ยิ่งใกล้ถึงวันเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 มากเท่าไหร่ อุณหภูมิการเมืองไทยยิ่งร้อนแรงขึ้นทุกขณะ
บรรดาผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งต่างงัดกลยุทธ์เด็ด ออดอ้อนขอคะแนนเสียง พร้อมเสนอเป็นตัวแทนเข้าไปบริหารประเทศเต็มที่
ทว่ายังมีคนอีกกลุ่มที่ปรารถนาในสิ่งเดียวกัน หากแต่รัฐธรรมนูญไทยไม่เปิดโอกาสให้เขาเหล่านั้นเข้าไปมีส่วนร่วมแม้สักนิด
อย่างไรก็ตาม หากกางรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ออก พลิกไปที่มาตรา 98 จะพบว่า นอกจากอดีตนักโทษที่ได้รับอิสรภาพมาไม่ถึง 10 ปี นับถึงวันเลือกตั้งจะเป็น บุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้ว ยังมีบุคคลอีกกว่าสิบประเภทที่เข้าข่ายลักษณะดังกล่าว อาทิ ผู้ติดยาเสพติดให้โทษ ผู้เป็นเจ้าของ หรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนใดๆ ผู้อยู่ระหว่างถูกระงับการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นการชั่วคราว หรือถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล ผู้เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง
และอีกมากมายที่ตัวบทกฎหมายกีดกันการเข้าถึง

ได้รับอิสรภาพ แต่ยังถูกพรากสิทธิ?
นิภาพร สมุทรคีรี หรือนิ ตัวแทนอดีตผู้ต้องขังคดียาเสพติด หนึ่งในผู้ร่วมเสวนา “10 ปีที่สูญหาย การจำกัดสิทธิทางการเมืองของอดีตนักโทษ” ออกตัวตั้งแต่ต้น “ไม่ค่อยมีความรู้ ไม่รู้เลยว่าตัวเองจะได้รับสิทธิอะไรบ้าง พอรู้ว่าเสียสิทธิอะไรไป รู้สึกแย่มาก”
นิเล่าว่า เธอเพิ่งออกมาจากทัณฑสถานได้ไม่กี่วัน ก่อนหน้านั้นถูกจองจำและได้รับโทษจากคดีจำหน่ายยาเสพติด การอยู่ในนั้นได้พบเห็นอะไรมากมาย เมื่อพ้นโทษแล้วได้รับแรงจูงใจจากภรณ์ทิพย์ต่อความต้องการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่อยู่ด้านในทัณฑสถาน ทว่าข้อจำกัดด้านกฎหมายทำให้เธอไม่ได้ไปต่อ
แม้สุ้มเสียงจะกระท่อนกระแท่น สีหน้าแสดงออกถึงความน้อยเนื้อต่ำใจ แต่นิภาพรยังพรั่งพรูความรู้สึกต่อไปเรื่อยๆ
“เรารับโทษนั้นมาแล้ว เราออกมา แต่เราทำไม่ได้เพราะอะไร? อยากถามว่าเราเรียกร้องสิทธิได้ไหม? ทั้งนี้ คงเปลี่ยนกฎหมายอะไรไม่ได้แต่นิอยากช่วยเพื่อนๆ ที่ยังอยู่ข้างใน เช่น เรื่องน้ำ ความแออัด ถ้าใครได้มารู้ว่าเวลาเราใช้ชีวิตอยู่ในคุกเป็นอย่างไร แม้จะได้รับอิสรภาพมาแล้ว แต่เหมือนยังไปไม่ถึง ทำไมยังมาตัดสิทธิหลายๆ อย่าง ทั้งๆ ที่เรารับโทษไปแล้ว”
ไม่เพียงเท่านั้น เพราะนอกจากจะจำกัดสิทธิทางการเมืองแล้ว สิ่งสำคัญอย่าง “ประวัติอาชญากร” ยังตามเป็นฝันร้ายในชีวิตของอดีตผู้ต้องขังอย่างเลี่ยงไม่ได้
