หน้าแรก ประชาชื่น ปิดฉากเจ้าเมื...

ปิดฉากเจ้าเมือง ‘บรรหารบุรี’ สิ้นสุดการเมืองไทยยุค 90’s ?

16.05.16 | 13:00 น.

เอ่ยชื่อของ บรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถึงแก่อนิจกรรม เมื่อวันที่ 21 เมษายนที่ผ่านมา ต้องมีภาพของจังหวัดสุพรรณบุรีควบคู่มาด้วยเสมอ

เป็นที่รู้กันว่าในสมัยที่เขาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นงบประมาณจำนวนมากถูกทุ่มลงไปที่สุพรรณบุรีจังหวัดบ้านเกิดนำไปสู่การพัฒนาอย่างรวดเร็วเปลี่ยนแปลงภาพจังหวัดชนบทห่างไกลให้เจริญขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ตลอดชีวิตการเมืองของ “มังกรเติ้ง” แม้จะมีภาพแง่ลบที่คนบางส่วนไม่ชอบ แต่ปฏิเสธไม่ได้เขาเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง อันเป็นจุดเริ่มต้นการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ที่ได้ชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด

สไตล์การบริหารงานแบบถึงลูกถึงคนแบบ “หลงจู๊” เองอาจไม่ถูกจริตคนไทยที่มองว่าเป็นการ ล้วงลูก อีกทั้งภาพการเมืองยุคก่อนปี 2540 มีความเด่นชัดในความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ อันจะเห็นได้ชัดเจนจากการเกิดขึ้นของเจ้าพ่อ ผู้มีอิทธิพลระดับจังหวัดและภูมิภาค ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าอดีตนายกฯบรรหารเองก็เกิดขึ้นและเติบโตในระบบนี้อย่างเด่นชัด

การสิ้นสุด “เจ้าพ่อสุพรรณบุรี” นัยหนึ่งจะพูดได้หรือไม่ว่าเป็นการปิดฉากการเมืองยุค 90’s

Advertisement

นอกจากอนาคตพรรคชาติไทยพัฒนาในฐานะพรรคการเมืองขนาดกลางแล้ว ยังน่าคิดต่อไปถึงอนาคตการเมืองไทยในยุคผลัดใบนักการเมืองยุคเก่า

DSC_0613

‘บรรหารบุรี’
ระบบอุปถัมภ์ที่ลงลึกถึงจิตใจ

ดร.โยชิโนริ นิชิซากิ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ผู้เขียน Political Authority and Provincial Identity in Thailand : The Making of Banharn-buri กล่าวในงานเสวนาประเทศไทยหลังยุคบรรหาร เศรษฐกิจ การเมือง เครือข่ายอุปถัมภ์ ในสุพรรณบุรี และอนาคตพรรคขนาดกลางที่จัดโดย หลักสูตรการเมืองและการจัดการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ว่า ตนใช้เวลาในการวิจัยเรื่องการเมืองในสุพรรณบุรีและบรรหารเป็นเวลานาน เขามีลักษณะที่ขัดกันเอง โดยคนกรุงเทพฯจะไม่ชอบ แต่คนสุพรรณนิยมชมชอบมาก ภาพลักษณ์ของคุณบรรหารที่คนทั่วไปจดจำได้มีภาพที่ไม่ดี เกี่ยวกับเรื่องคอร์รัปชั่น

“คุณบรรหารเกิดที่ อ.เมือง สุพรรณบุรี ในครอบครัวค้าขายที่อพยพมาจากประเทศจีน พ่อเขาก่อตั้งสมาคมชาวจีนที่สุพรรณบุรี พออายุ 17 พ.ศ.2492 คุณบรรหารย้ายเข้ากรุงเทพฯ ใช้เวลา 4 ปี ช่วยพี่ชายขายกาแฟที่ถนนหลานหลวง ใกล้กรมโยธาธิการ แล้วตั้งบริษัท สหศรีชัยก่อสร้าง รับประมูลก่อสร้างจากกรมโยธาฯ งานใหญ่คือการวางท่อประปาต่างจังหวัด 10 ปี ช่วงนั้นอธิบดีกรมโยธาสองท่านเป็นชาวสุพรรณ ชีวิตการเมืองของคุณบรรหารก่อนเล่นการเมืองได้เกี่ยวข้องกับเครือข่ายสำคัญ นอกจากประสบความสำเร็จในฐานะนักธุรกิจต่างจังหวัดแล้วยังมีการบริจาคเข้าท้องถิ่น เริ่มจากการบริจาคตึกโรงพยาบาล สร้างโรงเรียนหลายแห่ง และเข้าไปเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนลูกเสือชาวบ้านซึ่งเป็นขบวนการของฝ่ายอนุรักษนิยม
“คุณบรรหารเริ่มอาชีพนักการเมืองจากพรรคชาติไทย ชนะขาดลอยในการเลือกตั้ง จากเลขาธิการพรรค เป็นหัวหน้าพรรค เมื่อเป็นนายกฯ เขามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาสาธารณูปโภคในสุพรรณบุรี โดยเฉพาะถนนและโรงเรียน ทุ่มงบประมาณรัฐมากเป็นประวัติการณ์ โดยไม่สัมพันธ์กับจำนวนประชากรในพื้นที่ ถามว่าทำไมคนสุพรรณชื่นชอบก็เพราะคุณบรรหารช่วยพัฒนาสุพรรณ คนก็เลยโหวตให้คุณบรรหาร”

