หนังสือชื่อ MY NAME IS RED เขียนโดย “ออร์ฮาน ปามุก” (ORHAN PAMUK) แปลโดย นันทวัน เติมแสงสิริศักดิ์ พิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน เป็นหนังสือแนะนำเล่มหนึ่งที่น่าจะได้อ่าน
ชื่อ “ORHAN PAMUK” คงไม่แปลกหูสำหรับแฟนคลับนักอ่านทั้งหลาย
เพราะเขาเป็นชาวตุรกีคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ขณะที่สำนักพิมพ์มติชนเคยตีพิมพ์ผลงานของเขามาแล้ว
เล่มหนึ่ง คือ พิพิธภัณฑ์แห่งความไร้เดียงสา (The Museum of Innocence) อีกเล่มหนึ่ง คือ หากหัวใจไม่สามัญ (A Strangeness in My Mind)
อ่านแล้วได้สัมผัสถึงความแปลกที่ไม่ค่อยได้พบเจอ
My Name is Red นี้ก็เช่นกัน มีทั้งความแปลก ความน่าฉงนสนเท่ห์ แฝงความรู้สึกสยดสยอง
ในเล่มบรรยายฉากเมืองตุรกีในสมัยโบราณ มีเนื้อหาเรื่องราวเกี่ยวกับการฆาตกรรม
ผู้เขียนผูกปมข้อสงสัยตั้งแต่บทแรกที่ได้อ่าน ความสงสัยนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มจนคดีคลี่คลายในตอนท้าย
เหตุการณ์การฆาตกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นในแวดวงของจิตรกรที่มีความสามารถ
เป็นกลุ่มศิลปกรรมที่ทำงานให้กับสุลต่าน
ความมันส์ของหนังสือคือการเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น
ตั้งแต่บทที่ 1 ที่ตั้งชื่อเรื่องว่า “ข้าคือศพ”
ผู้เขียนใช้ศพเล่าเรื่องราวของการฆาตกรรม อ่านแล้วนึกถึงวรรณกรรมอีกหลายเรื่องที่ใช้คนตายถ่ายทอดความรู้สึกออกมา
แต่สิ่งที่ได้ถ่ายทอดมานั้น ไม่ได้ทำให้เรารู้เลยว่า ใครคือฆาตกร
แค่บทแรกที่ได้อ่านก็กระตุ้นความอยากรู้ให้บังเกิด
แล้วเมื่อเริ่มต้นได้อ่าน ก็ต้องติดตามเหตุการณ์และเรื่องราวไปจนกระทั่งวางไม่ลง
ตัวละครที่มาเล่าเรื่องมีความ “เหนือมนุษย์” คือ ไม่ใช่มนุษย์ก็เล่าเรื่องได้
ภาพม้า ภาพต้นไม้ หรือจุดแต้มแดง เป็นต้น ต่างสามารถเล่าเรื่องได้
แม้แต่ตัวฆาตกรเองก็ยังเข้ามาร่วมเล่าเรื่องด้วย
เพียงแต่ว่า ผู้อ่านไม่รู้ว่าฆาตกรเป็นใคร
ขณะที่เรื่องราวการค้นหาฆาตกรดำเนินไป ผู้อ่านก็ยังได้ซึมซับสภาพสังคมและวัฒนธรรมในสมัยนั้น
รับทราบบรรยากาศความเชื่อทางศาสนา ครอบครัวของนักรบที่รอคอยสามีกลับจากสงคราม
มีบรรยากาศของการเกี้ยวพาราสีกันด้วยจดหมายรัก การตีความสัญลักษณ์ต่างๆ ในจดหมาย
เนื้อกระดาษ กลิ่น ข้อความ และอื่นๆ ล้วนสามารถตีความได้
นอกจากนี้ยังรับทราบถึงกฎหมายในสมัยนั้น การแต่งงาน การหย่า การทำพิธีศพ
