
การบริจาคดวงตาและอวัยวะถือเป็นการต่อความสุขให้หลายคนที่รอคอยชีวิตใหม่ คนที่มองไม่เห็นจะได้รับโอกาสการมองเห็น คนที่เคยมองเห็นจะได้กลับมาเห็นอีกครั้ง เรียกได้ว่าเป็นการทำบุญครั้งยิ่งใหญ่ และอาจเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตของผู้บริจาคก็ว่าได้
หากสังคมมองเห็นโอกาสตรงนี้ได้ ย่อมทำให้เกิด “วงจรการบริจาคดวงตาและอวัยวะ” อย่างยืนยาวและยั่งยืน
ศูนย์ดวงตาและศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย ผนึก เครือซีพี และ ทรู คอร์ปอเรชั่น สานต่อโครงการ Let Them See Love 2019 อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 ภายใต้แนวคิดแหวกแนว #คนตายไม่น่ากลัว พร้อมเปิดตัวภาพยนตร์สั้น หนังผีที่ไม่น่ากลัว “6 บทสนทนาสัพเพเหระต่อหน้าศพ” มุ่งสร้างความตระหนักถึงการให้ที่ยั่งยืน กระตุ้นให้ญาติและคนรอบตัวผู้เสียชีวิตคิดถึงเรื่องการบริจาคดวงตาและอวัยวะในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ต่อไป
ในงานเดียวกันนี้ มีการเปิดเผยสถิติน่าตกตะลึงถึงผู้รอรับการบริจาคดวงตาที่มีอยู่กว่า 12,221 ราย แต่ได้รับการบริจาคดวงตาจากผู้เสียชีวิตเพียง 1,001 ดวง หรือไม่ถึง 1 ใน 10 ของผู้ต้องการ
“จริงๆ ยอดผู้บริจาคดวงตาแต่ละปีเพิ่มขึ้น แต่เพิ่มในจำนวนน้อยๆ ปีที่แล้วเราได้ประมาณ 100,000 ดวง แต่จะเป็นผู้บริจาคที่ยังมีชีวิตอยู่ อย่างไรก็ตาม การบริจาคที่สำคัญคือ หลังผู้บริจาคเสียชีวิตลงแล้ว ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ ซึ่งเราจัดตั้งศูนย์ดวงตามา 54 ปีแล้ว เพิ่งได้ดวงตาที่จะใช้ในการผ่าตัดเปลี่ยนตาแค่ประมาณ 10,300 รายเท่านั้น แต่ยังมียอดคนรอคอยอยู่กว่า 10,200 ราย” ผศ.พญ.ลลิดา ปริยกนก ผู้อำนวยการศูนย์ดวงตา สภากาชาดไทย กล่าว
และว่า ปัจจุบันเราสามารถเก็บดวงตาได้ 1,001 ดวง ดังนั้น จึงมีเคสตกค้างจำนวนมาก เราต้องทำงานมากขึ้นเพราะผู้ป่วยยังมีอัตราเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมีอัตราการจองตาในแต่ละปีประมาณ 2,000 ดวง ซึ่งนอกจากจะต้องทำงานอย่างหนักเพื่อเคลียร์เคสเก่าแล้ว ยังต้องคิดด้วยว่าจะทำอย่างไรให้คนบริจาคดวงตามากขึ้น
ผศ.พญ.ลลิดากล่าวว่า การบริจาคดวงตาและอวัยวะมีความสำคัญมาก แต่ดวงตาจะของ่ายกว่า เพราะสามารถเก็บได้เลย หากสมองตายแล้วหรือชีพจรผู้บริจาคหยุดเต้น เรื่องสำคัญคือสิ่งที่เราได้รับมามากที่สุดไม่ใช่ยอดผู้บริจาคที่ยังมีชีวิตอยู่ ทว่า ได้จากการที่ผู้ประสานงานไปเจรจาขอตาจากญาติผู้เสียชีวิตตามโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ ดังนั้น จึงอยากเชิญชวนให้ร่วมบริจาคดวงตา แต่บางท่านคิดว่าผู้เสียชีวิตที่ไม่เคยบริจาคจะบริจาคไม่ได้ ความจริงแล้วตามกฎหมายนั้น ร่างผู้เสียชีวิตจะเป็นสมบัติของญาติ ฉะนั้นญาติใกล้ชิดสามารถบริจาคแทนได้
