ในวันที่กัญชากำลังร้อน เข้าโค้งสุดท้ายผ่านร่างอนุบัญญัติเกี่ยวกับการใช้กัญชาทางการแพทย์ เพื่อรองรับร่าง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ
“มติชน” ขอพาไปฟังมุมมองของเขา “ไกด์-รัฐพล แสนรักษ์” ชายผู้ซึ่งรณรงค์เรื่องนี้มานาน โดยเน้นการให้ความรู้เป็นสำคัญผ่านเพจ “กัญชาชน” และนิตยสาร Highland
หลายคนมองว่าเขาอยากให้เปิดเสรีกัญชา แต่เจ้าตัวตอบชัดว่า “ไม่ใช่” เพราะถ้าเสรีจะเหมือนกับใบกะเพราโหระพา ฯลฯ ที่ใครจะเอาไปทำอะไรก็ได้ แต่สิ่งที่เราเพียรทำมาตลอดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา คือการให้ความรู้อย่างรอบด้านแล้วให้ผู้อ่านตัดสินเอง เพื่อให้หลุดพ้นจากการเชื่อเพราะความเชื่ออย่างที่เคยเป็นมา
โลกข้างนอกมันไปไกลมากแล้ว โดยเฉพาะทางการแพทย์การรักษาโดยใช้กัญชา
กัญชาไม่ได้มีแค่หนึ่งหรือสองสายพันธุ์ แต่มีเป็นร้อยสายพันธุ์ แต่ละสายพันธุ์ก็ให้คุณประโยชน์ต่างกันไป มีทั้งสายพันธุ์ที่ให้ฤทธิ์เมาและไม่เมา อย่างในการรักษาอาการปวดไมเกรน หลังจากแพทย์จ่ายใบสั่งเพื่อให้ไปซื้อที่ร้านขายยาเฉพาะ จะมีการเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับผู้ป่วยมากที่สุด เช่น สำหรับคนทำงานกลางวันหรือกลางคืน ที่ต้องขับรถหรือไม่ อย่างไร
ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เขาหันมาสนใจกัญชาอย่างจริงจัง ลงพื้นที่ไปพูดคุยขอความรู้กับเหล่ากัญชาชน โดยเฉพาะการใช้กัญชาเพื่อการรักษาโรคมะเร็ง โรคที่คร่าชีวิตสมาชิกในครอบครัวของเขาไปหลายคน รวมทั้งแม่ผู้ปฏิเสธการใช้กัญชาเพราะติดอยู่กับความเชื่อแบบเดิมๆ กระทั่งแม่จากไปในที่สุดด้วยความทุกข์ทรมานเพราะฤทธิ์ของโรค
“รัฐพล แสนรักษ์” ปัจจุบันอายุ 32 ปี ผู้ก่อตั้งเพจกัญชาชน ซึ่งปัจจุบันมีแฟนเพจราว 350,000 คน เป็นคนโพธาราม จังหวัดราชบุรี หลังสำเร็จการศึกษาที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ทางด้านการถ่ายภาพ ทำงานเป็นโปรดิวเซอร์ในสตูดิโอถ่ายทำโฆษณาได้ระยะหนึ่ง ตัดสินใจออกท่องโลกกว้าง ไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ซานฟรานซิสโก มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา
ความตั้งใจแรกคือ ไปเรียนทางด้านฟิล์ม ด้านการออกแบบ ที่ซิตี้ คอลเลจ ออฟ ซานฟรานซิสโก แต่สิ่งที่เขาได้เจอ กลับเป็นจุดเปลี่ยนของทัศนคติสีเทาๆ ดำๆ ที่เคยได้รับการฝังหัวต่อกัญชาไปอย่างสิ้นเชิง และเป็นจุดตั้งต้นของเพจ “กัญชาชน”
กว่าชั่วโมงของการนั่งพูดคุยอย่างเป็นกันเองกับเขา ฟังประสบการณ์การใช้กัญชาในโลกเสรี จุดประกายความหวังความฝัน โดยเฉพาะคนเจ็บคนป่วยในหลายๆ โรค ไม่เพียงมะเร็ง ยังมีลมชัก พาร์กินสัน ฯลฯ
“พื้นฐานของกัญชา มีเอฟเฟ็กต์ 4 อย่างที่เป็นประโยชน์กับคนที่เป็นมะเร็ง คือ 1.กระตุ้นความอยากอาหาร 2.ลดความเจ็บปวด 3.ทำให้นอนหลับได้ 4.ลดอาการคลื่นไส้อาเจียน แค่สี่อย่างนี้ก็ทำให้คุณภาพชีวิตของคนเป็นมะเร็งดีขึ้นแล้ว โดยไม่ต้องพูดถึงว่ามันสามารถรักษาได้จริงหรือเปล่าด้วยซ้ำ”
แค่น้ำจิ้มยังจุดประกายความหวังได้ขนาดนี้…

ทำไมต้องซานฟรานซิสโก?
