที่ตื่นตาตื่นใจของผู้ที่ได้รับไว้ศึกษา และจะได้ใช้ประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าทางด้านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม คติชนวิทยา และศาสตร์อื่นๆ ให้กว้างขวางออกไป สมตามเจตนาของมหาวิทยาลัยทุกประการ

[คำนำ ของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]

ชาวพม่าที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร อาศัยหรือทำการค้าขายอยู่ในนครเชียงใหม่มาเข้ากระบวนแห่ทูลพระขวัญ รถภาพทำเป็นรูปนกยูงอันเป็นสัญลักษณ์ของพม่ายืนอยู่บนเขา
ขันพระขวัญ คือบายศรีต้นเก้าชั้นสำหรับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะเตรียมเข้ากระบวนแห่ทูลพระขวัญ มีเจ้านายสกุล ณ เชียงใหม่ ฝ่ายหน้าแต่งกายนุ่งผ้าน้ำเงิน สวมเสื้อเยียรบับเดินกำกับตามประเพณี
กระบวนเครื่องพระขวัญของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีเจ้านายฝ่ายเหนือฟ้อนนำหน้า ดังนี้
คู่ที่ 1 เจ้าแก้วนวรัฐ (เจ้าแก้ว ณ เชียงใหม่) เจ้าผู้ครองเมื่องเชียงใหม่ กับ เจ้ามหาพรหมสุรธาดา (เจ้ามหาพรม ณ น่าน) เจ้าผู้ครองนครน่าน
คู่ที่ 2 เจ้าจักรคำขจรศักดิ์ (เจ้าน้อยจักรคำ ณ ลำพูน) เจ้าผู้ครองนครลำพูน กับเจ้าราชวงศ์ (เจ้าแก้วภาพเมรุ ณ ลำปาง) ลำปาง
คู่ที่ 3 เจ้าบุรีรัตน์ (เจ้าน้อยแก้ว ณ เชียงใหม่) เชียงใหม่ กับเจ้าชัยสงคราม (เจ้าสมพมิตร์ ณ เชียงใหม่) เชียงใหม่
คู่ที่ 4 เจ้าราชภาคินัย (เจ้าเมืองน้อยชื่น ณ เชียงใหม่) กับเจ้าราชสัมพันธวงศ์ ลำพูน
คู่ที่5 เจ้าชัยวรเชฐ เชียงใหม่ กับเจ้าราชสัมพันธวงศ์ (เจ้าสิงแก้ว ณ เชียงใหม่) เชียงใหม่
คู่ที่ 6 เจ้าประพันธพงศ์ เชียงใหม่ กับเจ้าชัยสงคราม ลำปาง
คู่ที่ 7 เจ้ากาวิลวงศ์ ณ เชียงใหม่ กับเจ้าวงศ์เกษม ณ ลำปาง
การแต่งกายของเจ้านายเวลาฟ้อน นุ่งเกี้ยว สวมเสื้อเยียรบับ คาดสำรด ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์
กระบวนเครื่องพระขวัญของสมเด็จพระบรมราชินี มีเจ้านายผู้หญิงฝ่ายเหนือฟ้อนนำหน้า ดังนี้
คู่ที่ 1 เจ้าทิพยวรรณ กฤดากร ณ อยุธยา ในหม่อมเจ้าบวรเดช กับเจ้าส่วนบุญ ภรรยาเจ้าจักรคำขจรศักดิ์ ลำพูน
คู่ที่ 2 เจ้าบัวทิพย์ บุตรีเจ้าแก้วนวรัฐ ซึ่งเป็นภรรยาเจ้าราชภาคินัย กับเจ้ารำเจียก บุตรีเจ้าจักรคำขจรศักดิ์
คู่ที่ 3 เจ้าศิริประกาย บุตรีเจ้าแก้วนวรัฐ ซึ่งเป็นภรรยาเจ้ากาวิลวงศ์ กับเจ้าวรรณรา บุตรีเจ้าจักรคำขจรศักดิ์
คู่ที่ 4 เจ้าเรณูวรรณา ภรรยาเจ้าบุรีรัตน์ เชียงใหม่ กับเจ้าทิพวาร ภรรยาเจ้าหมื่นแก้ว เชียงใหม่
คู่ที่ 5 เจ้าเรือนแก้ว ภรรยาเจ้าราชภาติกวงศ์ เชียงใหม่ กับเจ้าจันทนา ภรรยาเจ้าประพันธพงศ์ เชียงใหม่
คู่ที่ 6 เจ้าวงศ์จันทร์ บุตรีเจ้าราชบุตร เชียงใหม่ กับเจ้ารวงคำ บุตรีเจ้าราชสัมพันธวงศ์ ลำพูน
คู่ที่ 7 เจ้าประกายคำ บุตรีเจ้าจักรคำจขรศักดิ์ กับเจ้าบุษบง บุตรีเจ้าบุญวาทวงศ์มานิต ลำปาง
เจ้านายผู้หญิงแต่งตัวนุ่งซิ่นยกทอง สวมเสื้อแพรรูปกระบอก ห่มผ้าแพร ปักช่อดอกไม้ทองที่มวยผม
การแสดงฟ้อนรำของชาติภาษาต่างๆ คือ มูเซอ แม้ว เงี้ยว และขมุ