วัดแต้มบุญ ใครจะได้ไปต่อ เมื่อบิ๊กสื่อประกาศโบกมือลา อีกครั้งและอีกครั้ง

1.03.19 | 16:10 น.

การประกาศหยุดพิมพ์หนังสือพิมพ์รายวันโพสต์ทูเดย์ และหนังสือแจกฟรี M2F ค่ายบางกอกโพสต์ ในสิ้นเดือนมีนาคมนี้ เป็นการตอกย้ำถึงสถานการณ์สื่อสิ่งพิมพ์ในไทย โดยเฉพาะสื่อหนังสือพิมพ์ว่าอยู่ในช่วงขาลงและทิ้งดิ่งลงอย่างรวดเร็ว ชนิดที่มิอาจต้านทานกับกระแสดิสรัปชั่นได้อีกต่อไป

ไม่นับนิตยสารหัวใหญ่ที่ทยอยปิดมาล่วงหน้าอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่สกุลไทย อิมเมจ ขวัญเรือน ดิฉัน คู่สร้างคู่สม ฯลฯ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาจะเห็นสัญญาณชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ของสื่อหนังสือพิมพ์ การปิดตำนานหนังสือพิมพ์ที่ดำเนินการมานานถึง 44 ปี อย่างหนังสือพิมพ์บ้านเมือง เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2560 นับว่าสั่นสะเทือนวงการสื่อไม่น้อย

หลังจากนั้นราว 3 เดือน สื่อท้องถิ่นที่ยืนยงอยู่คู่กับเชียงใหม่มานานถึง 28 ปี อย่าง “เชียงใหม่นิวส์” ก็ประกาศปิดตัวลงในวันที่ 5 มีนาคม 2561

แน่นอนว่า ปรากฏการณ์เช่นนี้ที่ไม่ได้เกิดแค่กับประเทศไทย แต่รวมทั้งในระดับโลก สื่อยักษ์ใหญ่เมืองผู้ดี อย่าง “ดิ อินดิเพนเดนต์”

ที่ในยุครุ่งเรืองเคยมีผู้อ่านมากกว่า 420,000 ฉบับต่อวัน ที่สุดก็ปิดตำนานกว่า 30 ปีของการเป็นสื่อกระดาษ หันไปเป็นสื่อออนไลน์ตั้งแต่มีนาคม 2559 แล้ว

Advertisement

หรือจะถึงคราวอวสานของสื่อกระดาษแล้วจริงๆ !

น่าสังเกตว่าหลังการประกาศหยุดพิมพ์ของโพสต์ทูเดย์และ M2F หนึ่งวัน วุฒิ นนทฤทธิ์ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ออกมาเปิดใจยอมรับว่า เป็นปรากฏการณ์ที่มาเร็วกว่าที่คาด จากที่ประเมินว่าอย่างเร็วน่าจะราวไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ หรืออายุยืนสุดน่าจะถึงปลายปี

แต่กระนั้น บก.โพสต์ทูเดย์ ก็ยังบอกอย่างมั่นใจว่า สื่อหนังสือพิมพ์อย่างไรเสียก็จะยังมีอยู่ เพียงแต่ถูกจำกัดพื้นที่ลง เพราะเชื่อว่ายังคงมีคนที่รักการหยิบจับกางหนังสือพิมพ์อ่าน โดยเฉพาะยุคนี้เป็นสังคมสูงวัยยังมีกลุ่มคนอ่านหนังสือพิมพ์อยู่แน่นอน แม้จะขายไม่ได้มากมายขนาดหลักล้านหรือหลายๆ แสนฉบับ แต่ตัวเลข 1 แสนฉบับน่าจะยังได้อยู่ เมื่อเทียบกับประชากรไทยที่มีอยู่กว่า 70 ล้านคน