ตอนที่ตัดสินใจว่าจะออกไปหาประสบการณ์ อยากเจอโลกใหม่ๆ มานั่งดูว่าเมืองไหนน่าอยู่ที่สุด เห็นว่าเป็นเมืองที่เสรีนิยมมาก มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์น่าสนใจ ช่วงนั้นชอบประวัติศาสตร์ แบบเรฟโวลูชั่นที่มันพลิกสังคม ทำให้สังคมเปลี่ยนไป ก็ต้องซานฟรานซิสโก อย่างเรื่องแอลจีบีที ซึ่ง ฮาร์วีย์ มิลค์ ก็เป็นเทศมนตรีคนแรกที่เปิดเผยตัวว่าเป็นเกย์ และถูกฆ่าตายเพราะประเด็นนี้
พอได้ไปเรียนที่ซานฟรานซิสโก สิ่งที่ได้เจอในโลกใหม่เป็นอย่างไร?
โอ้โห เป็นโลกที่เราไม่เคยจินตนาการถึง มันก้าวหน้ามาก สังคมที่นั่นไม่ได้ตัดสินคนที่การกระทำ หรืออะไรที่มันเล็กๆ น้อยๆ อย่างที่สังคมเราเป็น การใช้ยา การเสพยาไม่ได้มีการตัดสินอะไรจากพื้นฐานตรงนี้แล้ว เป็นสังคมที่ค่อนข้างเปิดกว้าง ยอมรับความหลากหลาย ทั้งแอลจีบีที เชื้อชาติสีผิว ถึงขั้นที่ว่า กลางเมืองก็มีเฟสติวัลให้คนมาปลดปล่อยเดินโชว์อะไรอย่างนี้ หรือใครที่ชอบเฆี่ยนตีก็มีโซนให้ทำได้อย่างเปิดเผยกลางเมือง มีเทศกาลสูบกัญชาที่เราไม่เคยเจอเยอะมาก
กัญชาตอนนั้นยังไม่ฟรีเท่าตอนนี้?
ที่แคลิฟอร์เนียยังผิดกฎหมายอยู่ แต่ถูกในเรื่องการใช้ทางการแพทย์แล้ว คือแคลิฟอร์เนียการใช้กัญชาเพื่อการรักษาเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายมา 20 ปีแล้ว แต่การใช้เพื่อความเพลิดเพลินเพิ่งถูกกฎหมายเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว
ได้ใช้กัญชาตอนไหน?
พอเริ่มไปเรียนมหาวิทยาลัยก็เป็นไมเกรน ตอนนั้นผมทำอะไรไม่ได้เลย มันปวดมากจนลุกจากที่นอนไม่ได้ เลยไปหาหมอ หมอแนะนำว่ามันมีตัวเลือก ถ้าอยากลองช็อยส์นี้ที่เป็น เมดิคอล คันนาบิส (Medical Cannabis) ก็ลองได้ สามารถออกใบสั่งแพทย์ (medical card) ให้ได้ เราก็ยังแปลกใจว่ามันมีแบบนี้ด้วยหรือ พอได้ใช้ถือว่ามันดีขึ้นมาก
เอาใบสั่งแพทย์ไปซื้อตามร้านขายยา?
