น่าตกใจ แต่อาจไม่น่าแปลกใจ สำหรับข้อมูลที่เปิดเผยโดย กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในปี 2561 ซึ่งพบว่าเด็กและเยาวชนถึงร้อยละ 71 วางแผน “เล่นมือถือ” เป็นกิจกรรมหลักในเวลาว่างช่วงปิดเทอม สะท้อนทางเลือกที่มีไม่มากนัก นำไปสู่โครงการปิดเทอมสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตและสังคมผ่านกิจกรรมมากมายซึ่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
รวมถึงการเปิดเวทีดีเบตอย่างสร้างสรรค์ในวันใกล้เลือกตั้ง เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และโชว์นโยบายด้านเด็กและเยาวชนของเหล่านักการเมืองในหัวข้อ “มุมมอง นิวเจ็น พรรคการเมือง กับเรื่องปิดเทอมสร้างสรรค์” เมื่อวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา ณ ถิ่นวัยรุ่นอย่างสยามแสควร์ วัน
โลกนอกห้องเรียนและไอดอลแห่งยุคสมัยที่ไม่จบปริญญา
“เด็กไทยคือหัวใจของชาติ แต่ไม่มีสมัยไหนสำคัญเท่าสมัยนี้” คือคำกล่าวของ ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส. ซึ่งนุ่งยีนส์ทะมัดทะแมงเข้าธีมงาน เดินขึ้นเวทีกล่าวถึงความสำคัญเด็กและเยาวชนซึ่งพูดกันมานานว่าเป็นหัวใจของชาติ แต่ไม่มีห้วงเวลาใดสำคัญเทียบเคียงได้กับวินาทีซึ่งกำลังนับถอยหลังสู่สังคมสูงวัย
“ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า เราจะก้าวสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ ในโลกที่หมุนไวขึ้น การแข่งขันมากขึ้น ศักยภาพเด็กและเยาวชนจึงสำคัญมาก รัฐบาลไทยทุ่มเทให้การศึกษาสูง ไม่แพ้ชาติใดในโลกแต่ผลยังไม่น่าพอใจนัก การศึกษาในระบบ ลดความสำคัญลงเรื่อยๆ ปีที่ผ่านมามหาวิทยาลัยในอเมริกาปิด 400 แห่ง ไม่ใช่เพราะเด็กเกิดใหม่ลดลงเท่านั้น แต่คนเรียนรู้นอกโรงเรียนมากขึ้นเรื่อยๆ ไอดอลคนสำคัญของโลกก็ไม่จบปริญญาเยอะ สำหรับเด็กไทย 13 ล้านคนมีเวลาราว 3 เดือนในฤดูร้อน ช่วงปิดเทอม ควรใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด จากงานวิจัยพบว่า เด็กยังรู้สึกว่าไม่มีพื้นที่สำหรับสร้างสรรค์มากพอ 70 เปอร์เซ็นต์ใช้เวลาอยู่หน้าจอ เล่นเกม ถ้ามีทางเลือกมากกว่านั้นน่าจะดี”
จากนั้น สภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย ขึ้นกล่าวประกาศเจตนารมณ์ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษมีเนื้อหาย้ำชัดขอให้พรรคการเมืองที่จะเข้าบริหารประเทศเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชน “มีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างแท้จริง” ขอให้มีการให้ความสำคัญในทักษะการใช้ชีวิตให้ได้พัฒนาทั้งทางร่างกายและจิตใจ ให้ได้เป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์ นับเป็นสุนทรพจน์ที่สะกดผู้ฟังได้อย่างอยู่หมัดด้วยความมุ่งมั่นของผู้ที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวันพรุ่งนี้

