ฉลอง 50 ปี วันพระราชทานนาม ‘มหิดล’ นัดคืนสู่เหย้า ‘เลือดสีน้ำเงิน’

27.02.19 | 13:35 น.

2 มีนาคม 2512 คือวันที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานนาม “มหิดล” พระนามของ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ให้เป็นชื่อมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการ

2 มีนาคม 2562 จึงเป็นการฉลองวันพระราชทานนามมหาวิทยาลัยครบ 50 ปี พร้อมๆ กับการครบรอบ 131 ปี มหาวิทยาลัยมหิดล

นอกจากวันนั้นจะมีพิธีการและกิจกรรมต่อเนื่องตลอดช่วงเช้า เย็นย่ำไปจนค่ำคืนเดียวกันยังมีงาน “MU Blue Night 6th คืนสู่เหย้า เรามหิดล” ครั้งที่ 6 หนนี้คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ พร้อมเนรมิตลานด้านหน้ามหิดลสิทธาคาร ม.มหิดล ศาลายา ให้การหวนพบกันอีกครั้งของชาว “เลือดสีน้ำเงิน” เต็มไปด้วยความอบอุ่น

“วัตถุประสงค์ของงาน MU Blue Night คือการรวมตัวศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยไว้ทั้งหมด เพราะคนมหิดลสนิทกับคณะมากกว่ามหาวิทยาลัย ดังนั้นจึงอยากให้ทุกคนเข้ามาเป็นหนึ่งของมหิดล รวมทั้งอยากให้รู้ว่าวันที่ 2 มีนาคม เป็นวันพระราชทานนาม ซึ่งปีนี้ครบรอบ 50 ปี การพระราชทานนามมหิดล” ผศ.ดร.ชัยวัฒน์ วงศ์อาษา เลขาธิการสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ อธิบาย

และว่า ในงานนั้น นอกจากบรรดาศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันจะได้พบปะสังสรรค์กันแล้ว ยังมีการออกร้านอาหารของสโมสรนักศึกษาฯและสภานักศึกษาฯเคียงคู่กัน บนเวทีมีการบรรเลงดนตรีจากวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย พร้อมบรรเลง 5 บทเพลงสุขภาพที่ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ ซึ่งจะประกาศผลวันพรุ่งนี้ (28 กุมภาพันธ์) ก่อนก๊อบปี้ใส่แผ่นซีดีแจกให้ประชาชนและหน่วยงานต่างๆ นำไปรณรงค์ต่อไป นอกจากนี้ยังมีการจับสลากรางวัล การประกาศรางวัลมหิดลทยากร จำนวน 10 รางวัล โดยสมาคมศิษย์เก่าฯเป็นผู้พิจารณาคัดเลือก ตลอดจนการประกาศ 50 ศิษย์เก่าดีเด่น โดยปีนี้มี ศาสตราจารย์คลินิก เกียรติคุณ นายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และอดีตอธิการบดี ม.มหิดล เป็นหนึ่งในศิษย์เก่าดีเด่น

Advertisement

ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร กล่าวว่า ทุกคนภาคภูมิใจในสถาบันที่เราเคยเรียนอยู่ แค่คนของเราภาคภูมิใจในตัวเองคงไม่พอ ต้องให้ประชาชนคนในประเทศภูมิใจที่มีมหาวิทยาลัยแบบนี้อยู่ในประเทศไทย วันที่ 2 มีนาคมนี้เป็นวันพระราชทานนามมหาวิทยาลัย ทั้งศิษย์เก่าและประชาชนควรได้รับทราบถึงความเจริญก้าวหน้าของมหาวิทยาลัย เชื่อว่าศิษย์เก่าทุกคนภาคภูมิใจในความเป็นมหิดลอยู่แล้ว ดังนั้น ต้องมีโอกาสอย่างนี้ที่จะกลับมาพบกัน ทั้งอาจารย์ ลูกศิษย์ พี่ เพื่อน น้อง มาพบปะคุย เพื่อจะพัฒนามหาวิทยาลัยให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป

โดยเฉพาะบทบาทของ “มหาวิทยาลัยมหิดล” สำหรับ นพ.ปิยะสกลนั้น นอกจากจะช่วยสร้างองค์ความรู้ใหม่และผลิตบัณฑิตให้เป็นกำลังของประเทศแล้ว มหาวิทยาลัยยังมีหน้าที่ชี้นำสังคม ทั้งด้านการเรียน การสอน ด้านการวิจัย การบริการ เนื่องจากมีหลากหลายสาขาซึ่งเกี่ยวเนื่องกับ “สุขภาพ” ดังนั้น มหิดลจึงเป็นหนึ่งในผู้ชี้นำด้านสุขภาพ ตลอดจนการเป็นผู้กำกับกระทรวงสาธารณสุขที่ นพ.ปิยะสกลยืนยันว่า ได้แน่นอน