ทั้งนี้ ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า “จะอยู่ด้วยต้นทุนที่สูงเหมือนเดิมไม่ได้ ไม่ว่าจะหนังสือพิมพ์หัวไหนก็ตาม และการจะลดต้นทุนเพียงอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องมีบริหารจัดการเสริมในแง่ของการหารายได้เพื่อให้ธุรกิจเดินไปได้ โดยการเชื่อมโยงกันระหว่างหนังสือพิมพ์กับออนไลน์ แพลตฟอร์มใหม่ๆ มันต้องเดินคู่กันไป แต่ถ้าหนังสือพิมพ์เดินโดดเดี่ยวผมว่าเดินลำบากเหมือนกัน แต่ถามว่าตลาดมีมั้ย มีอยู่ครับ” และว่า

วันนี้ถ้าเอาตัวเลขผู้อ่านหนังสือพิมพ์มาดู ถ้าขายในราคาที่ครอบคลุมกับค่าใช้จ่ายจริงหนังสือพิมพ์อยู่ได้แน่นอน แต่ที่ผ่านมาเราติดกับดักราคาว่าหนังสือพิมพ์ต้อง 10 บาท 15 บาท แพงกว่านี้ไม่ซื้อ ทำให้หนังสือพิมพ์อยู่ไม่ได้ แต่ถ้าจะปรับตัวจริงๆ ผมเชื่อว่า การบริหารต้นทุนของสื่อสิ่งพิมพ์บวกกับการสร้างศักยภาพในการหารายได้ที่เหมาะสม ผมว่ายังมีคนต้องการ หนังสือพิมพ์ยังอยู่ได้ แต่ต้องไม่มีภาระอื่นรุงรัง

“สิ่งที่แข็งแรงที่สุดของนักข่าวคือคอนเทนต์ที่อยู่กับตัว ผมยังมีความเชื่อมั่นว่าสื่อยังมีความสำคัญสูงสุด และมีประสิทธิภาพที่มีอำนาจไม่ลดน้อยไปกว่าเดิม แต่ว่าการที่เราจะแปลงคอนเทนต์ หรือแปลงสิ่งที่มีอยู่ในคนข่าว ให้ไปใช้ในแพลตฟอร์มใหม่ๆ ให้เข้ากันได้จะต้องทำอย่างไร ตรงนั้นถึงจะมีโอกาสรอด” บก.โพสต์ทูเดย์ สรุป

ไม่เกิน 10 ปี กลายเป็นโบราณวัตถุ

จากผู้ผลิตสื่อสิ่งพิมพ์มาฟังความเห็นฟากฝั่งนักวิชาการสื่อจาก 3 สถาบัน 3 มุมมอง

เริ่มจาก รศ.ดร.นันทนา นันทวโรภาส คณบดีวิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก ให้ความเห็นถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นไปตามเทคโนโลยีการสื่อสารที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้สื่อที่เป็นกระแสหลักอย่างสื่อหนังสือพิมพ์ หรือวิทยุโทรทัศน์ ถดถอยไปเรื่อยๆ

รศ.ดร.นันทนา นันทวโรภาส

“โดยเฉพาะสื่อกระดาษถือว่าช้ามาก ถ้าเทียบกับสื่อออนไลน์ที่เมื่อเกิดอะไรขึ้นสามารถรายงานสดได้ทันที หนังสือพิมพ์กว่าจะตีพิมพ์ได้อีก 1 วัน ข่าวมันเอาต์ไปหมด คนคงไม่อยากไปสืบหามาอ่าน ซึ่งที่ต้องบอกว่าไปสืบหามาอ่านก็เพราะว่า เดี๋ยวนี้แผงหนังสือก็แทบจะหายไปเกือบหมด ยกเว้นคนที่บอกรับเป็นสมาชิก ซึ่งก็คงจะลดการเป็นสมาชิกไปเรื่อยๆ มันเหมือนกับเรามานั่งอ่านข่าวที่มันผ่านไปแล้ว ยกตัวอย่างเช่น วันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เหตุการณ์เปลี่ยนชั่วโมงต่อชั่วโมง หนังสือพิมพ์กว่าจะออกอีกวันหนึ่ง ข่าวเริ่มตั้งแต่ 8 โมงเช้าไปจบ 5 ทุ่ม แต่หนังสือจะต้องพิมพ์ก่อน 5 ทุ่ม ทำให้การพาดหัวของหนังสือพิมพ์ผิดไปเลย และข่าวก็เก่า ไม่ทันสถานการณ์ ฉะนั้นสื่อสิ่งพิมพ์แนวโน้มมันจะพ้นไปแล้วจะกลายเป็นโบราณวัตถุ”

