โขน มาจากลัทธิเทวราช เป็นวัฒนธรรมร่วมอุษาคเนย์ ไทยสมัยอยุธยา รับจากเขมร

28.03.19 | 18:58 น.
โขนมาจากลัทธิเทวราช ของอาณาจักรกัมพูชา (ซ้าย) ภาพสลักกวนเกษียรสมุทรในลัทธิเทวราช เรือน พ.ศ. 1600 ปราสาทพระวิหาร กัมพูชา (จากหนังสือ เขาพระวิหาร โดย ธิดา สาระยา สำนักพิมพ์เมืองโบราณ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2536 หน้า 58) ขวาพระรามประทับเหนือบ่าหนุมาน

โขนเป็นสมบัติของพระราชา มีเล่นในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ของราชสํานัก จึงไม่ใช่มหรสพของไพร่บ้านพลเมืองตั้งแต่สมัยแรกมีโขน

ดังนั้น คนสมัยอยุธยาจำนวนมากที่อยู่นอกระบบราชสํานัก จนตลอดชีวิตไม่เคยเห็นโขน และอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าในโลกนี้มีโขน

โขน มาจากลัทธิเทวราช

โขนเป็นการละเล่นสวมหน้ากาก และเป็นวัฒนธรรมร่วมอุษาคเนย์ มีความเป็นมาจากการละเล่นในพิธีกรรมตามลัทธิเทวราช ได้แก่ หนังใหญ่ เล่นเรื่องกวนเกษียรสมุทร (ชักนาคดึกดําาบรรพ์) และเรื่องรามายณะ (รามเกียรติ์)

ลัทธิเทวราช

Advertisement

ลัทธิเทวราช เป็นระบบความเชื่อในพิธีกรรมเชิญผีพระขวัญของกษัตริย์ที่สวรรคตแล้ว ให้รวมเป็นหนึ่งเดียวกับองค์เทวราชบนสวรรค์หรือบนฟ้า

เป็นพิธีกรรมในอาณาจักรกัมพูชาและอินโดนีเซีย ตามความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู (รับจากอินเดีย) โดยปรับเข้ากับความเชื่อเรื่องขวัญในศาสนาผี (ของท้องถิ่นอุษาคเนย์) ว่าพระเจ้าแผ่นดินสวรรคตแล้วผีพระขวัญรวมพลังอยู่กับแถนบนฟ้า เรียก ผีฟ้า

[ลัทธิเทวราช มีนักวิชาการตรวจทานแล้ว ไม่เคยพบหลักฐานว่ามีในอินเดีย]

ความเชื่อเรื่องขวัญของคนพื้นเมืองท้องถิ่นอุษาคเนย์ กล่าวโดยสรุปว่าคนมีขวัญอยู่ทุกส่วนของร่างกาย เมื่อคนตายส่วนที่เป็นขวัญของคนยังไม่ตาย โดยกลายเป็นผีขวัญอยู่ในโลกหลังความตาย แล้วมีกิจกรรมเหมือนคนเมื่อมีชีวิตปกติ เพียงเป็นอีกมิติหนึ่ง

ผีขวัญ (ที่เพิ่งตาย) ถูกนำไปทางน้ำข้ามไปอีกฟากหนึ่งซึ่งเป็นแดนของผีขวัญบรรพชน เพื่อสิงสู่อยู่กับผีขวัญบรรพชนที่ตายไปก่อน แล้วรวมพลังที่เฮี้ยนนั้นคอยปกป้องคุ้มครองคนมีชีวิต (ยังไม่ตาย) รวมกันอยู่ในชุมชน

