เลาะ ‘เบอร์ลิน’ สัมผัส … อลังการไอทีบี 2019 คู่ค้าคู่แข่งท่องเที่ยวไทย

23.03.19 | 16:09 น.

งาน ไอทีบี หรืองาน International Tourismus Borse 2019 ซึ่งเพิ่งจบไปเมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา ณ ศูนย์การจัดนิทรรศการ Messe Berlin Exhibition Ground กรุงเบอร์ลิน เมืองหลวงสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ซึ่งจัดขึ้นทุกๆ ปี โดยปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 53 แล้วนั้น เป็นที่ทราบกันดีว่างานดังกล่าวเป็นงานท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดของโลก เพราะมีผู้ซื้อผู้ขายมาร่วมงานมากที่สุดในโลก

จึงไม่แปลกที่จะดึงประเทศจากทั่วทุกมุมโลกไปร่วมออกบูธจัดนิทรรศการในงานนี้ เพื่อดึงผู้ซื้อและผู้ขายให้ไปพบปะกันทั้งในรูปแบบ บีทูบี (บิซิเนสทูบิซิเนส) คือเจรจาธุรกิจหรือซื้อขายระหว่างกัน และแบบบีทูซี (บิซิเนสทูคอนซูเมอร์) เพราะในช่วงท้ายของงานจะมีการเปิดให้ลูกค้าเข้าไปเลือกหาแพคเกจการท่องเที่ยวหรือจองท่องเที่ยวได้ด้วยตัวเอง

เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่านักท่องเที่ยวยุโรปเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพ มีค่าใช้จ่ายต่อหัวต่อครั้งสูง อีกทั้งยังมีวันพักที่ยาวคือประมาณ 2 สัปดาห์

โดยงานดังกล่าว มีการแบ่งแยกเป็นโซนๆ เพื่อง่ายต่อการเดินของนักธุรกิจและคนที่ร่วมงาน เช่น โซนยุโรป โซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โซนตะวันออกไกล เป็นต้น โดยมีทั้งองค์กรภาครัฐ และเอกชนซึ่งก็คือบริษัทนำเที่ยว (ทัวร์เอเยนต์) ใหญ่ๆ ระดับโลก สายการบินของประเทศต่างๆ มาร่วมออกบูธกันอย่างคับคั่งบนพื้นที่จัดงานหลายไร่ (แค่ไปห้องประชุมสัมมนายังต้องนั่งรถ)

ซึ่งจากการเดินสำรวจพื้นที่จัดงานบางส่วน (ขอย้ำว่าบางส่วนเท่านั้น) พบว่าโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (รวมถึงพี่ไทยเราด้วยนั้น) ถูกจัดให้อยู่ใกล้ๆ กับโซนตะวันออกไกล ซึ่งประกอบด้วย จีน มองโกเลีย เกาหลี ญี่ปุ่น ฮ่องกง ไต้หวัน เป็นต้น

Advertisement

โดยแต่ละประเทศจะมีการจัดบูธอย่างยิ่งใหญ่และอลังการ พร้อมนำเสนอสินค้าด้านการท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของตัวเอง

ประเดิมกันที่ย่านเอเชีย หรือโซนเอเชียนั้น เริ่มกันที่ เกาหลี บูธของเกาหลีนั้นตกแต่งน่ารักตามสไตล์เกาหลี และมีการนำเสนอขายความเป็นสมัยใหม่ของเกาหลี เอนเตอร์เทนเมนต์หรือบันเทิง เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าเกาหลีขายศิลปวัฒนธรรมผ่านทางบันเทิง โดยภายในบูธมีการจัดทำเวิร์กช็อป ประดิษฐ์ตกแต่ง ดีไอวายตามสไตล์ของเกาหลี

ขณะที่ ภูฏาน ประเทศของคิงจิกมีนั้น เจ้าหน้าที่ที่มาร่วมออกงานแต่งกายด้วยเสื้อผ้าประจำชาติ มีการนำเสนอสินค้าด้านศิลปวัฒนธรรม แอดเวนเจอร์ หรือธรรมชาติที่สวยงาม ตามสภาพภูมิประเทศที่ตั้งอยู่ในพื้นที่หุบเขา

ส่วน ญี่ปุ่น มีการจัดบูธที่ค่อนข้างอลังการให้บรรยากาศเหมือนการเข้าไปนั่งรับประทานอาหารในร้านอาหารญี่ปุ่นในเมืองไทย พร้อมกับมีการขายวัฒนธรรมและธรรมชาติ ความเป็นอยู่ ซึ่งมีเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญและมีประเพณีวัฒนธรรมที่โดดเด่นอย่างเมืองเกียวโตมาออกบูธเป็นของตัวเองด้วย ซึ่งทั้ง 2 บูธนี้ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวชาวยุโรปเป็นจำนวนมาก