แรงบันดาลใจจากค่ายกีฬา สู่การคว้าเหรียญโอลิมปิก
เมื่อเข้าสู่ช่วงการนำเสนอนโยบายและความเห็นจาก 5 พรรคการเมือง เริ่มต้นโดย วิว-เยาวภา บุรพลชัย โฆษกพรรคชาติพัฒนา อดีตนักกีฬาเทควันโดทีมชาติผู้คว้าเหรียญทองแดงโอลิมปิกที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ เมื่อปี 2004
เจ้าตัวเล่าประสบการณ์ตรงชี้ความสำคัญของปิดเทอมและกิจกรรมดีๆ ที่พาให้พบความชื่นชอบและหลงใหลในเทควันโด นั่นเพราะมีโอกาสได้ “เข้าค่ายกีฬา” นอกจากนี้ในฐานะคุณแม่ลูก 3 จึงเข้าใจปัญหาที่หลายครอบครัวอาจต้องพบเจอ
“การให้การศึกษาดีๆ กับลูกต้องใช้เงิน ทุกวันนี้ต้องแข่งกันสูง พ่อแม่หาเงินนอกบ้าน ไม่มีเวลาให้ลูก จึงเกิดปัญหาสังคมตามมา ติดเกม แว้น ท้องวัยเรียน พรรคชาติพัฒนามีนโยบายทั้งในด้านการศึกษาและการกีฬา ปัญหาสำคัญคือความเหลื่อมล้ำที่มีมาก คนจนกับรวยได้โอกาสไม่เท่าเทียม รวมถึงเด็กด้อยโอกาสและเด็กพิเศษซึ่งแท้จริงแล้วมีศักยภาพแต่กลับไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้เท่าที่ควร นอกจากนี้ช่องว่างของครอบครัวก็สำคัญมาก
นโยบาย 4 ข้อของเราคือ 1.สนับสนุนการเรียน 2 และ 3 ภาษา 2.มีทุนครูเทคโนโลยี อำเภอละ 1 ล้านบาท ให้ครูไปเรียนแล้วกลับมาพัฒนาท้องถิ่น 3.ฝึกได้เด็กเป็นนักปฏิบัติ 4.ส่งเสริมอุทยานการเรียนรู้ ส่วนนโยบายการกีฬา จะจัดให้มีมินิฟิตเนส เพราะกีฬาสร้างคน และคนสร้างชาติ”

ปิ๊งไอเดีย’ธนาคารเพื่อการศึกษา’หนุนกระจายอำนาจให้โรงเรียน
มาดูฟากฝั่งประชาธิปัตย์ โดย พริษฐ์ วัชรสินธุ หรือไอติม ก็ออกมายิ้มรับว่าในช่วงปิดเทอมของตัวเอง ก็เหมือนวัยรุ่นทั่วไปที่ชอบตื่นมากิน นอน ดูมือถือ และเล่มเกม จึงคิดว่าต้องหากิจกรรมดึงดูดความสนใจเพิ่มเติม เพื่อให้เวลาว่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์ยิ่งขึ้น ที่สำคัญคือสนับสนุนให้ “เรียนรู้ตลอดชีวิต” โดยทางพรรคตั้งเป้าหมายไว้ 7 ข้อ หวังปฏิรูปการศึกษาที่จะช่วยสร้างคนและสร้างชาติ
“การลดความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืนที่สุดคือการปฏิรูปการศึกษา โดยตั้งเป้าหมาย 7 ข้อ คือ 1.ให้เด็กและเยาวชนมีสุขภาพแข็งแรง 2.มีทักษะการคิด วิเคราะห์ 3.พูดได้ 2 ภาษา 4.มีทักษะการใช้ชีวิต 5.มีทักษะการใช้เทคโนโลยี 6.เติบโตอย่างมีจริยธรรม 7.เคารพสิทธิผู้อื่นในระบอบประชาธิปไตย เราสนับสนุนให้เรียนรู้ตลอดชีวิต และต้องกระจายอำนาจ ปัจจุบันโรงเรียนมีอำนาจน้อยในการตัดสินใจใช้เงิน ซึ่งจริงๆ แล้วควรให้โรงเรียนตัดสินใจเองเพื่อให้สอดคล้องความต้องการของเด็ก”
