ยารักษาโรคเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ไม่สามารถขาดได้ เพื่อใช้บรรเทาอาการเจ็บป่วย อีกทั้งเสริมสร้างและซ่อมแซมในส่วนที่มีความเสียหายให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ เมื่อเร็วๆ นี้ มีการจัดกิจกรรมน่าสนใจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมยาไทยและอาซียนซึ่งจะมีอีเวนต์ยิ่งใหญ่ด้านงานแสดงสินค้าเทคโนโลยี และการประชุมด้านส่วนผสมยาและการผลิตยาครบวงจรสำหรับเภสัชอุตสาหกรรมในเอเชียตะวันเฉียงใต้ หรือ CPhi South East Asia 2019 ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย
รุ้งเพชร ชิตานุวัตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการ ภูมิภาคอาเซียน บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยเมื่อเร็วๆ นี้ว่า ในฐานะผู้บริโภคส่วนใหญ่ที่มีการรับประทานยา เชื่อได้ว่ากว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ที่ยกตัวอย่างขึ้นมานั้นไม่ใช่ยาของคนไทยเลยแม้แต่น้อย แต่เป็นยาจากประเทศทั้งหมด นี่จึงเป็นจุดอ่อนของยาไทยเนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคของคนไทยยังคงยึดติดอยู่กับชื่อแบรนด์ของต่างชาติมากกว่า เนื่องจากปัญหาที่สำคัญของยาไทยคือขาดการรับรู้และขาดการได้รับความไว้วางใจจากคนไทย อีกทั้งการผลิตยาของไทยนั้นเป็นการผลิตแบบขั้นปลายเปิด เนื่องจากการผลิตยาของไทยนั้นไม่มีวัตถุดิบในประเทศ ต้องมีการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ แล้วมีการผลิตยาสำเร็จรูปหรือยาชื่อสามัญออกมา โดยมักจะเป็นยาที่มีราคาถูกในท้องตลาด แต่ด้วยมาตรฐาน GMP จึงทำให้ยาของไทยเป็นที่ยอมรับจากนานาชาติ จึงต้องมีการแก้ไขและปฏิรูปเพื่อให้อุตสาหกรรมยาไทยมีการเติบโตทั้งภายในและภายนอก ซึ่งในเรื่องของวัตถุดิบที่มีการนำเข้าจากต่างประเทศไม่ได้มีเพียงแค่ในประเทศไทยเท่านั้นแต่ยังรวมไปถึงประเทศอาเซียนต่างๆ

“เรื่องของมาตรฐาน GMP PIC/S ที่เป็นการยกระดับมาตรฐานการผลิตของผู้ประกอบยาไทย ให้มีการสร้างความน่าเชื่อถือที่เป็นรูปธรรมผ่านมาตรฐานและคุณภาพที่เป็นสากล โดยบางโรงงานจะต้องมีการสร้างโรงงานใหม่เพื่อให้ได้มาตรฐาน GMP PIC/S ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนกว่า 500 ล้านบาท หากพูดถึงโอกาสของยาไทยที่จะก้าวเข้าไปยึดตลาดอาเซียนนั้น ต้องทราบก่อนว่าตลาดยาในประเทศไทยนั้นมีมูลค่าสูงถึง 1.7 แสนล้านบาท และมีอัตราการเติบโตต่อปีอยู่ที่ 7 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งครองตำแหน่งตลาดยาที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากประเทศอินโดนีเซีย จนทำให้เป็นที่ยอมรับจากกลุ่ม CLMV ได้แก่ กับพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ซึ่งร้อยละ 90 ของวัตถุดิบยาหรือ API ที่ใช้ในการผลิตยาในไทย นำเข้าจากต่างประเทศ จะถูกบริโภคภายในประเทศผ่านโรงพยาบาลรัฐ 60 เปอร์เซ็นต์ โรงพยาบาลเอกชน 20 เปอร์เซ็นต์ และร้านขายยาทั่วประเทศอีก 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ ของการผลิตเท่านั้นที่จะถูกส่งออกไปยังต่างประเทศ เนื่องจากยาของประเทศไทยนั้นมีมาตรฐานที่สูงและราคาไม่แพงทำให้เกิดความนิยมยาไทยจากกลุ่มประเทศอาเซียน จนทำให้เกิดโอกาสในการขยายตลาดยาให้ใหญ่ขึ้น เพื่อที่จะผลิตยาส่งออกให้มากขึ้น”

นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอเรื่องราวของมูลค่าตลาดยาในอาเซียน ซึ่งประกอบไปด้วย “อินโดนีเซีย” ที่เป็นตลาดยาที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน โดยคาดว่าในปี 2021 จะมีการเติบโต 10.11 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งในปี 2016 ตลาดยามีมูลค่า 6 พันล้านดอลลาร์ มีการนำเข้าผลิตภัณฑ์ยารวม 800 ล้าน “ฟิลิปปินส์” เป็นตลาดยาที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 รองจากอินโดนีเซียและไทย ในปี 2016 มีมูลค่าสูงถึง 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าจะเติบโตถึง 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2020 CAGR 3.5 เปอร์เซ็นต์
“เวียดนาม” มีอัตราการใช้จ่ายเกี่ยวกับยาที่ค่อนข้างต่ำ ซึ่งในปี 2014 มีอัตราการใช้จ่ายต่อคนต่อปีอยู่ที่ 1,100 บาท ที่ถือว่าต่ำมากแต่ตลาดยาเวียดนามมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก ระหว่างปี 2007-2016 อุตสาหกรรมยาในประเทศเวียดนามโตเฉลี่ยปีละ 14.2 เปอร์เซ็นต์ และในปี 2016 ตลาดยามีขนาด 4,194 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยแบ่งเป็นของบริษัทยาท้องถิ่นในเวียดนาม 1,978 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือว่าโตมากที่สุดในภูมิเอเชีย “มาเลเซีย” มีการคาดการณ์ว่า ในปี 2020 มูลค่าตลาดยาจะเติบโตถึง 3.60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (CAGR) 9.5 เปอร์เซ็นต์ “สิงคโปร์” ปี 2017 ตลาดยามีมูลค่า 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าในปี 2020 จะมีมูลค่าเติบโตสูงถึง 1.62 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และอุตสาหกรรมยามีสัดส่วน 3 เปอร์เซ็นต์ ของ GDP ทั้งหมดของประเทศ “พม่า” มีมูลค่าตลาดยาอยู่ที่ 600 ดอลลาร์สหรัฐ และคาดการณ์ว่าในอีก 5 ปีข้างหน้าจะมีมูลค่าสูงถึง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ “ลาว” ปี 2015 อุตสาหกรรมด้านสุขภาพมีมูลค่าทั้งหมด 220 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสุดท้าย “กัมพูชา” ในปี 2017 ตลาดยามีมูลค่า 296 ล้านดอลลาร์สหรัฐซึ่งคาดว่าในปี 2021 จะมีมูลค่าสูงถึง 437 ดอลลาร์สหรัฐ

ส่วนปัจจัยที่ส่งเสริมโอกาสการเติบโตของตลาดยาไทยก็มาจาก “ความเจ็บป่วยที่เพิ่มขึ้น” เนื่องจากอัตราการเจ็บป่วยของ “โรคเฉพาะทาง” และจำนวน “ผู้สูงอายุ” ที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งในปี 2562 มีจำนวนประชากร “ผู้สูงอายุ” สูงถึง 10.3 ล้านคน ต่อมาในเรื่องของ “หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” ที่มีการเข้าถึงช่องทางการรักษา ค่าใช้จ่ายในการรักษามีการขยายตัว ซึ่งร้อยละ 5.4 มีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นต่อปี ถัดมาเป็นเรื่องของ “ท่องเที่ยวเชิงการแพทย์” มีนโยบาย Medical Hub ที่ดูเกี่ยวกับโรคเรื้อรังและผู้สูงอายุ ซึ่งร้อยละ 7-8 ที่เพิ่มขึ้นต่อปีเป็นผู้ป่วยชาวต่างชาติที่เข้ามารักษาตัวในไทย เรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องของ “ส่งเสริมการลงทุน BOI” ที่เป็นการลดภาระต้นทุนของผู้ผลิตยา ที่ปรับให้ได้ GMP ตาม PIC/S และภายใน 5-8 ปี ผู้ผลิตยาอาจได้การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล
ทั้งนี้ ซีพีเอชไอ เซาธ์ อีสต์ เอเชีย 2019 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-14 มีนาคม 2562 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีผู้ประกอบการด้านอุตสาหกรรมการผลิตยาตอบรับเข้าร่วมแสดงสินค้าและผลิตภัณฑ์กว่า 270 ราย กว่า 25 ประเทศทั่วโลก โดยมีการเชิญ อย. ของประเทศต่างๆในอาเซียนมาร่วมถกเถียงอย่างเข้มข้นในประเด็นหลากหลาย ผู้สนใจเข้าร่วมติดตามรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ www.cphi.com/sea