สำหรับประเด็นการสังหารในท้องเรื่องได้ตอกย้ำให้ทราบถึง “ข้อห้าม” ที่มิอาจ “ละเมิด”
แต่ก็ยังมีผู้ยินยอมจะ “ล้ำเส้น” เข้าไป
รายละเอียดของเรื่องราวลองติดตามอ่าน
อ่านแล้วจะพบกับการเล่าเรื่องแปลกๆ และเสน่ห์ของเปอร์เซีย
แต่ถ้ายังจินตนาการไม่ออกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันเป็นช่วงไหนของประวัติศาสตร์
ขอให้พลิกไปท้ายเล่ม
ที่ท้ายเล่ม ผู้เขียนได้ลำดับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เปอร์เซียเอาไว้ให้อ่าน
เริ่มตั้งแต่ 336-330 ปีก่อนคริสต์ศักราช ซึ่งเป็นยุคของพระเจ้าดาริอุสปกครองเปอร์เซีย
พระองค์เป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์อาเคเมนิด ก่อนจะเสียอาณาจักรให้พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช
ต่อมา พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชสถาปนาอาณาจักร ยึดครองเปอร์เซีย และรุกเข้าฮุบอินเดีย
ค.ศ.662 พระศาสดามุฮัมหมัดหนีจากมักกะห์ไปยังเมดินา
ถือเป็นการเริ่มต้นปฏิทินมุสลิม
พอ ค.ศ.1206-1227 เป็นรัชสมัยของเจงกิสข่านกษัตริย์มองโกลที่รุกรานเปอร์เซีย รัสเซีย และจีน
ปี ค.ศ.1258 พระราชนัดดาของเจงกิสข่านยึดครองแบกแดด
กระทั่งปี ค.ศ.1300-1922 ได้เกิดจักรวรรดิออตโตมันขึ้น ระหว่างปี ค.ศ.1370-1526 ราชวงศ์ตีมูริดขึ้นมามีอำนาจ ปกครองดินแดนเปอร์เซีย เอเชียกลาง และแคว้นทรานโซเซียนา
ยุคนี้กลายเป็นยุคศิลปะและภูมิปัญญา มีจิตรกรเพิ่มจำนวนขึ้นมาก
ต่อมา ค.ศ.1520-1566 สุลต่านสุไลมานมหาราชเรืองอำนาจขึ้นมา และทำให้อารยธรรมออตโตมันเข้าสู่ยุคทอง
ยุคนี้ออตโตมันได้รุกรานเวียนนาเป็นครั้งแรก และยึดแบกแดดได้จากราชวงศ์ซาฟาวิด
ส่วนเหตุการณ์ในเรื่อง MY NAME IS RED นี้ เกิดขึ้นในรัชสมัยของสุลต่าน
มูราตที่ 3 (ค.ศ.1574-1595)
เป็นช่วงที่มีสงครามยืดเยื้อระหว่างออตโตมันกับซาฟาวิด
สุลต่านมูราตที่ 3 ทรงสนพระทัยงานจิตรกรรมหนังสือมาก โดยรับสั่งให้ทำตำราพิชัยยุทธ์ ตำราพระราชพิธี และตำราชัยชนะในอิสตันบูล
ถือเป็นยุคที่รุ่งเรืองที่สุดของจิตรกรออตโตมัน
จิตรกรคนสำคัญคือออสมาน และลูกศิษย์ของเขา ซึ่งในเรื่อง MY NAME IS RED ก็ได้กล่าวถึง
กระทั่ง ค.ศ.1591 แบล็ก ตัวละครเอกในเรื่องนี้ได้เดินทางกลับมาอิสตันบูล และเรื่องราวการฆาตกรรมได้เริ่มต้น
เริ่มต้นด้วยบทที่ 1 อันน่าพิศวง
บทที่ให้คนตายเริ่มเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวเอง
เล่าเรื่องในบทเริ่มต้นที่ตั้งชื่ออย่างตรงไปตรงมา
ข้าคือศพ