รศ.ดร.นันทนาประเมินว่า สื่อหนังสือพิมพ์น่าจะอยู่อีกไม่เกิน 10 ปี โดยประเมินจากผลประกอบการของสื่อกระแสหลักโดยมากจะขาดทุน จึงขึ้นอยู่กับว่าใครสายป่านยาวกว่ากัน

“ไม่ว่าจะขายหรือแจกฟรี (ฟรีก๊อบปี้) ถ้าคนไม่อ่าน ก็อยู่ไม่รอด ประเด็นคือ คนไม่บริโภคสื่อชนิดนี้แล้ว” เพราะมีโทรศัพท์เครื่องเดียวสามารถอ่านข่าว ฟังวิทยุดูทีวีได้หมด ฉะนั้นสื่อเหล่านี้จะค่อยๆ หายไป เปลี่ยนไปหาแพลตฟอร์มอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม มองว่าในอนาคตท่ามกลางทะเลข่าวสารที่สื่อส่วนใหญ่ปรับตัวเป็นสื่อออนไลน์แทบทั้งหมด แม้จะมีเฟคนิวส์ เว็บคลิกเบต แต่ถือว่าผู้บริโภคได้มากกว่าเสีย เพราะได้รับข่าวสารมากมาย เพียงแต่จะผู้อ่านจะต้องมีความรอบรู้ มองความน่าจะเป็นและใช้วิจารณญาณประกอบด้วย ถ้าข่าวไหนไม่แน่ใจให้ตรวจสอบกับแหล่งข่าวอื่นก่อนเชื่อและแชร์

ทิ้งดิ่งแค่ชั่วคราว รอกลับมาสวยๆ

ทางด้าน ผศ.ดร.ทัณฑกานต์ ดวงรัตน์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มองเห็นแย้งว่า แม้วันนี้สื่อกระดาษหลายต่อหลายหัวต้องปิดตัวลงไป เป็นไปตามสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน เพราะผู้บริโภคมุ่งไปที่สื่อออนไลน์เป็นส่วนใหญ่ รวมทั้งสปอนเซอร์ผู้สนับสนุนโฆษณาก็เบนเข็มไปสนับสนุนสื่อออนไลน์มากขึ้น แต่ในความเห็นส่วนตัวยังมองว่าการสนับสนุนโฆษณาในสื่อหลัก อย่างหนังสือพิมพ์ยังคุ้มค่า เพราะมีกลุ่มเป้าหมายที่ค่อนข้างจะชัดเจนในคนที่ต้องการจะเสพคอนเทนต์แบบนี้ ขณะที่สื่อออนไลน์ตัวเลขผู้อ่านจากการประเมินเป็นตัวเลขที่หวือหวาดูฟุ้งๆ แต่เมื่อเทียบกับความเที่ยงแล้วคิดว่ามันยังมาแทนที่ไม่ได้ทั้งหมด

ผศ.ดร.ทันฑกานต์ ดวงรัตน์

“ผมว่าการรีพอร์ตข้อมูลในความสำเร็จของการทำสื่อบนออนไลน์ ตัวเลขมันปั่นกันได้ ตัวเลขที่เห็นทุกวันนี้มันอยู่กับความหวือหวาของ เอเยนซี่ที่นำเสนอกัน เลยทำให้ผู้ที่ถืองบโฆษณารู้สึกแกว่งไปกับตัวเลขการเข้าถึง การกดไลค์ การแชร์ ที่มีจำนวนเยอะ ทั้งที่ความจริงตัวเลขพวกนั้นมันทั้งปรุงแต่งได้ ที่มีทั้งความบังเอิญ ทั้งความเคยชินของคนที่เข้าไปแล้วก็ไม่ได้ใส่ใจกับคอนเทนต์ที่นำเสนอก็มี”