เงาผีขวัญบรรพชนคนชั้นนำของชุมชนดั้งเดิม จากภาพเขียนบนเพิงผา รูปหมาเหมือนจริง แต่รูปคนไม่เหมือนจริง เน้นเห็นเฉพาะด้านข้างตามพิธีกรรมเล่นเงา เพราะต้องการแสดงลักษณะผีขวัญตามความเชื่อราว 2,500 ปีมาแล้ว มีชีวิตในโลกหลังความตาย มีกิจกรรมต่างๆ เหมือนเมื่อยังไม่ตาย แต่เป็นอีกมิติหนึ่ง (ลายเส้นของกรมศิลปากร คัดลอกภาพเขียนที่เขาจันทน์งาม อ. สีคิ้ว จ. นครราชสีมา)


พิธีกรรมมีอย่างไรไม่เคยพบหลักฐานตรงๆ แต่เชื่อกันต่อมาว่าเป็นอย่างเดียวกับพระราชพิธีอินทราภิเษก (ในกฎมณเฑียรบาล สมัยต้นอยุธยา) ซึ่งมีกิจกรรมสําคัญอย่างหนึ่ง คือการละเล่นชักนาคดึกดําบรรพ์ (เป็นชื่อที่คนในราชสํานักยุคต้นอยุธยาเรียกพิธีกวนเกษียรสมุทร)

[คำอธิบายเกี่ยวกับลัทธิเทวราช พัฒนาจากการแลกเปลี่ยนปรึกษาหารือและทักท้วงถกเถียงกับนักวิชาการรุ่นใหม่ๆ เป็นครั้งคราวนานมากแล้ว จนเมื่อเร็วๆ นี้]

เทวราช หมายถึง พระศิวะ (คือพระอิศวร) เชื่อกันว่าประทับเหนือจอมเขาไกลาส เป็นราชาของเหล่าเทวะ หรือเป็นใหญ่เหนือเทพทั้งปวงบนสรวงสวรรค์

[เทวราชพบในพิธีลบศักราช ในแผ่นดินพระเจ้าปราสาททอง มีพระอินทร์เป็นประธานโดยทําเป็นรูปไว้บนจอมเขาพระสุเมรุ แล้วให้พราหมณ์แต่งเป็นเทพบริวารแวดล้อมพระอินทร์ เรียกรวมๆ ว่า “เทวราช”]

ทศกัณฐ์ประทับราชรถเทียมด้วยราชสีห์ [ภาพจาก SACRED ANGKOR The Carved Reliefs of Angkor Wat by Vittorio Roveda (Photography by Jaro Poncar, River Books Bangkok 2003]

ลัทธิเทวราชในพิธีครอบ

พระศิวะ แสดงออกให้เห็นในรูปของศิวลึงค์ ซึ่งประดิษฐานอยู่ในเทวสถานกลางเมือง แล้วเชื่อว่าพระราชามีอํานาจได้ก็เพราะองค์พระเทวราชประทานให้พระราชาองค์นั้น ดังนั้นพระราชาต้องกระทําาบําเรอองค์พระศิวลึงค์ซึ่งประดิษฐานกลางเมือง

พระศิวะเป็นมหาเทพในลัทธิเทวราช สืบมรดกตกทอดถึงพิธีครอบนาฏศิลป์

ครูผู้ทำพิธีครอบ คือ คนทรงในพิธีเข้าทรง ทำหน้าที่สื่อสารระหว่างพระเทวราชกับคนร่วมพิธี [คนทรงในพิธีเข้าทรง เป็นผู้สื่อสารกับเทพเจ้าหรือผีฟ้า (คือเทวราช) ซึ่งมีพระขวัญอยู่บนฟ้าเป็นพลังปกป้องคุ้มครองคนในโลก อย่างนี้เป็นความเชื่อท้องถิ่นที่ปรับเข้าผสมความเชื่อในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู จากอินเดีย ที่รับเข้ามาใหม่]