ด้าน ฮ่องกง และ มาเก๊า มาในธีม Greater Bay Area Showcase จะเน้นสินค้าที่เป็นแมนเมด (มนุษย์สร้างขึ้น) รวมทั้งแหล่งช้อปปิ้งที่ตื่นตาตื่นใจ และการใช้ชีวิตในรูปแบบที่ทันสมัย

นอกจากนี้ยังมี ไต้หวัน ที่มาในคอนเซ็ปต์ The Heart Of Asia มีการนำเสนอสินค้าที่มีความหลากหลาย คือทั้งด้านวัฒนธรรม แมนเมด และธรรมชาติที่สวยงาม พร้อมกับจัดให้มีการทำเวิร์กช็อปการเพนต์สีลงบนร่มกระดาษ ซึ่งได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวและผู้ที่มาร่วมงานเป็นจำนวนมากที่ผลัดเปลี่ยนกันเข้าไปแสดงฝีไม้ลายมือการลงสี

ส่วนบูธของพี่ใหญ่อย่างจีนนั้นถูกจัดให้ประจันหน้ากับมองโกเลีย!

โดย มองโกเลีย มาในธีม Nomadic by Nature ที่นำเสนอศิลปวัฒนธรรม ประเพณีและชีวิตความเป็นอยู่ของชนเผ่า ผ่านทางดนตรีและเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ รวมทั้งสีสันเสื้อผ้าที่สวยงาม

ขณะที่ จีน ที่มาในธีม Beautiful China 2019 ซึ่งใช้พื้นที่ในการจัดบูธที่ค่อนข้างใหญ่ มีการเสิร์ฟไวน์สำหรับผู้ที่เข้าไปพูดคุยติดต่อธุรกิจ พร้อมกับมีการโชว์ศิลปวัฒนธรรมที่น่าสนใจ เช่น กังฟู ซึ่งเป็นศิลปะการต่อสู้ประจำชาติมาโชว์ให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

ซึ่งก็ได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงานจำนวนมากเช่นกัน

ผ่านตะวันออกไกลไปแล้ว ก็มุ่งตรงไปยังบูธของกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กันบ้าง

เริ่มกันที่ เมียนมา ที่มาในธีม Be enchanted ซึ่งมีการขายวัฒนธรรม โบราณสถาน โบราณวัตถุ และธรรมชาติทั้งภูเขา หาดทรายชายทะเล ดูแล้วค่อนข้างน่าสนใจและผู้ประกอบการทัวร์ก็ให้ความสนใจเข้าเจรจาธุรกิจจำนวนมาก เพราะเป็นประเทศที่ยังบริสุทธิ์อยู่

ทั้งนี้บูธที่อยู่ใกล้ๆ กับบูธเมียนมานั้นเป็นของบริษัทนำเที่ยวขนาดใหญ่ ซึ่งมีการนำเสนอแพคเกจการท่องเที่ยวที่สำคัญคือ Four Countries-One Destination ด้วยการนำเสนอการท่องเที่ยวเป็นรูท (เส้นทาง) คือกัมพูชา ลาว เมียนมา และจีนตอนใต้

จากนั้นมาต่อกันที่บูธของ มาเลเซีย นำเสนอการท่องเที่ยวที่หลากหลาย ทั้งศิลปวัฒนธรรม หาดทรายชายทะเล เมืองเก่าปีนัง ซาบาห์ ผ้าบาติกขึ้นชื่อ หรือแม้แต่อาหารการกิน พร้อมกับจัดให้เอกชน รวมถึงสายการบินแห่งชาติคือมาเลเซียแอร์ไลน์ มาอยู่ร่วมในบูธเดียวกัน เพื่อให้บริษัทนำเที่ยวเข้าไปเจรจาธุรกิจได้ตามใจชอบ

ขณะที่ ฟิลิปปินส์ นั้น ในปีนี้จัดบูธแบบเรียบหรู ดูดี ด้วยการนำเอกชนมานั่งประจำโต๊ะของตัวเอง เพื่อดึงบริษัทนำเที่ยวเข้าไปเจรจาธุรกิจ

ทางด้าน อินโดนีเซีย ที่มีสินค้าใกล้เคียงและเป็นที่คู่แข่งที่สำคัญของไทยนั้น ปีนี้มาอย่างยิ่งใหญ่ไม่แพ้ไทย แม้ว่าพื้นที่โดยรวมอาจจะน้อยแต่ความอลังการนั้นมีค่อนข้างมาก โดยได้มีการจำลองเรือกอและอัตลักษณ์พื้นถิ่นของอินโดนีเซียมาไว้ในงานนี้ด้วย นอกจากนี้ยังได้มีการนำนายแบบมาแต่งกายเป็นพญาครุฑปัญจศีล ซึ่งเป็นตราหรือสัญลักษณ์ประจำชาติอินโดนีเซียด้วย โดยได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานไปขอถ่ายรูปเป็นจำนวนมาก เนื่องจากดูแล้วอลังการมาก