“ผมต้องมารณรงค์เรื่องพืชผักปลอดสารพิษเพราะ ม.มหิดล โดยคณะเทคนิคการแพทย์ นำผักไปพิสูจน์ว่ามีสารพิษเยอะมาก ต้องล้างให้สะอาด เป็นเหตุให้เราต้องรณรงค์ กระทั่ง สธ.ออกมติแบน 3 สารพิษที่ยังเป็นปัญหา ทั้งพาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ดังนั้น การอยู่ตรงนี้ไม่ได้แปลว่ามีอำนาจ แต่ต้องทำในอำนาจเท่าที่ทำได้ อำนาจที่สำคัญคือข้อมูลความรู้ นี่คือภาระหน้าที่ของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะถ้าด้านสุขภาพและการรักษาพยาบาลก็คือมหิดล หลายมหาวิทยาลัยก็เก่งและเก่งในหลายๆ ด้าน ขอให้มหาวิทยาลัยเก่งในด้านของตัวเองและทำประโยชน์ให้สูงที่สุด

“ต้องยอมรับว่าสุขภาพของคนไทยเมื่อเทียบกับเมื่อก่อนถือว่าดีขึ้น เนื่องจากมีผู้สูงอายุเยอะแสดงว่าสุขภาพดี แต่ก็นับว่าเป็นปัญหา เพราะขณะนี้เรามีผู้สูงอายุกว่า 18 เปอร์เซ็นต์ ไม่เกิน 3 ปีข้างหน้าเราจะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยสมบูรณ์แบบคือ 20 เปอร์เซ็นต์ อีก 10-20 ปี จะถึง 25 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่บอกว่าสุขภาพดีเนื่องจากคนไม่ค่อยตาย จากสถิติปี 2558-2559 อายุเฉลี่ยคนไทยตั้งแต่เกิดถึงตายคือ 74 กล่าวคือ ยังสามารถเดินได้ พูดได้ ช่วยเหลือตัวเองได้อยู่ รวมทั้งอัตราการคลอด อัตราแม่ตายดีขึ้น ที่สำคัญคือประเทศไทย โดยกรมควบคุมโรคเก่ง เพราะเมื่อพบโรคติดต่อหรือโรคอุบัติใหม่สามารถยับยั้งได้หมด ทำให้ไม่เกิดการแพร่ระบาดในประเทศ แต่โรคที่ทุกคนกลัวคือ ‘โรคไม่ระบาดและโรคไม่ติดต่อ’ ซึ่งอัตราการตายที่สูงที่สุดเกิดจากโรคไม่ติดต่อ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน มะเร็ง เหล่านี้เกิดจากการประพฤติตนของแต่ละคน รวมทั้งสภาวะแวดล้อม”

ผศ.ดร.ชัยวัฒน์ วงศ์อาษา และ ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร

นพ.ปิยะสกลกล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องให้ประชาชนรู้ ตอนนี้มอบหมายให้กรมอนามัยตั้งทีมขึ้นมาช่วย ตลอดจน สธ.โดยรัฐบาลมุ่งเน้นการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค คุ้มครองผู้บริโภคมาอันดับ 1 ไม่ใช่การรักษา แน่นอนว่า เมื่อประชาชนมีความรู้มากขึ้น ระบบที่ดูแลสุขภาพก็ประสบความสำเร็จมากขึ้น การรักษาพยาบาลดีขึ้น เพราะเทคโนโลยีดีขึ้น ทุกอย่างมาพร้อมกันหมด อีกทั้งประกันสุขภาพถ้วนหน้าน่าจะประสบความสำเร็จพอสมควร อย่างไรก็ตาม ด้วยการร่วมมือกันของทุกภาคส่วน เชื่อว่าคนไทยจะอายุยืนขึ้นแน่นอน การเข้าสู่สังคมสูงวัยจะเข้าเร็วกว่าที่คิด เราต้องเตรียมการล่วงหน้า ซึ่งขณะนี้รัฐบาลกำลังทำอยู่ อาทิ ระบบการดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง (Long Term Care) รวมทั้งการเชิญชวนคนไทยมีลูกเพื่อชาติ พร้อมให้การดูแลตั้งแต่แม่ตั้งครรภ์จนถึงหลังคลอด

เมื่อคนมีความรู้ ระบบสุขภาพเพียบพร้อม กอปรกับมหาวิทยาลัยร่วมช่วยเหลือเกื้อหนุน “มหิดล” ในฐานะส่วนหนึ่งของผู้ชี้นำด้านการแพทย์จึงมุ่งหวังขับเคลื่อนประเทศในอนาคต

วันที่ 2 มีนาคมนี้จึงเป็นโอกาสดีที่ศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน ชาว “เลือดสีน้ำเงิน” จะกลับมาพบเจอกัน รับรู้ถึงความก้าวหน้าของสถาบัน ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ พร้อมทำให้ “เลือดสีน้ำเงิน” เข้มข้นกว่าที่เคย