ศีรษะพ่อแก่ คือพระอีศวรหรือพระศิวะ ทำปางฤๅษีตาไฟ

พิธีครอบ ครูผู้ทำพิธีเชิญศีรษะพ่อแก่ครอบลงบนศีรษะของศิษย์ที่เรียนนาฏศิลป์ เป็นสัญลักษณ์ว่ารับเข้าเรียน หรือเรียนสำเร็จแล้วออกรำได้

วาหยัง กุลิต อินโดนีเซีย (ภาพจาก http://rovc.me/to/indonesia/wayang-kulit-puppet-theatre)

อินทราภิเษก

อินทราภิเษก หมายถึง พระอินทร์อภิเษกกษัตริย์ขึ้นเสวยราชย์เป็นพระเจ้า มีอํานาจสูงสุดในแผ่นดิน จึงเรียกต่อมาว่าพระเจ้าแผ่นดิน เป็นพิธีกรรมเฉลิมความเป็นกษัตริย์อย่างสมบูรณ์ และเป็นที่ยอมรับของประชาชนพลเมืองในเมืองนั้น และของบ้านเมืองอื่นด้วย

[พิธีอินทราภิเษกถูกปรับเป็นท้องถิ่นจากพิธีดั้งเดิมในคัมภีร์อินเดีย เรียก “ไอนทร มหาภิเษก” (หมายถึง อภิเษกพระอินทร์เป็นเทพสูงสุด)]

มีพรรณนาไว้ในกฎมณเฑียรบาล สมัยต้นอยุธยา ตรงกับภาพสลักปราสาท เรือน พ.ศ. 1600 (เช่น ปราสาทพระวิหาร ในกัมพูชา) ว่า ตั้งเขาพระสุเมรุจําลองไว้กลางสนาม พระอินทร์นั่งบนเขาพระสุเมรุ และมีเขาบริวารแวดล้อมลดหลั่น พระอิศวรกับนางอุมานั่งบนเขาไกลาส ส่วนพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ที่ตีนเขาพระสุเมรุแล้วเล่นชักนาคดึกดําบรรพ์ โดยให้ตํารวจแต่งตัวเป็นอสูรชักทางหัว ให้มหาดเล็กแต่งตัวเป็นเทวดาชักทางหาง และวานรนับร้อยตัวชักปลายหาง เล่นนาน 1 เดือน

หนังใหญ่ ในโรงมหรสพหนังใหญ่วัดขนอน อ. โพธาราม จ. ราชบุรี

การละเล่นในลัทธิเทวราช

การะละเล่นในพิธีกรรมตามลัทธิเทวราช พบหลักฐานในกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยพระราชพิธีอินทราภิเษก มีเล่นหนังใหญ่ชุดกวนเกษียรสมุทร แต่เรียกชักนาคดึกดำบรรพ์

กวนเกษียรสมุทร แปลว่า กวนทะเลน้ำนม เพื่อให้ได้น้ำอมฤต โดยใช้ภูเขามนทรคีรี (มน-ทอน-คี-รี) เสมือนไม้กวน และเอาขนดพญานาคแผ่ยาวเสมือนสายพันภูเขาแล้วชักไปมากวนทะเลน้ำนม ฝ่ายราชสํานักอยุธยาเรียกชักนาคดึกดําบรรพ์

[ดึกดําาบรรพ์ กลายจากคําเขมรว่า ตึ๊กตะบัล ตึ๊ก แปลว่า น้ำ, ตะบัล (ตฺบาล่) แปลว่า ครก]

สมัยแรกสุดในกัมพูชา พิธีกวนเกษียรสมุทรน่าจะเล่นเป็นหนังใหญ่ แล้วแกะสลักภาพไว้บนปราสาทหิน ครั้นสมัยหลังได้คนเป็นๆ เล่นจริงๆ จําลองจากหนังใหญ่และภาพสลักเหล่านั้น

หนังตะลุงที่โรงเรียนสาธิตแห่งธรรมศาสตร์ (ภาพถ่ายโดย เอนก นาวิกมูล)