ดร.โยชิโนริกล่าวว่า สถานะต่างๆ ของคุณบรรหารในสุพรรณบุรี เกิดจากโครงการพัฒนาต่างๆ ที่ทำให้คนสุพรรณเกิดความภูมิใจในท้องถิ่น โดยก่อนหน้านั้นสุพรรณบุรีเป็นจังหวัดล้าหลัง งบประมาณไม่เคยลงไปถึง ทำให้คนสุพรรณรู้สึกอายในความเป็นคนบ้านนอกเหมือนลูกเมียน้อย แต่คุณบรรหารทำให้คนสุพรรณเกิดความภูมิใจจนสามารถเชิดหน้าชูตาได้มากกว่าจังหวัดใกล้เคียง เป็นการเมืองแบบสร้างความเป็นจังหวัดนิยม

ส่วนอนาคตการเมืองหลังการจากไปของคุณบรรหาร ดร.โยชิโนริมองว่า หลังพรรคชาติไทยถูกยุบ คำว่า บรรหารบุรีและภาพลักษณ์ความเป็นตัวแทนการเมืองสุพรรณบุรีของคุณบรรหารได้ถูกสลายไป

“สุพรรณบุรีกลายมาเป็นบรรหารบุรีได้เพราะการเมืองในจังหวัดตกอยู่ในกำมือคุณบรรหาร ส.ส.ทั้งหมดอยู่ในเครือข่ายของเขา แต่เมื่อพรรคชาติไทยถูกยุบ เกิดพรรคชาติไทยพัฒนา โดย ชุมพล ศิลปอาชา น้องชายของเขา หลังปี 2551 ไม่มีคนในตระกูลศิลปอาชาลงเล่นการเมืองพื้นที่ แต่ยังคงมีเครือข่าย ส.ส.อยู่ แต่ในการเลือกตั้งปี 2554 สหรัฐ กุลศรี เป็น ส.ส.พรรคเพื่อไทยคนแรกที่สามารถเจาะฐานเสียงพื้นที่คุณบรรหารได้

“การเลือกตั้งครั้งต่อไปก็มีโอกาสที่พรรคอื่นจะได้ฐานเสียงที่สุพรรณบุรี แม้เครือข่ายบรรหารจะยังลงเลือกตั้งอยู่ เพราะ ส.ส.ในพรรคหลายคนไม่มีเหตุผลที่จะอยู่กับชาติไทยพัฒนาต่อและอาจหันไปซบประชาธิปัตย์และเพื่อไทยแทน ผมคิดว่าจากนี้พื้นที่ของคุณบรรหารจะอยู่ในประวัติศาสตร์สุพรรณบุรีในฐานะผู้พัฒนาจังหวัดสุพรรณบุรี” ดร.โยชิโนริกล่าว

(จากซ้าย) โยชิโนริ นิชิซากิ, เวียงรัฐ เนติโพธิ์, นิกร จำนง

ปัจจัยกำเนิดเจ้าพ่อ-ผู้มีอิทธิพล

อีกความเห็นจากนักวิชาการ ผศ.เวียงรัฐ เนติโพธิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า คุณบรรหารมีลักษณะเป็นเจ้าพ่อ-ผู้มีอิทธิพลที่ไม่ใช้ความรุนแรง การจะมองลักษณะร่วมที่สร้างผู้มีอิทธิพลขึ้นมา ต้องมองจากปัจจัย 4 อย่าง

1.ระบอบทางการเมือง คุณบรรหารโตมาจากระบอบประชาธิปไตย แต่เป็นประชาธิปไตยระดับรัฐสภา กลไกนโยบายสาธารณะยังรวมศูนย์ ไม่มีการเลือกตั้งท้องถิ่น พรรคการเมืองอ่อนแอ เอื้อให้เกิดผู้มีอิทธิพล เพราะพวกสำคัญกว่าพรรค บุญคุณสำคัญกว่าหีบบัตร ไม่มีการถ่วงดุล