ใช่ครับ เขาจะมีร้านขายยาที่ขายยาจากกัญชาโดยเฉพาะ แยกต่างหากจากร้านขายยาทั่วไป และซื้อตามปริมาณที่แพทย์สั่ง โดยเภสัชกรเฉพาะทาง เรียกว่า “บัดเทนเดอร์” (Budtender) จะเป็นคนแนะนำว่าสายพันธุ์ไหนเหมาะกับคนเป็นไมเกรน สายพันธุ์ไหนสามารถใช้ตอนกลางวันได้ สายพันธุ์ไหนไม่เหมาะกับการใช้ตอนกลางวันเพราะทำให้ง่วง เหมาะสำหรับใช้ตอนกลางคืนเพื่อการพักผ่อน คือมีเป็นร้อยสายพันธุ์ ซึ่งเอฟเฟ็กต์ของการออกฤทธิ์ต่อร่างกายก็ต่างกันค่อนข้างเยอะ
ลักษณะของการใช้?
ฟอร์มการใช้ที่นั่นค่อนข้างเปิดกว้าง ที่ให้ใช้ได้คือ ใช้ในรูปของน้ำมัน แต่ข้อเสียคือ มันแอ๊กทีฟช้า กว่าจะหายปวดต้องรอถึง 45 นาที ก็เลยมีฟอร์มของการ อินเฮล (Inhale) ประมาณ 5 นาทีก็ได้ผล อินเฮลเป็นอย่างไรให้จินตนาการถึงเครื่องพ่นหอบ หายใจเข้าไป อารมณ์ประมาณบุหรี่ไฟฟ้า คือหายใจเข้าไปโดยไม่มีสารเผาไหม้ ยังมีแผ่นแปะแก้ปวด มีผ้าอนามัย แก้ปวดท้องเมนส์ ขายดีมากๆ เรียกว่าเป็นนวัตกรรมเปลี่ยนโลกของที่นั่น เป็นผ้าอนามัยแบบสอดที่มีสารทีเอชซี
สนใจศึกษากัญชาตั้งแต่ตอนไหน?
พอเราใช้แล้วได้ผล ก็ไปพบแพทย์อีกทีและตั้งคำถามเลยว่า ทำไมถึงเป็นกัญชา ทำไมไม่เป็นยากิน หมอก็บอกว่าถ้าใช้กัญชาในโดสที่จำกัด ผลกระทบจากยาน้อยมากเมื่อเทียบกับยารักษาไมเกรน ซึ่งจะมีปัญหากับกระเพาะ ไต หลอดเลือด ที่บางคนกินแล้วนิ้วเน่าเพราะถ้ากินเยอะเกินจะมีผลให้เลือดไม่ไปเลี้ยงที่ปลายนิ้ว
ผมถามว่าหมอว่ารักษาอะไรได้บ้าง ซึ่งในนั้นมีมะเร็ง ผมค่อนข้างสนใจอยู่แล้วเพราะว่าแบ๊กกราวด์ครอบครัวเป็นมะเร็งจ๋าๆ เลย และก่อนจะไปอเมริกา พ่อ ปู่ ย่า เสียชีวิตจากมะเร็งหมดเลย มีแม่ที่อยู่ไทยคนเดียว เลยสนใจเรื่องนี้อย่างมากจึงลองศึกษา อ่านข้อมูล เห็นว่าน่าสนใจ และไปเจอกับกลุ่มคนที่ใช้จริงๆ คนที่ปลูกให้ผู้ป่วย คนต่างๆ ที่ทำงานอยู่ และเจอกับคนที่ใช้ในการรักษา เห็นว่าใช้แล้วคุณภาพชีวิต มันไม่เหมือนกับที่เราเจอในครอบครัว
ต้องบอกว่าพื้นฐานของกัญชา มีเอฟเฟ็กต์ 4 อย่างที่เป็นประโยชน์กับคนที่เป็นมะเร็ง คือ 1.กระตุ้นความอยากอาหาร 2.ลดความเจ็บปวด 3.ทำให้นอนหลับได้ 4.ลดอาการคลื่นไส้อาเจียน แค่สี่อย่างนี้ก็ทำให้คุณภาพชีวิตของคนเป็นมะเร็งดีขึ้นแล้ว โดยไม่ต้องพูดถึงว่ามันสามารถรักษาได้จริงหรือเปล่าด้วยซ้ำ
แต่ยังต้องรักษาด้วยการแพทย์แผนปัจจุบัน อย่างทำคีโม?