เล่นเงาเชิดหนัง

เล่นเงา เป็นพิธีกรรมดั้งเดิมของพื้นเมืองท้องถิ่นที่มีพัฒนาการเป็นรูปเงากับเชิดหนัง เป็นวัฒนธรรมร่วมอุษาคเนย์เมื่อหลายพันปีมาแล้ว นับเป็นต้นทางพัฒนาการของโขน

หนัง หมายถึง รูปด้านข้างของเทพเจ้า ที่ฉลุฉลักจากหนังวัวควายตากแห้ง ซึ่งถูกทำให้ศักดิ์สิทธิ์ว่ามีฤทธิ์และอำนาจ แล้วเรียก เชิดหนัง ใช้เชิดในพิธีกรรม

เชิดหนัง เป็นการปรับความเชื่อใหม่ต่อเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ที่รับจากอินเดีย ให้คลุกเคล้าเข้ากันกลมกลืนกับประเพณีเล่นเงาและรูปเงาตามความเชื่อดั้งเดิมในศาสนาผีของท้องถิ่น

หนังที่ใช้เชิดมีชื่อเรียกและขนาดต่างกันตามลักษณะสังคม ได้แก่ แสฺบกธม ของกัมพูชา, วาหยัง กุลิต ของอินโดนีเซีย มีต้นตอจากการเล่นเงาสมัยดึกดำบรรพ์ หลังจากนั้นไทยรับมาเรียกหนังใหญ่และหนังตะลุง

นาฏกรรมแห่งรัฐ

การแสดงออกให้เป็นที่ประจักษ์ในพลังอำนาจการปกครองเหนือผู้ใดในบ้านเมืองของตนและบ้านเมืองอื่นที่อยู่ใกล้เคียงโดยรอบ ของบรรดารัฐสมัยแรกในอุษาคเนย์ ทั้งกลุ่มเกาะและภาคพื้นทวีป โดยผ่านพิธีกรรมสำคัญในคราวเดียวกัน หรือไล่เลี่ยกัน ได้แก่

1. แกะสลักหิน ด้วยลวดลายมีเรื่องราวเกี่ยวกับเทพเจ้า ซึ่งได้ต้นแบบจากตัวหนังฉลุฉลักเหล่านั้น เพื่อประดับประดาปราสาทมหึมาเป็นเทวสถาน พบมากในอินโดนีเซีย, เวียดนาม, กัมพูชา กับพื้นที่ต่อเนื่อง ได้แก่ ลาว, ไทย

2. การละเล่นด้วยคนตัวเป็นๆ ได้ต้นแบบจากหนังใหญ่ แล้วเรียกชื่อใหม่ตามภาษาศักดิ์สิทธิ์รับจากอินเดียว่าโขน, จากมลายูว่าละคร

คำว่าโขนจากภาษาทมิฬ

โขน ในภาษาไทย รับจากภาษาเขมร เขียนว่า โลฺขน โขล (ละ-โคน-โคล) หมายถึงการละเล่นของผู้ชาย เล่นเรื่องรามเกียรติ์ โดยสวมหน้ากากพรางหน้าจริงของตน

โลฺขน มีรากจากภาษามลายูว่า Lakon ไทย เรียก ละคร (หรือ ละคอน) โขล (โข-ละ) ในภาษาเขมร รับมาอีกทอดหนึ่งจากภาษาเบงคลีและภาษาทมิฬอินเดียใต้ หมายถึงการพอกหน้าเล่นรามายณะ คือแต่งหน้าใช้เวลานานมากหลายชั่วโมงด้วยการพอกแป้งหนาเป็นชั้นหลายครั้งจนหนาคล้ายหน้ากากเพื่อพรางหน้าจริง สอดคล้องเข้ากันได้กับ หน้ากาก ซึ่งมีในท้องถิ่นอุษาคเนย์หลายพันปีมาแล้ว