นอกเหนือจากการขาดแคลนอวัยวะแล้ว อุปสรรคสำคัญของการบริจาคดวงตาคือ ญาติ
ด้วยเหตุนี้ นพ.วิศิษฏ์ ฐิตวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย ได้อธิบายว่า สิ่งแรกที่ “ญาติ” ไม่เชื่อว่าผู้เสียชีวิตคือคนที่สมองตายแล้ว เพราะหัวใจยังเต้นอยู่ แต่การที่สมองตายก็คือเขาได้เสียชีวิตแล้ว สองคือ “ความเชื่อ” ที่ว่า หากบริจาคอวัยวะไปแล้ว ชาติหน้าจะเกิดมาพิการ บางรายห่วงว่าศพจะไม่สวย ทั้งหมดนี้จำเป็นต้องสร้างความเข้าใจกับญาติของผู้บริจาค ซึ่งปัจจุบันนี้เรามีผู้ช่วยแล้ว
สำหรับอวัยวะที่จะนำไปให้ผู้ป่วยนั้น นพ.วิศิษฏ์ระบุว่า ต้องมีคุณภาพดี มีประสิทธิภาพ เหนือสิ่งอื่นใดคือต้องปลอดภัย ต้องไม่มีมะเร็ง ไม่เป็นวัณโรค ไม่ติดเชื้อเอชไอวี และไม่เป็นไวรัสตับอักเสบบีและซี โดยสรุปคือ ต้องไม่เป็นการถ่ายทอดสู่ผู้รับบริจาคอวัยวะ
“เมื่อได้อวัยวะที่สมบูรณ์มาแล้ว ทางโรงพยาบาลจะประสานงานมาที่ศูนย์รับบริจาคเพื่อมารับ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ เมื่อมีอวัยวะมาเยอะไป บุคลากรกลับไม่พร้อม เพราะติดขัดเรื่องเวลาเดินทางที่ไม่แน่นอน หน้าที่ของเราคือ ‘ต้องรีบไปรับ’ เพราะอวัยวะของผู้ที่สมองตายแล้ว เมื่อเวลาล่วงเลยไป ความดันจะตก ตัวจะเย็น เราจึงต้องแข่งกับเวลา
“อยากขอบคุณการประชาสัมพันธ์นี้ ทำให้ปีที่แล้วมีผู้บริจาคแสนกว่าคนที่แสดงความจำนงในการบริจาคสำหรับคนที่มีชีวิตอยู่ แน่นอนว่ายังไม่มีใครเสียชีวิต หากทำโครงการนี้อย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าจะได้อวัยวะจนครบจำนวนผู้รับการบริจาค แต่ทั้งหมดนี้ต้องมีความเข้าใจร่วมกัน ทั้งประชาชน บุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล ซึ่งหากมีคนไข้ที่เสียชีวิตและมีความสามารถขออวัยวะมาได้ ถ้าเราช่วยเหลือกัน ผมว่าประเทศไทยอาจจะเป็นแห่งแรกก็ได้ที่มีอวัยวะเพียงพอใช้ภายในประเทศ”

ลองมาฟังมุมมองผู้ได้รับชีวิตใหม่อย่าง สุเนตรา วนิชกุล ซึ่งบอกเล่าความเจ็บปวดก่อนหน้านี้ว่า “ยากลำบากมาก เหมือนใช้ชีวิตในม่านหมอกตลอดเวลา”
“จากที่เคยเดินไปไหนมาไหนได้ ตอนที่มองไม่เห็น เราเสียความมั่นใจจนไม่สามารถทำอะไรได้เลย เพราะขาดความมั่นใจจากที่เราเคยมองเห็นแต่กลับมองไม่เห็นแล้ว เราสูญเสียกำลังใจที่จะใช้ชีวิต เพราะดวงตาคือชีวิตทั้งชีวิตที่เราจะขาดไปไม่ได้ ที่สำคัญยังส่งผลต่อสุขภาพจิตของตัวเองและทุกคนในบ้าน เพราะเขาเห็นเราทุกข์ เขาก็ทุกข์ไปด้วย
“หลังผ่าตัดแล้วรู้สึกดีใจมาก คิดเลยว่าถึงเวลาแล้วที่จะมีชีวิตใหม่ จะได้มองเห็นอีกครั้งแล้ว อยากขอบคุณผู้บริจาคดวงตาและครอบครัวของเขาที่ยินยอมมอบดวงตาให้ แม้จะไม่ทราบว่าเขาเป็นใครก็ตาม ถึงภายนอกจะมองว่ากระจกตาเป็นอวัยวะชิ้นเล็กๆ แต่นี่คือโอกาสเดียวที่จะทำให้เรากลับมามองเห็น อยากบอกทุกคนที่อยากจะบริจาคดวงตาหรืออวัยวะว่านี่เป็นการให้ที่ก่อให้เกิดประโยชน์จริงๆ”