งานวิจัย ณ ตอนนี้คือ สามารถทำได้ในระดับเซลล์ คือในกัญชามันมีหลายสาร ซึ่งสารหลักๆ สารทีเอชซี มันกระตุ้นให้เกิดการตายของเซลล์ โดยที่มันไม่ได้จู่โจมเซลล์ปกติ และยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์เนื้อร้าย แต่ยังเป็นการวิจัยในเซลล์สัตว์อยู่ แม้จะมีผู้ป่วยลองใช้จริงและได้ผลทั้งที่ในประเทศไทยด้วย แต่ยังไม่สามารถพูดในทางวิทยาศาสตร์ว่ามันรักษามะเร็งได้
บ้านเราเมื่อก่อนมีใช้ในตำรับยาแผนโบราณ?
ในตำรายาที่อยู่ในแถบเอเชียมีมา 3,000-4,000 ปีแล้ว มันเริ่มในจีน อินเดีย ที่ไทยก็มีมาหลายร้อยปี คือการใช้เป็นยาในภูมิภาคนี้มีมายาวนาน เพิ่งมาผิดกฎหมายไม่เกิน 80 ปี เพียงแต่เราอยู่ในเจเนอเรชั่นที่บลายด์ (Blind) ซึ่งเป็นช่วงสั้นๆ เท่านั้นที่มีการปิดกั้นทำให้มันผิดกฎหมาย
ยุคก่อนปี 70 ช่วงสงครามเวียดนามที่ไทยส่งออกกัญชาไปทั่วโลก เป็นยุคที่ไทยรุ่งเรืองมาก ยุคนั้นเป็นยุคที่กัญชาในอเมริกาจะมาจากเม็กซิโก และยุโรปมาจากทางโมร็อกโก ทางตะวันออกกลาง ซึ่งตอนนั้นคุณภาพยังสู้ของไทยไม่ได้ พอมาเจอกัญชาของไทยก็ชอบเพราะมันเป็นไฮแอ๊กทีฟ
แต่ทุกวันนี้ผมกล้าพูดเลยว่าเราตามหลังเขา และสายพันธุ์ไทยไปโผล่เป็นต้นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ต้นตระกูลของสายพันธุ์ดังๆ ที่ขายอยู่ในตลาดทั่วโลกที่ขายกันถูกกฎหมาย หรือเป็นสายพันธุ์เพื่อการทำยาก็มีต้นตระกูลมาจากสายพันธุ์ไทยหลายสายพันธุ์ คือ เขาเอาสายพันธุ์ของเราไปพัฒนาจนกระทั่งเป็นสายพันธุ์ที่ดีและเหมาะแก่การทำในระดับอุตสาหกรรมด้วย
รู้จักกัญชาครั้งแรก?
ตอนวัยรุ่น อายุ 13-14 ปี ผมไม่ได้อยู่กับพ่อกับแม่คือ พ่อกับแม่ทำงานที่กรุงเทพฯ ผมอยู่กับย่าที่ราชบุรี (อำเภอโพธาราม) แล้วในช่วงเข้าสู่วัยรุ่นย่าก็เสีย พ่อกับแม่ก็กลับมาดูแลเราไม่ได้ และเราก็ไม่สามารถไปอยู่กับพ่อกับแม่ได้ เลยกลายเป็นว่าอยู่ตัวคนเดียวกับสังคมที่เป็นกลุ่มวัยรุ่น ก็ตามเพื่อนไป รู้จักกัญชาก็ผ่านเพื่อนใช้สนุกๆ
อยากให้เสรีขนาดไหน?
ผมไม่อยากให้มันเสรี จริงๆ มันไม่ควรใช้คำว่า “เสรี” ด้วยซ้ำสำหรับผม เพราะ “เสรี” คือ Free-trade เหมือนปลูกมะนาว ใบกะเพรา โหระพา ฯลฯ ใครจะทำอะไรที่ไหน ปลูกที่ไหนก็ได้ ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงกับอะไรที่อยู่ในโซนนี้ เพราะมันมี 2 ด้านอยู่แล้ว แม้กระทั่งกับยูเอ็น หรือกติกาโลกก็ต้องมีการควบคุม ต้องมีการจำกัด ต้องมีข้อบ่งชี้เหมือนแอลกฮอลล์ บุหรี่ ว่าใครจะทำอะไรที่ไหนได้บ้าง มันเป็นประเด็นเดียวกัน เราควรเปลี่ยนวิธีการบริหารจัดการจากใต้ดิน ซึ่งอันตรายมาก
อย่างไร?