รามายณะจากอินเดียใต้

รามเกียรติ์ของไทย (และกัมพูชา) ได้เค้าเรื่องจากรามายณะฉบับทมิฬอินเดียใต้ (อยู่ภาคใต้ของอินเดีย) ตั้งแต่มีการติดต่อค้าขายราวเรือน พ.ศ. 1000 ชื่อตัวละครยังมีเค้าจากภาษาทมิฬ ได้แก่ กลัยโกฏ, อากาศตะไลย, อสูรมายัน, สุมันตัน, กุเปรัน, ปักหลั่น, อโนมาตัน, นิลปานัน, ทศคีรีวัน, ตรี พลัม, ตรีปุรัม, มูลพลัม ฯลฯ [จากหนังสือ อุปกรณ์รามเกียรติ์ ของ เสฐียรโกเศศ (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2495) สำนักพิมพ์ศยาม พิมพ์ครั้งที่สาม พ.ศ. 2550 หน้า 85-89]

ชฎา, มงกุฎ, ผ้า จากอินเดีย-อิหร่าน

โขนละครในราชสำนักสุวรรณภูมิยุคแรกๆ สวมลอมพอกที่ได้แบบจากอิหร่าน (เปอร์เซีย) เมื่อนานเข้าก็มีพัฒนาการเป็นชฎา, มงกุฎ (หมายถึงเครื่องสวมศีรษะ มียอดแหลม และมีหลายแบบ)

เสื้อผ้าพัสตราภรณ์ที่ห่อหุ้มเห็นภายนอกเป็นสีสันลวดลายวิจิตรพิสดาร ล้วนเป็นผ้าจากต่างประเทศ เช่น อิหร่าน, อินเดีย, จีน, ฯลฯ

ยุคต้นๆ ของโขนละคร มีเสื้อผ้าพัสตราภรณ์จำกัด แต่ยุคหลังๆ มีให้เลือกสรรมากขึ้น เช่น ผ้าต่วน, ผ้าตาด, ผ้าไหมแพร, ผ้าดิ้น, ผ้ากำมะหยี่, ผ้าเยียรบับ (เจียรบาด), ฯลฯ ชื่อผ้าล้วนเป็นภาษาต่างประเทศ เพราะสั่งซื้อมาจากต่างประเทศ

โขนเป็นวัฒนธรรมร่วม

โขน วัฒนธรรมร่วมอุษาคเนย์ เพราะคนไทยอยู่ที่นี่ ที่อุษาคเนย์ ประเทศไทยมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาทั้งของพื้นที่และผู้คน เป็นส่วนหนึ่งที่แยกไม่ได้จากอุษาคเนย์ ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์หลายพันปีมาแล้ว (ยังไม่มีเส้นกั้นอาณาเขต) สืบเนื่องต่อมาจนสมัยปัจจุบัน จึงมีบรรพชนร่วม และ วัฒนธรรมร่วมั้

ไทยเป็นชื่อทางวัฒนธรรม มีขึ้นจากการหล่อหลอมคนหลากหลายเผ่าพันธุ์ ร้อยพ่อพันแม่ หลายพันปีมาแล้วทั้งทางภาษาและวัฒนธรรมจนกลายตนเป็นไทยเริ่มมีสมัยอยุธยา บรรดาขอมพูดภาษาเขมรก็กลายตนเป็นไทย โขนของคนพูดภาษาเขมรเปลี่ยนเป็นพากย์และเจรจาด้วยภาษาไทย

ไทยไม่ใช่ชื่อเชื้อชาติ เพราะเชื้อชาติไม่มีจริงในโลก แต่เป็นสิ่งสร้างใหม่ในยุโรปใช้ล่าเมืองขึ้น และบางกลุ่มในยุโรปเคยใช้ทางการเมืองฆ่าล้างเผ่าพันธุ์(เชื้อชาติจากยุโรปแพร่หลายถึงไทยราวหลัง พ.ศ. 2400)