ถามว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ที่สื่อสิ่งพิมพ์จะอวสาน รองอธิการบดี ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ บอกว่า น่าจะยังมีเหลืออยู่บ้าง โดยเฉพาะหัวที่มีอัตลักษณ์ของตัวตนที่ชัดมากๆ และมีฐานกลุ่มที่จงรักภักดีอยู่ แม้ว่าจะมีจำนวนหัวหนังสือพิมพ์เหลือน้อย แต่สามารถอยู่ได้ยาว ผมยังเชื่อว่าหลังจากการเสพสื่อสิ่งพิมพ์ดาวน์ลงจนถึงจุดหนึ่ง กราฟของผู้บริโภคสื่อสิ่งพิมพ์จะกลับขึ้นมาอีกครั้ง แต่อาจจะไม่มากเท่าเดิม

“ตัวผมเองเมื่อก่อนก็เคยเพิกเฉยกับหนังสือพิมพ์ แต่เมื่อถึงวัยหนึ่งเริ่มรู้สึกว่าบางครั้งเราก็อยากจะนั่งอ่านหนังสือพิมพ์กระดาษ มันมีคุณค่า มีความน่าเชื่อถือ จึงมองว่าในอนาคตสื่อกระดาษอาจจะเป็นอีกเทรนด์หนึ่งที่กลับมา แต่สื่อสิ่งพิมพ์จะต้องมีการปรับตัว ไม่ยืนหยัดอยู่แค่สื่อกระดาษ แต่ต้องไปขายคอนเทนต์ในแพลตฟอร์มอื่นๆ เพื่อให้มีรายได้เข้ามาช่วยประคองตัวด้วย” ผศ.ดร.ทัณฑกานต์บอก

แตกต่างอย่างลุ่มลึกจึงรอด ดิสรัปชั่นสร้างสื่อพันธุ์ใหม่

ขณะที่ ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย วิเคราะห์ถึงสถานการณ์สื่อในภาพรวมระดับโลกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะสื่อในเมืองไทย แต่ทั่วโลกก็เจอวิกฤตในลักษณะใกล้เคียงเช่นนี้มาแล้ว เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคอันเนื่องมาจากการพัฒนาของเทคโนโลยีโลกออนไลน์ ทำให้ผู้บริโภคเปลี่ยนใจจากการเสพสื่อสิ่งพิมพ์ไปเสพสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะผ่านแท็บเล็ตหรือมือถือมากขึ้น

ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์

ในขณะเดียวกันตัวของผู้ที่เสพสื่อของหนังสือพิมพ์อยู่ก็หาซื้อหนังสือพิมพ์ได้ลำบากมากขึ้น เพราะแผงหนังสือปิดตัวลงไปเป็นจำนวนมาก อันเนื่องมากจากนิตยสารที่เป็นรายได้หลักของแผงหนังสือได้ปิดไปแล้ว หรือแม้กระทั่งบรรดาคนส่งหนังสือพิมพ์ตามหมู่บ้าน ชุมชนต่างๆ หลายแห่งก็เลิกส่งเนื่องจากบางแห่งมีผู้บอกรับหนังสือพิมพ์น้อยลงมาก ประกอบกับในส่วนของโฆษณาที่จะเข้าสู่อุตสาหกรรมสื่อหนังสือพิมพ์ลดลง ในช่วงสิบปีที่ผ่านมามีจำนวนสื่อที่หายไปกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ต้นทุนในเรื่องของบุคลากรและอื่นๆ ก็ยังสูงอยู่ ทำให้บางสื่อตัดสินใจเลย์ออฟพนักงาน หรือเออร์ลี่รีไทร์ หรือแม้กระทั่งปิดกิจการในสื่อสิ่งพิมพ์หันมาทำในส่วนของออนไลน์มากขึ้น

คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ ม.หอการค้าไทย คาดการณ์ความเป็นไปได้ในอนาคตว่า สื่อกระดาษไม่ถึงกับอวสาน แต่คงเหลือเพียงหัวหลักๆ ไม่กี่ฉบับที่มีคอนเทนต์ที่แตกต่างกว่าในสื่อออนไลน์