หนึ่ง มันเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค เขาก็คือมนุษย์มีศักดิ์ศรีเหมือนกัน กัญชาอาจจะส่งผลเล็กๆ น้อยๆ แต่ถ้าเอากฎหมายอาญาไปจับมันเท่ากับผิดกฎหมาย เท่ากับทำลายชีวิตคนไปเลย พูดง่ายๆ อย่าง ผมถ้าตอนอายุ 13-14 ปี โดนจับ ชีวิตผมคงไม่มีวันนี้แน่นอน เพื่อนผมที่อยู่รอบข้างที่อาจจะหลงไปอยู่ในวงจร อาจจะถูกหลอกใช้ในความเป็นเด็กไปเดินขายยา ถ้าถูกจับมันกลายเป็นว่าชีวิตคนคนหนึ่งพังไปเลย ถ้าเขาถูกจับไปอยู่บ้านเมตตาในคุก เขากลับมาใช้ชีวิตปกติไม่ได้ เขาไม่สามารถไปทำงานสุจริตได้อีกแล้ว ผมพูดแบบนี้ได้เลย สิ่งเดียวที่เปิดรับคือกลับมาทำอาชีพเดิมในวงจรที่มันใหญ่ขึ้น อันตรายมาก
เราต้องยอมรับว่ากัญชามันมีอยู่แล้ว ปราบปรามอย่างไรมันก็ยังมีอยู่ เพราะมันมีดีมานด์อยู่ตลอด การทำให้มันผิดกฎหมายแบบนี้ ผลผลิตที่ได้มาสู่ผู้บริโภค มันเป็นผลผลิตที่ไม่มีมาตรฐาน ล่าสุด องค์การเภสัชกรรมเอาไปตรวจสารปนเปื้อน เจอทั้งสารหนู ยาฆ่าแมลง โลหะหนัก มันก็เป็นอันตรายกับผู้บริโภค
ส่งเสริมเป็นพืชเศรษฐกิจเลย?
แน่นอนอยู่แล้ว มันสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว เท่ากับว่ามันมีเม็ดเงินก้อนมหาศาลที่อยู่ใต้ดินอยู่แล้ว เราไม่เคยหยิบจับได้เลย หนำซ้ำยังเอาภาษีไปใส่ให้ ไปปราบปราม ต้องเอาเงินให้ตำรวจไปจับไปทำอะไร เงินทั้งนั้น ยังไปกระบวนการยุติธรรมอีก ในแต่ละเคสที่จับมาใช้เงินเท่าไหร่โดยที่เราไม่เคยได้ประโยชน์เลย
มันเป็นอิชชูเดียวกับพวกเกรย์โซนทั้งหมด ถ้าเราไม่เอาศีลธรรมไปจับ แต่เอาการบริหารจัดการที่ดีไปจับ มันก็จะสร้างประโยชน์ได้ และมันยังจำกัดโทษให้เหลือต่ำที่สุดได้ หมายถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากทุกอย่างทั้งความรุนแรงด้วย เราสามารถทำได้ และมันเป็นประโยชน์กับสังคมได้ด้วย แต่ไม่ใช่การเปิดเสรีที่ใครทำอะไรก็ได้ เพราะนั่นเป็นความรุนแรงอีกระดับเหมือนกัน คือถ้าทำอย่างนี้ได้ เท่ากับมันอยู่ตรงกลางระหว่างการผิดกฎหมายกับการเปิดเสรี แต่มันอาจจะต้องเริ่มที่อำนาจรัฐกับประชาชนต้องคอมโพไมซ์กันก่อน เริ่มจากการไว้ใจกันก่อน
“…ต้องยอมรับว่าตอนนี้พวกอินโนเวทีฟด้านการเกษตรของเราล้าหลังมาก
…ผมอยากเห็นกัญชาในฐานะที่เป็นพืชที่มีมูลค่าอยู่แล้ว
เอาองค์ความรู้ใหม่ๆ มาจับแล้วพัฒนาการเกษตรให้ก้าวไปไกลอีกระดับหนึ่ง….”