นิภาพรบอกว่า เธอมีเพื่อนคนหนึ่งทำงานได้เพียง 4 เดือน เนื่องจากที่ทำงานตรวจสอบประวัติพบว่าเคยต้องโทษมาก่อน ทำให้ต้องเปลี่ยนงานในทันใด เพื่อนคนนั้นร้องไห้ออกสื่อเพราะรักการทำงานนี้มาก แต่คำเดียวที่ยังสอนและอยู่กับพวกเธอเสมอคือ “สู้ๆ”
เพียงคำว่า “สู้ๆ” เท่านั้น

ร้องแก้รัฐธรรมนูญ ‘ปลดล็อก’ ตัดสิทธิเป็น ‘ศูนย์’
ด้าน มูฮัมหมัดอัณวัร หะยีเต๊ะ (อันวาร์) ตัวแทนอดีตผู้ต้องขังคดีการเมือง เคยถูกศาลฎีกาตัดสินจำคุก 12 ปี ความผิดฐานกบฏ อั้งยี่ ซ่องโจร พร้อมข้อกล่าวหาว่าเป็นสมาชิกกลุ่มบีอาร์เอ็น โคออร์ดิเนต ก่อนได้รับอิสรภาพเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2560
อันวาร์ถ่ายทอดประสบการณ์ “ไม่ธรรมดา” จากการใช้ชีวิตในเรือนจำจังหวัดชายแดนใต้ ถึงขนาดร่างจดหมายถึงเจ้ากระทรวงยุติธรรมในขณะนั้น ให้เร่งรัดตรวจสอบคดีนักโทษคดีการเมืองปาตานี พร้อมฟ้องให้เร็วที่สุด
สบโอกาสกับการได้รับอิสรภาพ แม้ช่วงนั้นกระแสการเลือกตั้งยังไม่บูมพอ แต่นับเป็นโอกาสดีที่อันวาร์ได้พบกับพรรคการเมืองหนึ่งซึ่งลงมาในพื้นที่เพื่อจัดตั้งที่ทำการพรรค แม้รู้ว่าตัวเองไม่มีสิทธิเป็นสมาชิกพรรค หรือสร้างอำนาจต่อรองให้คนในพื้นที่ในการร่างนโยบายพรรคได้ แต่เขาอยากทำอะไรสักอย่างหนึ่งที่เกี่ยวข้องหรือยึดโยงกับความเป็นนโยบายทางการเมือง จึงกระโดดตัวเข้าไปช่วยดูปัญหาของจังหวัดปัตตานีและจังหวัดชายแดนใต้ เพื่อนำข้อเสนอและปัญหาของ 3 จังหวัดให้พรรคดังกล่าวช่วยขับเคลื่อนในประเด็นนี้
“โดยขั้นตอนของพรรคและระเบียบต่างๆของรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้เอื้อให้คนอย่างเรามีบทบาทมากนัก เมื่อไม่ได้เป็นสมาชิก ไม่มีสิทธิเข้าร่วมประชุมสามัญ จึงถอนตัวออกมา ไม่ช่วยอะไรกับพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่หากใครอยากขอข้อมูลก็ยินดี ดังนั้น อยากเสนอให้แก้รัฐธรรมนูญ จากตัดสิทธิทางการเมือง 10 ปี ให้ลบออกไปเลย ไม่ต้องลดเหลือ 5 ปี 3 ปี มั่นใจว่าคงไม่ใช่นักโทษทุกคนที่ออกมาแล้วจะกระโดดลงสนามการเมือง รวมทั้งแก้กฎหมายลูกที่เกี่ยวโยงกับราชทัณฑ์หรือนักโทษ ต้องระบุให้ชัดว่านิยามของนักโทษคดีทางการเมืองหรือนักโทษทางความคิดเป็นอย่างไร
“หากแก้รัฐธรรมนูญไม่ได้ เราคงรวมตัวอดีตผู้ต้องขังคดีการเมืองทั่วประเทศซึ่งพ้นโทษการตัดสิทธิ 10 ปีมาตั้งพรรคเอง เพื่อเคลื่อนไหวอะไรสักอย่างหนึ่ง ให้เห็นแอ๊กชั่นชัดๆ ว่ารัฐธรรมนูญไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ พรรคการเมืองคุ้มครองเราไม่ได้ต้องเป็นการเคลื่อนไหวของผู้ถูกกระทำเอง”
อันวาร์กล่าวจบอย่างตลกร้าย

เมื่อกฎหมายขยายการจำกัดสิทธิ การทำร้ายให้ตายทั้งเป็น?