2.คุณลักษณะของรัฐ ในแง่ปฏิสัมพันธ์กับสังคม เมื่อเกิดนโยบายที่ใกล้ชิดประชาชน คนได้รักษาฟรี เรียนฟรี คนมีบารมีนอกภาครัฐจะไม่มีความหมาย และในแง่การกระจายอำนาจ ขณะที่รัฐรวมศูนย์ขาดประสิทธิภาพ การกระจายอำนาจจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงการดำรงอยู่ของผู้มีอิทธิพล

3.ลักษณะทางอุดมการณ์ เจ้าพ่อ ผู้มีอิทธิพล มาเฟียทั่วโลกเป็นฝ่ายขวา สนับสนุนการรวมศูนย์อำนาจ ขณะที่เจ้าพ่อไทยไม่ได้เป็นฝ่ายขวา แต่อุดมการณ์ของไทยทั้งหมดเป็นฝ่ายขวาแทบไม่มีเสรีนิยมเลย ผู้มีอิทธิพลจึงมีอุดมการณ์สอดคล้องกับชาตินิยมแบบไทยๆ

4.ภาคประชาชน ผู้มีอิทธิพลอยู่ได้เมื่อประชาชนด้อยโอกาสไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรได้ แต่เมื่อถูกทำให้มีการศึกษา มีความตื่นตัวทางการเมืองก็ไม่จำเป็นต้องมีผู้มีอิทธิพล

“แต่ถ้าปัจจัย 3 ข้อแรกย้อนกลับมาในรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้น การเลือกตั้งถูกจำกัดให้แคบลง กลไกรัฐถูกทำให้รวมศูนย์ อุดมการณ์ถูกทำให้เป็นชาตินิยมแบบไทยๆ มากขึ้น ต่อให้ประชาชนมีฐานะหรือความรู้มากขึ้นก็ไม่อาจทัดทาน ในที่สุดอาจเห็นเครือข่ายใหม่ๆ เกิดขึ้น แต่จะเป็นเครือข่ายที่สนใจประชาชนน้อยกว่าที่เป็นอยู่ ถ้ามีระบอบทางการเมืองที่อุดมการณ์คับแคบลง จะทำให้เกิดการพึ่งบารมี อาจย้อนกลับไปใช้ความรุนแรงหรือลักษณะอื่นที่แตกต่างจากคุณบรรหารก็ได้” ผศ.เวียงรัฐกล่าว

 

ลีลาการเมืองแบบ ‘เป็นเพื่อนกับทุกคน’

นิกร จำนง แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า ในงานศพของคุณบรรหาร อดีตนายกฯทุกคนมาร่วมงาน มีนักการเมืองหลายฝ่ายอยู่ในงานเดียวกัน สะท้อนภาพว่าคุณบรรหารมีอะไรที่พิเศษ

“ผมอยู่กับท่านมา 28 ปี ผมคิดว่าคนนี้เป็นคนพิเศษ เขามีความเป็นมนุษย์สูง เป็นคนทำงาน ทุกเดือนต้องนัดนำเสนอความคืบหน้า เป็น Power of Routine คุณบรรหารไม่มีบ้านที่สุพรรณ แต่ไปสัปดาห์ละ 2-3 วัน ทั้งสุพรรณคือบ้านเขา ต้องหางบประมาณมาตอบแทนพื้นที่ เดิมเราถูกโจมตีว่าเป็นบรรหารบุรี เอาสุพรรณเป็นหลัก แต่เรามีหลักว่าให้นำหลักการที่ทำกับสุพรรณมาใช้กับทั้งประเทศ

“ชีวิตคุณบรรหารช้ำที่สุดคือตอนที่พรรคถูกยุบ เพราะหัวใจเขาคือพรรค เรารักษาจิตวิญญาณพรรคชาติไทยไว้ไม่ได้ตายไปพร้อมคุณบรรหาร เขาไม่เคยมีศัตรูไม่ว่าพรรคไหน ที่คนบอกว่าพรรคเราเป็นรัฐบาลทุกครั้งนั้นไม่ใช่ประเด็น การได้เป็นรัฐบาลแต่ละสมัยเพราะท่านไม่เคยทิ้งใครก่อน ใครได้ไปเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเชื่อได้เลยว่าจะอยู่จนตายพร้อมกัน และส่วนใหญ่เราตายก่อนทุกที (ยิ้ม) เป็นบัฟเฟอร์ปาร์ตี้”

อนาคตต่อไปของพรรคนั้น นิกรยืนยันว่า ได้รับวิธีการทำงานมาจากบรรหาร จุดยืนพรรคที่ทุกคนมองไม่ออกคือ ส.ส.กว่าครึ่งในประเทศนี้เคยเป็นคนของพรรคชาติไทย ความรุนแรงทางการเมืองตลอดสิบปีที่ผ่านมาจะสอนนักการเมืองได้

“ถ้าใครต้องการมีที่เย็นๆ คือพรรคชาติไทยที่ไม่ขัดแย้งกับใคร เราเป็นเพื่อนกับทุกคน” นิกรกล่าว