ทำไมการจะปลดล็อกกัญชาออกจากการเป็นยาเสพติดจึงต้องใช้ ม.44?
ผมก็ไม่เข้าใจครับ คือจริงๆ ม.44 ที่ออกมาล่าสุดเป็นการยกเลิกสิทธิบัตรที่ขอจดมาก่อนหน้านี้ ซึ่งจริงๆ แล้วกฎหมายของกรมทรัพย์สินทางปัญญามันผิดหลักตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว เพราะมีมาตราหนึ่งที่บอกว่าไม่สามารถจดสิทธิบัตรกับสารที่มาจากธรรมชาติได้ แต่ถ้าวิธีได้มาซึ่งสารอาจจะเป็นกระบวนการพิเศษเป็นอินโนเวทีฟ อันนี้ไม่ว่ากัน เพราะมันเป็นหลักสากล แต่สิทธิบัตรที่ยกเลิกไปมันสามารถใช้กฎหมายปกติได้อยู่แล้ว ผมเลยไม่เห็นว่ามันมีความจำเป็นต้องใช้ ม.44
อยากเห็นประเทศไทยเป็นยังไง?
ผมอยากเห็น 1.ประเทศไทยเป็นเมดิคัลฮับในเรื่องนี้ของภูมิภาคนี้ เพราะเรามีโพเทนเชี่ยล มีอะไรดีๆ อยู่หลายอย่างที่มีความพร้อมที่จะขับดันไปสู่จุดนี้ได้ แต่มันต้องทำก่อนชาวบ้าน มันทำอย่างเดียวไม่ได้ มันต้องคิดค้นต้องประดิษฐ์ต้องทดลองด้วย ตอนนี้มันเกิดไม่ได้เพราะมันติดขัดไปทุกอย่าง
2.ผมอยากเห็นกัญชาพัฒนาการเกษตร ต้องยอมรับว่าตอนนี้พวกอินโนเวทีฟด้านการเกษตรของเราล้าหลังมาก ผมไปดูงานที่เนเธอร์แลนด์มา เขาลดต้นทุนไม่พอ เขาทำให้เกษตรกรของเขามีโปรดักทีฟพุ่งสูงมาก โดยที่ต้นทุนไม่ได้เยอะ เช่น ปลูกมะเขือเทศจากที่เคยใช้น้ำ 300 กว่าลิตร ลดลงมาเหลือ 8 ลิตร คือมันไปไกลมาก แล้วผมอยากเห็นกัญชาในฐานะที่เป็นพืชที่มีมูลค่าอยู่แล้ว เอาเทคโนโลยีมาจับ เอาอินโนเวทีฟมาจับ เอาองค์ความรู้ใหม่ๆ มาจับแล้วพัฒนาการเกษตรให้ก้าวไปไกลอีกระดับหนึ่ง
ทุกวันนี้นอกจากให้ความรู้เรื่องกัญชา?