หันมาฟัง วิญญัติ ชาติมนตรี เลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมาย เพื่อสิทธิและเสรีภาพ (สกสส.) ซึ่งให้ข้อมูลอย่างน่าเจ็บปวด
วิญญัติกล่าวว่า รัฐธรรมนูญไทยตั้งแต่ปี 2475 ถึงปัจจุบัน ไม่มีฉบับไหนที่ให้สิทธิทางการเมืองกับผู้ต้องขัง โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 พูดถึงผู้ต้องขัง 2 สถานะ คือ 1.ผู้ที่ถูกคุมขังตามหมายศาล ซึ่งหมายรวมถึงการถูกคุมขังอยู่ระหว่างการพิจารณาคดี หรืออยู่ระหว่างศาลตัดสินไม่แล้วเสร็จ 2.ผู้ต้องขังหรือนักโทษทางคดีทุกคดี ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญ 2560 และ พ.ร.ป.ส.ส.ระบุชัดเจนว่า ผู้ต้องโทษในคดีถูกตัดสิทธิการสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองทันที
ซึ่งคำว่า “ต้องโทษ” มิได้หมายถึงคดีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตการเลือกตั้งเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคดีอาญา เช่น คดียาเสพติด คดีที่มีโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกระดับสูง
อย่างไรก็ตาม นอกจากไทยจะตัดสิทธิทางการเมืองของผู้ต้องขังแล้ว วิญญัติเผยว่า ไทยไม่เคยกำหนดว่าอัตราโทษเท่าใดถึงจะถูกตัดสิทธิ ต่างจากประเทศอื่นๆ ในยุโรปหรือแคนาดาที่ระบุระดับกฎหมายชัดเจน
“การที่ผู้ต้องขังหรือผู้เคยถูกจำคุกมาก่อนถูกตัดสิทธิทางการเมือง อาจมาจากการมองว่าคนเหล่านี้เป็นคนไม่ดี ผิดกฎเกณฑ์ของสังคม หรือบางคนที่ยังไม่เคยถูกตัดสินจำคุก อยู่ระหว่างการพิจารณาคดี ก็ถูกมองไปอย่างนั้นเพราะเคยมีคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญและศาลฎีกามองว่าบุคคลเหล่านี้เป็นคนไม่ดี ถูกกากบาทไว้ตั้งแต่แรก”
ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญปี 2550 จำกัดสิทธิเพียง 5 ปี การที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเพิ่มเป็น 10 ปี จึงปฏิเสธไม่ได้ที่วิญญัติจะมองว่ามีนัยยะทางการเมืองของผู้ร่างแฝงอยู่
“การขยาย 5 ปี เป็น 10 ปี ก็แทบประหารชีวิตเขาไปในตัวแล้ว นอกจากจะถูกจำกัดความมีอิสรภาพเพราะถูกจำคุก ออกมายังถูกจำกัดอิสรภาพ เหมือนฆ่าทั้งเป็น แทนที่เขาจะถูกปรับตัว พัฒนาตัวเองให้กลายเป็นคนดี ช่วยพัฒนาประเทศ มีส่วนร่วมทางการเมือง กลับไม่ให้เขามี อยากเสนอแนะว่า หากการเลือกตั้งผ่านพ้นไปด้วยดีและมีตัวแทนอยู่ในนั้นจริงๆ ผมจะเป็นคนหนึ่งที่เสนอให้แก้ไขมาตรานี้ หรือเปิดช่องให้คนที่ถูกคุมขังหรืออดีตนักโทษสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งและสมัครเป็นสมาชิกพรรคได้”
ก่อนจากกัน วิญญัติขอฝาก 3 ประเด็นทิ้งท้าย 1.แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ใหม่ มาตรา 96-98 โดยเฉพาะมาตรา 98 ที่จำกัดสิทธิลงรับสมัครเลือกตั้งแก้ให้ส่วนที่ความผิดเล็กน้อยที่มิใช่ความผิดเชิงปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตยและไม่เกี่ยวกับการทุจริตการเลือกตั้ง ไม่ควรห้าม 2.ระบุวิธีการให้ชัดว่าฐานความผิดที่ไม่ใช่ความผิดเด็ดขาด หรือผู้อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีควรได้รับสิทธิ เนื่องจากเขาเหล่านี้ต้องได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์และ 3.ไม่ระบุคุณสมบัติของผู้ไม่ไปใช้สิทธิในวันเลือกตั้ง
“หากกลไกในการแก้รัฐธรรมนูญเปิดช่องให้สามารถทำได้ แม้กรรมาธิการร่างจะทำให้ยากและมาจากการยึดอำนาจ ดังนั้น หากอยากได้อำนาจคืน วันที่ 24 มีนาคมนี้ต้องไปใช้สิทธิให้เยอะ” วิญญัติกล่าวปิดท้าย

ตัดสิทธิทางการเมือง ตัดอำนาจความเห็นต่าง?
ขณะที่ อังคณา นีละไพจิตร คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) บอกเล่าผ่านสายตาผู้มีโอกาสตรวจเยี่ยมเรือนจำในการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนของผู้ต้องขัง ผู้ต้องหา พบว่าที่ผ่านมามีวิวัฒนาการดีขึ้น แต่หลายสิ่งยังเป็นอุปสรรค โดยเฉพาะทัศนคติของรัฐหรือสังคมต่อการลงโทษผู้กระทำผิด ยึดหลักการแก้แค้นมากกว่ามุ่งหวังการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
“แม้บุคคลจะถูกจำกัดอิสรภาพทางกฎหมายแต่ในฐานะของมนุษย์ บุคคลย่อมต้องมีสิทธิพลเมืองซึ่งกว้างขวางมาก นอกจากนี้สิทธิพลเมืองไม่สามารถแยกออกจากสิทธิทางการเมืองได้”
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่เฉพาะไทยที่จำกัดสิทธิทางการเลือกตั้งของผู้ต้องขัง อังคณาเปิดเผยว่ายังมีอีกหลายประเทศที่จำกัดสิทธิในการเลือกตั้งและการลงสมัครรับเลือกตั้ง หากไทยต้องการให้สิทธิแก่ผู้ต้องขังในการเลือกตั้งและสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ก่อนอื่นต้องยอมรับว่าผู้ต้องขังหลายคน เมื่อถูกจับกุม ญาติถอนชื่อออกจากทะเบียนราษฎร ตั้งข้อรังเกียจ นี่เป็นสิ่งที่เราต้องคุยกันมากขึ้น
ที่สุดแล้ว อังคณามองว่า การตัดสิทธิทางการเมืองของผู้ต้องขังมาจากแนวคิดการป้องกันคนไม่ดีเข้ามาเกี่ยวข้องในการเมืองที่ฝ่ายร่างรัฐธรรมนูญ หรือฝ่ายผู้กำหนดเชื่อว่าตนเองเป็นผู้บริสุทธิ์ ซึ่งอาจเป็นผู้ที่มีความเห็นต่างจากรัฐ รวมทั้งอาจระแวงว่าคนเหล่านั้นจะกลับมามีอำนาจอีกครั้ง
ทั้งหมดนี้เป็นมุมมองจากผู้ปรารถนาขับเคลื่อนประเทศ คงไม่ยากเกินไปหาก 24 มีนาคมนี้จะไปร่วมแสดงพลังใช้สิทธิเลือกตั้ง มุ่งหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทวงคืนสิทธิทางการเมืองให้เพื่อนมนุษย์โดยชอบธรรม