ข้ามมาที่ สิงคโปร์ ก็มีการนำเสนอเรื่องแมนเมด เมืองแห่งการช้อปปิ้ง ส่วนบูธของลาวค่อนข้างเรียบง่าย ด้วยมีการนำเสนอศิลปวัฒนธรรมและธรรมชาติที่สวยงาม

ส่วน กัมพูชา ซึ่งอยู่ติดกับบูธประเทศไทย มีการนำปราสาทหิน และนางอัปสรดูแล้วอลังการงานสร้างเช่นกัน

และปิดท้ายที่ ประเทศไทย ซึ่งมีทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมงานคับคั่ง นำโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่นำเสนอเรื่องราว “Open to the New Shades of Thailand” เน้นสินค้าและบริการของแหล่งท่องเที่ยวเมืองรองที่มีศักยภาพของประเทศไทย ซึ่งตรงกับพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวยุโรป จำนวน 10 จังหวัด ประกอบด้วย เชียงราย แม่ฮ่องสอน สุโขทัย น่าน ตราด จันทบุรี ชุมพร ระนอง ตรัง และนครศรีธรรมราช พร้อมกับโชว์วัฒนธรรมและกิจกรรมเวิร์กช็อปของแหล่งท่องเที่ยว เช่น การทำต่างหู สร้อยข้อมือ สร้อยคอ พวงกุญแจ กระเป๋าทำมือ และมีการโชว์มวยไทย เป็นต้น

โดยงานนี้ นอกจาก ททท.จะนำผู้ประกอบการท่องเที่ยวจำนวน 88 ราย มานั่งโต๊ะเพื่อนำเสนอขายสินค้าในบูธ ททท.

และดูเหมือนว่าบูธประเทศไทยค่อนข้างหอมหวานเป็นพิเศษ เนื่องจากรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจของเยอรมนีได้ขอเข้าพบและพูดคุยกับ วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อพูดคุยสถานการณ์ต่างๆ

ขณะเดียวกันในงานนี้ ททท.ได้จัด Thailand Mini Mart ด้วย โดยได้เชิญบริษัทนำเที่ยวที่มีศักยภาพของตลาดยุโรป (Buyer) เข้าร่วมจำนวน 30 ราย เพื่อพบปะเจรจาธุรกิจท่องเที่ยวกับผู้ประกอบการท่องเที่ยวของไทยด้วย

พร้อมกันนี้ยังได้สำรองพื้นที่ขนาด 12 ตารางเมตร ภายใน LGBT Travel Pavilion เพื่อประชาสัมพันธ์ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว สินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวรวมทั้งกิจกรรมต่างๆ ให้กับนักท่องเที่ยวกลุ่ม LGBT ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงด้วย

ส่วนเอกชนรายอื่นหรือองค์กรอื่นๆ ที่มีกำลังซื้อก็จองบูธออกงานของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งทางเยอรมนีก็ต้องการให้การบินไทยขยายฐานการบินในเยอรมนีด้วย นอกจากนี้ยังมี บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. บริษัท สายการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบางกอกแอร์เวย์สและเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ กรุงเทพมหานคร เอกชนจากหัวหิน ซึ่งนำโดยกลุ่ม พราว เรียล เอสเตท จำกัด มีการนำเสนอโครงการสวนน้ำ วานา นาวา โครงการบลูพอร์ต หัวหิน โรงแรมและที่พัก กลุ่มไมเนอร์ กลุ่มดุสิตธานี ท่องเที่ยวเมืองพัทยาที่นำเสนอพัทยาโฉมใหม่ (โครงการปรับปรุงชายหาดพัทยา 35×2,800 เมตร) นอกจากนี้ยังมีเอกชนจากภูเก็ต กระบี่ พังงา ที่ต่างนำผู้ประกอบการในจังหวัดของตัวเองมาร่วมงานจังหวัดละ 10-25 ราย

โดยบูธของไทยที่ดูค่อนข้างคึกคักมากเป็นพิเศษคือพังงา เนื่องจากมีความสดของแหล่งท่องเที่ยวมากกว่าจังหวัดใกล้เคียง

สำหรับที่พิเศษอีกอย่างซึ่งพลาดไม่ได้เลยคือ มีร้านอาหารไทย และอาหารเวียดนามที่อยู่ในเยอรมนีมาออกบูธขายอาหารไทยและเวียดนามด้วย โดยอาหารที่ขายจะเป็นอาหารขึ้นชื่อที่ต่างชาติรู้จักดี เช่น ผัดไทย ผัดวุ้นเส้น ผัดกะเพรา เฝอ เป็นต้น สนนราคาจานละ 8-15 ยูโร

และคงไม่ต้องบอกว่า อาหารไทย คือขวัญใจของผู้ไปร่วมงานจริงๆ เนื่องจากมีลูกค้าต่อคิวซื้ออาหารรับประทานเป็นจำนวนมาก!

ส่วนปีนี้นักท่องเที่ยวจะเข้าไทยเพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่อยู่ที่ 6.76 ล้านคนหรือไม่ สิ้นปีนี้คงรู้ผล!