คอมลัมน์เล่าเรื่องหนัง : If Beale Street Could Talk “ขัดขืน” ต่อโชคชะตาด้วยหัวใจทระนง

10.03.19 | 19:56 น.

ภาพยนตร์โรแมนติกดราม่า กำกับและเขียนบทโดย “แบรี่ เจนกินส์” ที่มีผลงานโดดเด่นจากการกำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมรางวัลออสการ์อย่าง “Moonlight” จับเอานิยายโรแมนติกเรื่องดัง “If Beale Street Could Talk” มานำเสนออย่างละมุนละไม

เรื่องราวความรักโรแมนติกสวยงาม และแสนเศร้าของ “คู่รักผิวสี” คู่หนึ่งที่ทั้งโศกซึ้ง ภายใต้บรรยากาศถูกกดขี่เหยียดสีผิวรุนแรง

“เจนกินส์” ดัดแปลงนิยายที่เล่าเรื่องราวในยุค 70 นี้ ให้กลายเป็นภาพเคลื่อนไหวที่วิจิตรอบอวลให้เห็น “ความรักของหนุ่มสาวผิวสี” สองคนในฉากหลังของย่านฮาร์เล็ม นครนิวยอร์ก

ตัวหนังดูจะ “เนิบนาบ” ไปบ้าง เพราะเล่าเรื่องผ่านภาพที่นิ่ง ช้า และใช้วิธีลากกล้องแบบลองเทคในหลายฉากเพื่อตรึงอารมณ์ แต่หนังก็มีดีพอที่คว้า “รางวัลออสการ์” ปีนี้สาขา “บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม” สาขา “นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม” และสาขา “ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม” ที่ไพเราะเสนาะหูให้ทั้ง “ความหวาน” และ “ขมขื่น” อย่างพร้อมเพรียงกัน

“If Beale Street Could Talk” เล่าเรื่องราวเด็กหนุ่มวัย 22 ปี ที่แม้ยังไม่ชัดเจนกับหมุดหมายชีวิต แต่เขาก็มีความรักบริสุทธิ์ที่มอบให้แด่หญิงสาววัย 19 ปี ผู้พร้อมเป็นสายลมใต้ปีกและต่อสู้ให้แก่คนรัก

Advertisement

หากภาพภายนอกที่ผู้คนมองผ่านในปะทะแรกที่เห็นหนุ่มสาวคู่นี้ที่ต่างหลงใหลและรักกันสุดซึ้งจนราวกับเป็นความสัมพันธ์ที่อาจฉาบฉวยในวัยอันเร่าร้อน

ก่อนที่หนังจะทำได้ดี ด้วยการใช้วิธี “ส่งอารมณ์” ความรักอันแน่นแฟ้นของทั้งคู่มาถึงคนดูจนสัมผัสได้ในที่สุดว่านั่น เป็น “รักที่คงทน” เที่ยงแท้ ผ่านงานถ่ายภาพ บทบรรยายเสียง (วอยซ์โอเวอร์) ที่กินใจ องค์ประกอบศิลป์ และดนตรีประกอบสุดไพเราะ ที่ต่างช่วยกันจัดวางตำแหน่งหน้าที่ให้เรื่องราวความรักของคู่รักคู่เศร้าคู่นี้ซึมซาบ อภิรมย์ และลึกขึ้นเรื่อยๆ จนคนดูเชื่ออย่างแน่แท้ว่า นี่คือ “รักแท้ตลอดกาล” ไม่ว่าจะทุกข์หรือสุข ไม่ว่ายามดีหรือยามร้าย

นั่นทำให้เรื่องร้ายที่ตามมาหลังจากนี้ หนังทำให้เชื่อและติดตามไปอย่างช้าๆ ว่า เมื่อพวกเขาเผชิญหน้ากับ “ทุกข์” อันยิ่งใหญ่ ความรักของพวกเขาจะฝ่าฟันประคับประคองจนเจอแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ได้

 

จัดเป็น “หนังคุณภาพ” อยู่ในมาตรฐานที่ดี แม้เกือบทั้งเรื่องให้ภาพความโรแมนติกที่พูดถึงรักแท้ แต่หนังได้สอดแทรกประเด็น “ปัญหาสังคม” ไปพร้อมๆ กัน

เมื่อเรื่องตัดมาในสถานการณ์ปัจจุบันที่ชายหนุ่มต้องเผชิญหน้ากับชะตากรรมที่เขาไม่ได้ก่อ และถูกจับกุมคุมขัง ถูกปิดกั้นโอกาสที่จะต่อสู้เพื่อปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระ หรือแม้แต่จะรักษาศักดิ์ศรีก็ยังโอกาสเป็นศูนย์

ไม่มีใครเหลียวแล นอกจากครอบครัวที่ต้องยื่นมือมาช่วยเหลือกันเอง ฐานะของคนทำงานระดับล่างที่ต่างต้องปากกัดตีนถีบหาเงินทั้งวิธีสุจริต ทุจริต เพื่อใช้เป็นค่าทนายสู้คดี ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่มีหนทางใดจะต่อสู้ในชั้นศาลได้ เมื่อรูปคดีถูกบิดพลิ้วตั้งแต่ชั้นสืบสวนสอบสวนจากเจ้าหน้าที่รัฐ ไปจนถึง “กระบวนการยุติธรรมที่เพิกเฉย” ไม่ให้คุณค่าต่อสิทธิคนผิวสี