ด้าน อุไรวรรณ เลิศรัมย์ พยาบาลประสานงานศูนย์ดวงตาและผู้เจรจากับญาติผู้บริจาค ขอเป็นเป็นตัวแทนบุคลากรทางการแพทย์และพยาบาลส่งเสียงถึงสังคมว่า หลายคนอาจไม่ทราบว่า เวลาเราทำงานมักเจอแรงกดดันจากญาติของผู้บริจาค ซึ่งเรามีเวลาแค่ 6 ชั่วโมง ภายในเวลาจำกัดนี้เราต้องพูดและอธิบายกับญาติ พร้อมตรวจสภาพดวงตา วิเคราะห์ผลเลือด ล้วนต้องแข่งกับเวลาทั้งสิ้น บางทีเราหาตัวญาติไม่เจอ เพราะจะขอคุยและให้ข้อมูลเพื่อให้เขาตัดสินใจ ซึ่งกินเวลาหลายชั่วโมง แต่สิ่งที่หนักใจที่สุดคือ การที่ญาติหลายๆ คนยินยอมบริจาค แต่บางคนเกิดเปลี่ยนใจกะทันหัน หากเป็นเด็กๆ หรือวัยรุ่นยุคใหม่จะไม่ค่อยมีปัญหา แต่พอเป็นช่วงวัยกลางคนหรือคนสูงวัยมักจะไม่ยินยอมให้บริจาค ทั้งๆ ที่ตัวผู้เสียชีวิตเองแสดงความจำนงที่จะบริจาคแล้ว สิ่งนี้เป็นเรื่องที่เราเสียใจมาก แต่ในปัจจุบันเราได้รับความร่วมมือจากกระทรวงสาธารณสุขแล้ว
“เหล่านี้ยังไม่รวมกับคำต่อว่าจากญาติ อาทิ เขากำลังเศร้าโศกเสียใจอยู่ มาพูดเรื่องนี้ได้อย่างไร แต่ก็ยังมีสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจของเราคือผู้ป่วยที่รอรับบริจาคอยู่ เพราะเราคือตัวกลางที่จะทำให้เห็นว่าคนที่บริจาคและคนที่รอรับนั้น ถ้าไม่มีคนที่ทำงานทางด้านนี้เขาจะไม่ได้รับโอกาสที่จะมีชีวิตใหม่ หรือมองเห็นอีกครั้งเลย”


รุ่งฟ้า เกียรติพจน์ ผู้บริหารฝ่ายพัฒนาความยั่งยืน โครงการพิเศษ เครือเจริญโภคภัณฑ์ และผู้ช่วยบริหารงานประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เราจัดกิจกรรมเช่นนี้ต่อเนื่องมา 13 ปีแล้ว นั่นคือการประชาสัมพันธ์การรับบริจาคดวงตาจากคนที่ไม่ได้ใช้แล้ว แต่เป็นประโยชน์แก่คนอื่น ซึ่งมีความสำคัญกับชีวิตของผู้รอคอยอย่างมีความหวังในการเปลี่ยนดวงตา ทั้งนี้ สภากาชาดไทย ศูนย์ดวงตาและศูนย์อวัยวะยังรอคอยการบริจาคตรงนี้อยู่ อยากฝากโครงการนี้ด้วยความภาคภูมิใจ เพราะตั้งแต่เริ่มโครงการมากว่า 10 ปี มีผู้รู้จักโครงการนี้และผู้บริจาคเพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นว่ายังมีคนให้ความสำคัญกับโครงการนี้อยู่ ทำให้เรามีกำลังใจที่จะทำต่อไป
สำหรับผู้ที่อยากบริจาค สามารถบริจาคได้ทุกเพศทุกวัย อายุตั้งแต่ 2 ปีเป็นต้นไป จากนั้นกรอกข้อมูลในใบแสดงความจำนงบริจารคดวงตาและอวัยะ หรือกรอกข้อมูลผ่านเว็บไซต์ https://www.letthemseelove.com/eyes สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย โทร 0-2256-4039-40 ศูนย์บริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย โทร 1666 หรือ 0-2256-4045-6 และที่สำคัญควรแจ้งความจำนงที่จะบริจาคครั้งนี้ให้ญาติรับทราบด้วย
แล้วมาส่งต่อความสุขให้อีกหลายชีวิตที่ยังรอคอยไปด้วยกัน

https://www.facebook.com/ThaiRedCross/videos/2266725066901210/