ด้าน ดร.ไกรเสริม โตทับเที่ยง ทายาทปุ้มปุ้ย ตัวแทนพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งมีอีกบทบาทคือการเป็น “คุณพ่อ” โดยขอชูแนวคิด “ธนาคารเพื่อการศึกษา” ซึ่งเจ้าตัวระบุว่าแตกต่างจากการกู้ยืมเงิน ต้องหนุนให้เอกชนนำเงินมาฝาก สร้างระบบที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ช่วยให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา
“การสร้างโอกาส เท่ากับการสร้างอนาคต การพัฒนาควรลองออกไปนอกโรงเรียน ต้องมองถึงการใช้ชีวิต รัฐต้องทำหน้าที่ให้เครื่องมือ และเปิดโอกาสให้สังคมมีส่วนร่วม”

สอบเก่ง แต่ติดกรอบ ชูศูนย์พัฒนาเด็กอัจฉริยะ
สำหรับนักแต่งเพลงและอดีตศิลปินค่ายดังผู้ผันตัวมาสู่สังเวียนการเมืองอย่าง ปุ๊น-ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ตัวแทนพรรคเพื่อไทย บอกว่าเข้าใจความฝันของเด็กเป็นอย่างดี เพราะตัวเองก็ผ่านจุดนั้นมาก่อน และไม่นานมานี้ยังมีลูกสาววินมอเตอร์ไซค์มาเปิดใจ บอกอยากเป็นดีไซเนอร์แบรนด์เสื้อผ้า แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้ไปถึงจุดมุ่งหมายนั้น
“พรรคเพื่อไทยเคยทำทีซีดีซีและทีเคพาร์คมาแล้ว เราควรหาพื้นที่พิเศษให้เด็กเรียนรู้มากขึ้น ต้องสร้างศักยภาพเด็ก ซึ่งจริงๆ สอบกันคะแนนสูงมาก เก่งมาก แต่ความคิดยังอยู่ในกรอบ เรามีนโบายทำศูนย์พัฒนาเด็กอัจฉริยะ กว่า 20,000 แห่ง รวมถึงแนวคิด คืนโรงเรียนสู่ผู้ปกครอง โดยให้ครูและผู้ปกครองได้พูดคุยกันเหมือนโรงเรียนนานาชาติ เพราะครูใกล้ชิดเด็ก รู้ศักยภาพของแต่ละคน นโยบายในอนาคตคือ ลดขนาดห้องเรียนซึ่งมาตรฐานกระทรวงศึกษาธิการคือห้องละ 45 คนซึ่งเยอะมาก แถมครูยังต้องทำงานธุรการ การเพิ่มคุณภาพครูคือสิ่งที่ต้องทำ ต้องให้ครูค้นหาตัวตนเด็ก”


ลดเครียด-เหลื่อมล้ำ สร้างห้องสมุดที่ไม่ใช่แค่’เก็บหนังสือ’
ปิดท้ายด้วยความคิดเห็นของ ว่าที่ ดร.กุลธิกา รุ่งเรืองเกียรติ หรือ “ครูจุ๊ย” จากพรรคอนาคตใหม่ ที่กล่าวถึงการออกแบบนโยบายลดความเหลื่อมล้ำ โดยระบุว่าปัจจุบันการศึกษาไทยตั้งอยู่บนฐานที่ง่อนแง่น เรื่องหลักสูตร ต้องปฏิรูปข้อสอบ และเวลาพูดถึงการศึกษา คนมักไม่ค่อยนึกถึงเมกะโปรเจ็ค แต่คิดงาน “ยิบย่อย” ที่สุดท้ายกลายเป็นภาระครู นอกจากนี้สิ่งที่มองข้ามไม่ได้คือสุขภาพจิต
“การศึกษาไทยเครียดมาก มีภาวะกดดันตลอดทั้งครอบครัวและโรงเรียน มีคนเสนอให้มีนักจิตวิทยาประจำโรงเรียน แต่ต้องฝึกบุคลากรระยะยาว หากเป็นแบบเร่งด่วนควรศึกคนในโรงเรียนให้เข้าใจสุขภาพจิตขั้นพื้นฐาน อย่างน้อยมองเห็นความผิดปกติของนักเรียน เพื่อส่งต่อหน่วยงานที่กี่ยวข้องได้