 

หนังขึ้นด้วยด้วยโคว้ทคำพูดของ “เจมส์ บาลด์วิน” ผู้แต่งนิยายเรื่องนี้ด้วยคำพูดมีนัยยะและทรงพลังที่ว่า “Every black person born in America was born on Beale Street.” คนผิวดำทุกคนในสหรัฐอเมริกาล้วนก่อเกิดมาจากถนนบีล…

เป็นคำพูดในเชิง “เหนือจริง” แต่มุ่งหวังสร้าง “จินตนาการ” อย่างมากมายเพื่อที่จะบอกเล่าถึงประวัติศาสตร์และความภาคภูมิใจในศักดิ์ศรีของการเป็น “คนผิวสีในสหรัฐอเมริกา” แม้จะมีอดีตอันขมขื่นแค่ไหน แต่พวกเขาก็มีความทระนงอย่างแข็งแกร่ง

กล่าวถึง “ถนนบีล” เป็นถนนสายประวัติศาสตร์ของตำนาน “ดนตรีบลูส์” โดยแท้ ตั้งอยู่ที่ย่านดาวน์ทาวน์ใน “เมมฟิส รัฐเทนเนสซี” เป็นถนนสายที่นักดนตรีระดับตำนานต่างเคยมาแสดงดนตรีทีนี่ ไม่ว่าจะเป็น หลุยส์ อาร์มสตรอง, บีบี คิง, เอลวิส เพรสลีย์ และจอห์นนี่ แคช เป็นต้น

และแน่นอนว่า เมื่อคนผิวสีเป็น “ต้นธาร” ของจังหวะและท่วงทำนองดนตรีบลูส์ ดนตรีจากผู้ถูกปฏิบัติไม่เป็นธรรมในอดีต ถนนแห่งนี้จึงเสมือนเป็นตัวแทนความนึกคิดจิตใจของคนผิวสีในอดีตหลายยุคที่ต้องทนกับชะตากรรมถูกกดขี่มาอย่างยาวนาน

ชื่อที่ไพเราะของนิยาย จึงยังคงถูกส่งต่อมาเป็นชื่อภาพยนตร์

 

หากถนนสายที่ชื่อ “บีล” ซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณของดนตรีบลูส์ที่ก่อกำเนิดมาจากการถูกกดขี่ ดนตรีบลูส์ที่ถือกำเนิดมาจากถนนบีล ของหมู่ชนผิวสี แอฟริกัน-อเมริกัน ที่ทุกข์ทรมานมากแค่ไหน ถนนสายบีลนี้ก็ย่อมหวังจะได้เอื้อนเอ่ยความทุกข์นั้นจากก้นบึ้งจิตใจ

ภาพยนตร์ “If Beale Street Could Talk” คือเรื่องราวความรัก ที่พัฒนามาสู่การต่อสู้ ความพยายามอย่างถึงที่สุด เริ่มต้นในช่วง “วัยที่ไร้ภูมิคุ้มกัน” ต่อความชั่วร้าย ชีวิตตั้งแต่เล็กจนโตที่จะต้องพานพบกับความอำมหิตของการถูกกดขี่เหยียดสีผิวจนไม่รู้ว่าเรื่องเลวร้ายนี้จะสิ้นสุดที่ตรงไหน

ชะตากรรมคนผิวสีที่พร้อมจะถูกมองเป็น “ผู้กระทำผิดตลอดกาล” ไม่ว่าจะข้อหาผิดเล็กๆ น้อยๆ แต่โทษนั้นใหญ่หลวงไม่มีส่วนใดให้ได้แก้ไขปรับปรุงตัว ไปจนถึงชะตากรรมที่ทุกข์ยิ่งกว่านั้น เมื่อคนผิวสีทั่วไปที่ใช้ชีวิตอย่างปกติยังสามารถถูกยัดเยียดข้อหาร้ายแรง หมดหนทางต่อสู้ได้อย่างคาดไม่ถึง

เรื่องราวที่ทั้งนิยายและภาพยนตร์ได้สะท้อนถึง “ความจริง” ในหลายยุคสมัยที่เป็นความเศร้า “คับแค้นในชะตากรรม” พร้อมกับการ “ขัดขืน” ต่อโชคชะตาด้วยความทระนง

เช่นเดียวกับประโยคต้นเรื่อง “คนผิวดำทุกคนในสหรัฐอเมริกาล้วนก่อเกิดมาจากถนนบีล…”

 

ชีวิตของพวกเขาถูกถ่ายทอดมากี่ร้อยกี่พันบทเพลง จากท่วงทำนองแหล่งก่อกำเนิด “ดนตรีบลูส์บนถนนบีล” ที่ขับขานราวกับการปลดปล่อย “ความรู้สึกถูกชัง” ที่ขังอยู่ภายใน ให้พุ่งทยานไปสู่ก้นบึ้งหัวใจของผู้ที่รับฟัง

“If Beale Street Could Talk” หากถนนสายบีลจะเป็นตัวแทนและป่าวประกาศต่อผู้คน นั่นก็คือ “พวกเขามีศักดิ์ศรีและความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียม”