คอลัมน์ แท็งก์ความคิด : บทที่ 1 ข้าคือศพ

3.03.19 | 13:00 น.

หนังสือชื่อ MY NAME IS RED เขียนโดย “ออร์ฮาน ปามุก” (ORHAN PAMUK) แปลโดย นันทวัน เติมแสงสิริศักดิ์ พิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน เป็นหนังสือแนะนำเล่มหนึ่งที่น่าจะได้อ่าน

ชื่อ “ORHAN PAMUK” คงไม่แปลกหูสำหรับแฟนคลับนักอ่านทั้งหลาย

เพราะเขาเป็นชาวตุรกีคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ขณะที่สำนักพิมพ์มติชนเคยตีพิมพ์ผลงานของเขามาแล้ว

เล่มหนึ่ง คือ พิพิธภัณฑ์แห่งความไร้เดียงสา (The Museum of Innocence) อีกเล่มหนึ่ง คือ หากหัวใจไม่สามัญ (A Strangeness in My Mind)

อ่านแล้วได้สัมผัสถึงความแปลกที่ไม่ค่อยได้พบเจอ

Advertisement

My Name is Red นี้ก็เช่นกัน มีทั้งความแปลก ความน่าฉงนสนเท่ห์ แฝงความรู้สึกสยดสยอง

ในเล่มบรรยายฉากเมืองตุรกีในสมัยโบราณ มีเนื้อหาเรื่องราวเกี่ยวกับการฆาตกรรม

ผู้เขียนผูกปมข้อสงสัยตั้งแต่บทแรกที่ได้อ่าน ความสงสัยนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มจนคดีคลี่คลายในตอนท้าย

เหตุการณ์การฆาตกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นในแวดวงของจิตรกรที่มีความสามารถ

เป็นกลุ่มศิลปกรรมที่ทำงานให้กับสุลต่าน

ความมันส์ของหนังสือคือการเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น

ตั้งแต่บทที่ 1 ที่ตั้งชื่อเรื่องว่า “ข้าคือศพ”

ผู้เขียนใช้ศพเล่าเรื่องราวของการฆาตกรรม อ่านแล้วนึกถึงวรรณกรรมอีกหลายเรื่องที่ใช้คนตายถ่ายทอดความรู้สึกออกมา

แต่สิ่งที่ได้ถ่ายทอดมานั้น ไม่ได้ทำให้เรารู้เลยว่า ใครคือฆาตกร

แค่บทแรกที่ได้อ่านก็กระตุ้นความอยากรู้ให้บังเกิด

แล้วเมื่อเริ่มต้นได้อ่าน ก็ต้องติดตามเหตุการณ์และเรื่องราวไปจนกระทั่งวางไม่ลง

ตัวละครที่มาเล่าเรื่องมีความ “เหนือมนุษย์” คือ ไม่ใช่มนุษย์ก็เล่าเรื่องได้

ภาพม้า ภาพต้นไม้ หรือจุดแต้มแดง เป็นต้น ต่างสามารถเล่าเรื่องได้

แม้แต่ตัวฆาตกรเองก็ยังเข้ามาร่วมเล่าเรื่องด้วย

เพียงแต่ว่า ผู้อ่านไม่รู้ว่าฆาตกรเป็นใคร

ขณะที่เรื่องราวการค้นหาฆาตกรดำเนินไป ผู้อ่านก็ยังได้ซึมซับสภาพสังคมและวัฒนธรรมในสมัยนั้น

รับทราบบรรยากาศความเชื่อทางศาสนา ครอบครัวของนักรบที่รอคอยสามีกลับจากสงคราม

มีบรรยากาศของการเกี้ยวพาราสีกันด้วยจดหมายรัก การตีความสัญลักษณ์ต่างๆ ในจดหมาย

เนื้อกระดาษ กลิ่น ข้อความ และอื่นๆ ล้วนสามารถตีความได้

นอกจากนี้ยังรับทราบถึงกฎหมายในสมัยนั้น การแต่งงาน การหย่า การทำพิธีศพ

สำหรับประเด็นการสังหารในท้องเรื่องได้ตอกย้ำให้ทราบถึง “ข้อห้าม” ที่มิอาจ “ละเมิด”

แต่ก็ยังมีผู้ยินยอมจะ “ล้ำเส้น” เข้าไป

รายละเอียดของเรื่องราวลองติดตามอ่าน

อ่านแล้วจะพบกับการเล่าเรื่องแปลกๆ และเสน่ห์ของเปอร์เซีย

แต่ถ้ายังจินตนาการไม่ออกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันเป็นช่วงไหนของประวัติศาสตร์

ขอให้พลิกไปท้ายเล่ม

ที่ท้ายเล่ม ผู้เขียนได้ลำดับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เปอร์เซียเอาไว้ให้อ่าน

เริ่มตั้งแต่ 336-330 ปีก่อนคริสต์ศักราช ซึ่งเป็นยุคของพระเจ้าดาริอุสปกครองเปอร์เซีย

พระองค์เป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์อาเคเมนิด ก่อนจะเสียอาณาจักรให้พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช

ต่อมา พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชสถาปนาอาณาจักร ยึดครองเปอร์เซีย และรุกเข้าฮุบอินเดีย

ค.ศ.662 พระศาสดามุฮัมหมัดหนีจากมักกะห์ไปยังเมดินา

ถือเป็นการเริ่มต้นปฏิทินมุสลิม

พอ ค.ศ.1206-1227 เป็นรัชสมัยของเจงกิสข่านกษัตริย์มองโกลที่รุกรานเปอร์เซีย รัสเซีย และจีน

ปี ค.ศ.1258 พระราชนัดดาของเจงกิสข่านยึดครองแบกแดด

กระทั่งปี ค.ศ.1300-1922 ได้เกิดจักรวรรดิออตโตมันขึ้น ระหว่างปี ค.ศ.1370-1526 ราชวงศ์ตีมูริดขึ้นมามีอำนาจ ปกครองดินแดนเปอร์เซีย เอเชียกลาง และแคว้นทรานโซเซียนา

ยุคนี้กลายเป็นยุคศิลปะและภูมิปัญญา มีจิตรกรเพิ่มจำนวนขึ้นมาก

ต่อมา ค.ศ.1520-1566 สุลต่านสุไลมานมหาราชเรืองอำนาจขึ้นมา และทำให้อารยธรรมออตโตมันเข้าสู่ยุคทอง

ยุคนี้ออตโตมันได้รุกรานเวียนนาเป็นครั้งแรก และยึดแบกแดดได้จากราชวงศ์ซาฟาวิด

ส่วนเหตุการณ์ในเรื่อง MY NAME IS RED นี้ เกิดขึ้นในรัชสมัยของสุลต่าน
มูราตที่ 3 (ค.ศ.1574-1595)

เป็นช่วงที่มีสงครามยืดเยื้อระหว่างออตโตมันกับซาฟาวิด

สุลต่านมูราตที่ 3 ทรงสนพระทัยงานจิตรกรรมหนังสือมาก โดยรับสั่งให้ทำตำราพิชัยยุทธ์ ตำราพระราชพิธี และตำราชัยชนะในอิสตันบูล

ถือเป็นยุคที่รุ่งเรืองที่สุดของจิตรกรออตโตมัน

จิตรกรคนสำคัญคือออสมาน และลูกศิษย์ของเขา ซึ่งในเรื่อง MY NAME IS RED ก็ได้กล่าวถึง

กระทั่ง ค.ศ.1591 แบล็ก ตัวละครเอกในเรื่องนี้ได้เดินทางกลับมาอิสตันบูล และเรื่องราวการฆาตกรรมได้เริ่มต้น

เริ่มต้นด้วยบทที่ 1 อันน่าพิศวง

บทที่ให้คนตายเริ่มเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวเอง

เล่าเรื่องในบทเริ่มต้นที่ตั้งชื่ออย่างตรงไปตรงมา

ข้าคือศพ