สิ่งที่ต้องทำให้แข็งแรงคือ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องยกระดับ อนาคตใหม่มีนโยบายมอบเงินเดือนละ 1,200 บาทให้พ่อแม่ การได้เงินเป็นระบบต่อเนื่องจะทำให้คนวางแผนชีวิตได้ดี ไม่ต้องกังวลว่าจะมีเงินซื้อผ้าอ้อมสำเร็จรูปและค่าใช้จ่ายอื่นๆ หรือไม่ นอกจากนี้ สุขภาพสุขภาวะก็สำคัญ ควรมีการมอบเงินให้โรงเรียนไปพัฒนาห้องน้ำ ไวไฟ สร้างห้องสมุดที่ไม่ใช่ห้องเก็บหนังสือ แต่เป็นพื้นที่ทำกิจกรรมได้ด้วย สำหรับด้านโภชนาการ ถามว่า 20 บาทต่อหัวพอไหมสำหรับค่าอาหารกลางวัน มองว่าพอ แต่ยังการขาดความรู้ในการจัดให้ถูกต้องตามหลักโภชนาการ อาหารคือการเรียนรู้แบบหนึ่ง ต้องให้เด็กเข้าใจการกินเพื่อสุขภาพ ต้องผลักดันนักโภชนาการทุกพื้นที่การศึกษา เพราะหากท้องหิวก็ไม่สามารถเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งจากความคิดความเห็นในประเด็นนโยบายด้านเด็กและเยาวชนซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้เศรษฐกิจ การเมือง เพราะเป็นเรื่องของการพัฒนามนุษย์ผู้จะกลายเป็นผู้ขับเคลื่อนประเทศชาติและโลกใบนี้
ข้อมูลจาก สสส. ระบุผลการสำรวจในประเด็น “ปิดเทอมนี้เด็ก เยาวชน อยากทำอะไร” เมื่อปี 2561 พบว่า 3 อันดับแรก จากกลุ่มประชากรตัวอย่าง 1,760 ตัวอย่าง ตั้งใจจะสไลด์มือถือเล่นอินเตอร์เน็ตถึง 71 เปอร์เซ็นต์ ตามด้วยการไปเที่ยวต่างจังหวัด 53 เปอร์เซ็นต์ และหางานพิเศษทำ ร้อยละ 46 สะท้อนทางเลือกที่มีไม่มากนักในการทำกิจกรรมช่วงปิดเทอม จึงเป็นที่มาของแนวคิดการดำเนินโครงการ “กิจกรรมปิดเทอมสร้างสรรค์” โดย สสส.และภาคีเครือข่าย เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตและสังคม ปลดปล่อยศักยภาพ ตลอดจนการเรียนรู้โลกกว้างและเติบโตสมบูรณ์พร้อมในทุกมิติ 4 กิจกรรมหลักของโครงการ ได้แก่
1.วันว่างตามหาฝัน : ร้องเล่นดนตรี ศิลปะ และกีฬา รวมถึงกิจกรรมที่ได้ทดลองในสิ่งที่อยากทำ
2.วันว่างเปิดโลกเรียนรู้ : กิจกรรมเรียนรู้โลกกว้างเพื่อจินตนาการ
3.วันว่างแบ่งปันสังคม : กิจกรรมจิตอาสาเพื่อผู้อื่น
4.วันว่างสร้างตัวตน : ฝึกงานในอาชีพที่ใช่ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ตัวเอง
ข้อมูลล่าสุดจากการสำรวจผ่านเฟซบุ๊ก สสส. ตั้งแต่วันที่ 18-22 กุมภาพันธ์ พบว่าจำนวนสูงสุด 48 เปอร์เซ็นต์ อยากเข้าค่ายอาสา เสริมสร้างประสบการณ์, 24 เปอร์เซ็นต์ อยากทำงานพิเศษ, 22 เปอร์เซ็นต์ อยากท่องเที่ยว ที่เหลืออยากเล่นกับเพื่อน เรียนพิเศษ และเข้าค่ายวิชาการ
ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับโครงการปิดเทอมสร้างสรรค์ได้ที่ www.happyschoolbreak.com