ทุกวันนี้นอกจากเรื่องปรากฏการณ์ของเทคโนโลยี เรื่องของพฤติกรรมผู้บริโภคอะไรต่างๆ แล้ว มีอีกปัจจัยคือข้อมูลข่าวสารที่ผ่านสื่อหนังสือพิมพ์ในวันนี้ไม่แตกต่างจากผู้บริโภคที่หาเสพในออนไลน์ ลักษณะสำคัญคือมันช้ากว่าออนไลน์ด้วยและไม่ได้มีความลุ่มลึกมากกว่า จึงทำให้ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งหันไปเสพในออนไลน์

“หนังสือพิมพ์ที่จะอยู่รอดได้ในอนาคตจะต้องจับกลุ่มเฉพาะมากขึ้น และมีความลุ่มลึกชนิดที่ผู้บริโภคไม่สามารถหาเสพได้ในออนไลน์ จึงสามารถจะอยู่รอดได้”

อย่างไรก็ตาม เมื่อโลกของสื่อเข้าสู่โหมดออนไลน์ ดร.มานะบอกว่า สิ่งที่น่ากังวล “ความน่าเชื่อถือของข้อมูล”

สิ่งที่สื่อในโลกออนไลน์ต้องธำรงไว้คือ ความน่าเชื่อถือ จำเป็นต้องมีการตรวจสอบข้อมูลมากกว่าการที่หยิบเอาข้อมูลในโลกออนไลน์มานำเสนอเพื่อเรียก ยอดวิว ยอดไลค์ ยอดแชร์ เพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างความแตกต่างกับข้อมูลที่ทุกคนสามารถเป็นผู้สื่อข่าว

ด้วยนวัตกรรมการสื่อสารของโลกยุคดิจิทัล ใครๆ ก็สามารถเป็นนักข่าวได้ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ ม.หอการค้าไทย อธิบายถึงความได้เปรียบของสื่อที่ต้องปรับจากสื่อกระดาษไปสู่สื่อกระจกว่า ข้อได้เปรียบที่นักข่าวมืออาชีพมีเหนือกว่าคนทั่วไปคือ ทักษะด้านวารสารศาสตร์ เรื่องของการจับประเด็นข่าว เรื่องของการเข้าหาแหล่งข่าว เรื่องของการตรวจสอบข้อมูล นี่เป็นทักษะที่คนทั่วไปยังไม่สามารถจะทำได้

“ถ้าสื่อมวลชนที่ผันตัวไปอยู่ในออนไลน์แล้วละทิ้งตรงนี้ก็เหมือนละทิ้งจุดแข็งของตัวเอง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่นักข่าวจะอยู่ในออนไลน์ได้ นอกจากจะต้องพัฒนาเรื่องของทักษะด้านดิจิทัลแล้ว ทักษะเดิมด้านของวารสารศาสตร์ แก่นของวารสารศาสตร์ยังจะต้องมีอยู่ อย่าไปเล่นในเรื่องที่หวือหวาโดยที่ไม่ได้ตรวจสอบ มันอาจจะทำลายแวดวงตนเองในอนาคตได้ ความน่าเชื่อถือเกิดจากการสั่งสม แต่ว่าสามารถถูกทำลายได้ในชั่วพริบตาเช่นกัน”

“ทุกวันนี้สถาบันการศึกษาทั้งของรัฐและเอกชนจึงมีการปรับหลักสูตรการเรียนการสอน ไม่ได้สอนเฉพาะสื่อใดสื่อหนึ่ง แต่สอนให้เป็นเหมือนคอนเทนต์ครีเอเตอร์ สามารถผลิตข้อมูลข่าวสารได้ในแพลตฟอร์มต่างๆ” และว่า

แน่นอนว่าโอกาสของเด็กๆ ที่จบมาในช่วงปีสองปีนี้ แม้ว่าตลาดงานในสื่อดั้งเดิมจะปิดตัว แต่สื่อดิจิทัลสื่อใหม่ยังเปิดกว้างอยู่มาก จึงมีการดึงเด็กจำนวนนี้ไปอยู่ในสื่อใหม่ค่อนข้างมาก โอกาสที่จะทำธุรกิจเองเป็นยูทูบเบอร์ เป็นรีวิวเวอร์ เป็นแคสเตอร์ยังมีอยู่มากเช่นกัน