ช่วยงานที่บ้าน และมีธุรกิจส่วนตัว และทำไฮแลนด์ด้วย เวลาค่อนข้างน้อยครับช่วงนี้ แต่เรามาถึงจุดที่เห็นคนตื่นตัวค่อนข้างเยอะแล้วดีใจ แต่ยังอยากพาไปในจุดที่เราหวังอยู่ อยากเห็นประเทศเราเป็นอย่างที่คิด เราให้ความรู้แล้วก็แฮปปี้กับตรงนี้ มีหลายพรรคการเมืองที่มาปรึกษาเรื่องนี้ เราก็ให้คำแนะนำไป
เราทำเป็นสเต็ป แล้วเราก็ทำแยกเรื่องด้วย แต่เป็นอิชชูที่เราผลักดันไปพร้อมๆ กัน อย่างเรื่องเมดิคัลฮับ เราสนับสนุนให้มันใช้ได้จริงๆ และไม่อยู่ภายใต้การผูกขาด ส่วนเรื่องให้มันถูกกฎหมายคือใช้เพื่อความเพลิดเพลิน อาจจะเป็นระยะยาวเพราะเรารู้ว่ามันไม่ง่าย แต่ว่าระยะสั้นยกเลิกทางอาญาไปก่อนสำหรับผู้เสพ
อย่างที่บอกว่ามันอันตรายมากกับคนคนหนึ่งที่ต้องเข้าไปอยู่ในกระบวนการยุติธรรมโดยต้องโทษคดีอาญา

5 ปี กัญชาชน
เปิดประตูความรู้-กัญชาสู่สากล
คำว่า “กัญชาชน” ผมก็พยายามจะล้อๆ แต่มันก็มีมุมมองที่มันกลม ไม่ใช่แค่มุมมืดๆ แค่มุมเดียวอย่างที่เราเคยถูกใส่ในสมองมาตั้งแต่แรกๆ
ตอนที่อยู่ซานฟรานซิสโกศึกษาเรื่องกัญชา คลุกคลีกับคนป่วยระดับหนึ่งประมาณ 3 ปี ตอนนั้นยังไม่ได้คิดอะไรมากกว่าความอยากรู้และเห็นว่าไม่ใช่เรื่องไกลตัวเรา อยู่มาวันหนึ่งแม่ก็โทรมาบอกว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย เลยตัดสินใจว่าจะต้องกลับเมืองไทยมาดูแลแม่ ช่วงนั้นจึงหาข้อมูลเยอะมาก แต่พอกลับมาคุยกับแม่ แม่ปฏิเสธเพราะเชื่อว่ามันผิดกฎหมายและไม่มีทางเป็นสิ่งที่ดีได้
ผมรู้สึกว่าคุณภาพชีวิตแม่ไม่ดีมากๆ รู้สึกว่าทั้งๆ ที่มันอาจจะเป็นโอกาสที่เขาจะมีความสุขขึ้น เจ็บปวดน้อยลง หรืออาจจะมีโอกาสหายได้ แต่เขาก็เลือกที่จะปฏิเสธเป็นเพราะมุมมองที่เขาเชื่อฝังใจ หลังจากแม่เสียชีวิต ผมก็ยังติดตามอ่านข่าวอ่านงานวิจัยอยู่ตลอด เลยตัดสินใจเปิดเพจ เอาสิ่งที่เราเรียนมาเจอมามาบอกเล่า อย่างน้อยให้คนในสังคมหันมามองและช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ป่วยได้เยอะ
รัฐพลบอกว่า พยายามผลักดันเต็มที่ ให้ความรู้อย่างเต็มที่ อย่างวันที่ “20 เมษายน” นี้ เป็นวันกัญชาโลก กำลังจะจัดงาน “2019 Highland 420 : 5 ปี กัญชาชน” จะดึงบริษัทที่เชี่ยวชาญในทุกกระบวนการมาให้ความรู้เต็มที่ และ “เปิดให้เข้างานฟรี” โดยเริ่มจากเชิญบริษัทเชี่ยวชาญด้านเมล็ดพืชจากเนเธอร์แลนด์ ให้มาสอนการผลิตเมล็ด การบลีดดิ้งผสมพันธุ์ ขึ้นทะเบียนสายพันธุ์ต้องทำอย่างไรบ้างให้ได้มาตรฐาน
ยังเชิญบริษัทปลูกกัญชาที่แคนาดามาเล่าถึงกระบวนการปลูกกัญชาเพื่อการส่งออกตามมาตรฐานจีเอ็มพีว่าต้องเป็นอย่างไร และมีบริษัทผลิตยามาเล่าว่ามีฟอร์มแบบไหนคือ เป็นความพยายามที่ต้องการนำโนว์ฮาวทั้งหลายมาเปิดกว้างเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ โดยจัดงานมาอย่างต่อเนื่องทุกปี สำหรับปีนี้งานจะมีขึ้นที่ รันเวย์ 3119 ย่านร่มเกล้า-สุวรรณภูมิ
คาดว่าปีนี้จะมีผู้มาร่วมงาน 3,000-4,000 คน เราอยากโอเพ่นให้มากที่สุด และเราไม่ได้หวังกำไรอยู่แล้ว เพราะจุดประสงค์เราอยากผลักดันให้คนมีความรู้ว่า ถ้าเราจะไปแข่งกับเขาเราต้องทำอย่างไรบ้าง


