สัมผัส’ยูสเคส’-นวัตกรรม “5จี”ปลุกไทย ก้าวสู่ที่ 1 อาเซียน

29.03.19 | 18:04 น.

3เมษายน ที่ห้องประชุมอาคารมหิตลาธิเบศร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีงาน “5จี ปลุกไทยที่ 1 อาเซียน” งานเริ่มตั้งแต่เวลา 08.30 น.ไปจนถึงเวลา 16.00 น.

กำหนดการสำคัญ ประกอบด้วย ช่วงเช้า มีปาฐกถาพิเศษจากภาครัฐ ทั้ง นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

ปาฐกถาพิเศษเกี่ยวกับความคืบหน้าของ 5จี ในภาคเอกชนจากหัวเว่ย เอไอเอส ดีแทค ทรู และ 3 BB

และรับฟังเสวนาจากผู้ใช้นวัตกรรม 5จี ทั้งภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ การแพทย์ ภาคการเกษตร ภาคพลังงานและสาธารณูปโภค และการโลจิสติกส์

จากนั้นตั้งแต่เที่ยงเป็นต้นไป ทุกคนที่ไปร่วมงานจะมีโอกาสสัมผัสกับ รูปแบบการใช้งาน หรือ ยูสเคส นำมาแสดง

Advertisement

ยูสเคสเหล่านี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง สำนักงาน กสทช. กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษาอื่นๆ และภาคเอกชน ที่เป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) ผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคม (เวนเดอร์) และภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง

ร่วมกันตั้งเป็นศูนย์ทดสอบ 5จี ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งขณะนี้คณาจารย์ได้ประดิษฐ์นวัตกรรมขึ้นมาแล้ว หลายอย่างใช้ได้ทันทีกับเทคโนโลยียุค 4จี อีกหลายอย่างใช้ได้กับยุค 5จี

ส่วนสิ่งประดิษฐ์ที่ใช้ได้ในยุค 4จี นั้น หากสังคมไทยเคลื่อนเข้าสู่ยุค 5จี จะยิ่งทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เป็นพัฒนาการทางเทคโนโลยีที่เริ่มต้นยุค 1จี คือระบบอานาล็อก ยุค 2จี คือใช้ระบบดิจิทัล ยุค 3จี และยุค 4จี สามารถทำให้เราสามารถรับ-ส่งเสียง ข้อมูล ภาพ และอื่นๆ ได้มากขึ้น กระทั่งทำให้พฤติกรรมคนในโลกใบนี้เปลี่ยนแปลง

ขณะที่ 5จี จะมีประสิทธิภาพมากกว่า 4จี มาก โดยจะทำให้การดาวน์โหลดข้อมูลเร็วกว่ามาก การอัพโหลดข้อมูลเร็วกว่ามาก ความหน่วงน้อยกว่ามาก และจำนวนการเชื่อมต่ออุปกรณ์ในพื้นที่ต่อตารางเมตรมากกว่า


ประสิทธิภาพที่มากกว่านี้ทำให้โลกใบนี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในหลายทาง

และในงาน 5จี ปลุกไทยที่ 1 อาเซียน ครั้งนี้ได้นำเสนอ “ยูสเคส” ทั้งที่ไทยประดิษฐ์ และต่างชาติทำ เพื่อให้คนไทยได้ชม

ยูสเคสเหล่านี้จะเป็นต้นแบบสิ่งประดิษฐ์ที่จะสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้น

เกิดขึ้นทั้งในภาคเศรษฐกิจ และภาคสังคม หรือประชาชนทั่วไป

สําหรับยูสเคสที่นำมาแสดงในครั้งนี้ มีหลายยูสเคสที่น่าติดตาม

ยกตัวอย่างเช่น “รถยนต์ไร้คนขับ” หรือ คอนเน็กเต็ดคาร์
รถยนต์ไร้คนขับนี้เป็นการประยุกต์ใช้อินเตอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (ไอโอที) ทําให้รถยนต์สามารถสื่อสารกับสิ่งต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อกับกับอินเตอร์เน็ต เชื่อมต่อกับบริการการขับขี่ และยังสามารถสื่อสารกับสิ่งต่างๆ รอบตัว เช่น สัญญาณไฟจราจร รวมทั้งนำเอาข้อมูลต่างๆ ที่ได้จากการตรวจจับสิ่งรอบตัวมาประมวลผลเพื่อการขับขี่

ทำให้รถยนต์สามารถขับเคลื่อนไปได้แม้จะไร้คนขับ

นักสิทธ์ นุ่มวงษ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกเล่าให้ฟังว่า หลังจากลงนามความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง กสทช. และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติและทดสอบ 5จี เป็นเวลา 2 ปี ภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยคณาจารย์ในมหาวิทยาลัย พร้อมทั้ง โอเปอเรเตอร์ เวนเดอร์ และภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง ได้มีการระดมความคิด เพื่อค้นหา พัฒนาและทดสอบ ยูสเคส ที่นำไปใช้งานเชิงพาณิชย์ในอนาคต

ทั้งนี้ “นักสิทธิ์” ได้รับผิดชอบ 2 โครงการ คือ 1.พัฒนาต้นแบบรถยนต์ขับเคลื่อนได้เองอัตโนมัติ ระบบฮาโม่ ที่จุฬาฯได้ร่วมกับโตโยต้า และเปิดให้บุคลากรในมหาวิทยาลัย นิสิต และคณาจารย์ เริ่มใช้งานไปแล้วก่อนหน้านี้

และยังร่วมกับ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือทรู เพื่อต่อยอดการเคลื่อนย้ายรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติไปยังสถานีจอดที่มีความต้องการใช้งานที่หนาแน่น

ส่วนอีกโครงการหนึ่งได้ร่วมกับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ทดสอบการควบคุมยานพาหนะจากทางไกล ซึ่งต้องอาศัยประสิทธิภาพ 5จี ที่สามารถรับ-ส่งข้อมูลความเร็วสูง, เชื่อมต่อ อุปกรณ์ได้เป็นจำนวนมาก และมีความเสถียรมาก รวมทั้งมีความหน่วงต่ำ มาช่วยทำให้ประสบความสำเร็จ

นอกจากยูสเคสที่พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับการสัญจรอัจฉริยะแล้ว ยังมียูสเคสที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์อีกด้วย

นั่นคือ “หุ่นยนต์ทางการแพทย์” เพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

เป็นหุ่นยนต์ที่ช่วยฟื้นฟูผู้ป่วยจากอัมพฤกษ์ และอัมพาต หรือ โรคสโตรก ซึ่งพบมากขึ้นเรื่อยๆ และมักเกิดกับเพศชาย ที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป

ศ.ดร.วิบูลย์ แสงวีระพันธุ์ศิริ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้คิดค้นและสรรค์สร้าง เปิดเผยว่า หุ่นยนต์ทางการแพทย์ เพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมการทำงาน โดยจะทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนที่ของข้อต่อต่างๆ ของหุ่นยนต์ รวมถึงควบคุมแรงที่แต่ละข้อต่อของหุ่นยนต์ได้

ในขณะการฝึกปฏิบัติ แรงที่หุ่นยนต์สร้างขึ้นนั้นจะมีลักษณะทั้งการช่วยเหลือตามความจำเป็น และการเคลื่อนไหวโดยผู้ป่วยออกแรงกระทำเองก่อนจากนั้นจึงมีแรงจากภายนอกเข้ามาช่วย

กล่าวคือ หากผู้ฝึกปฏิบัติไม่สามารถเคลื่อนที่แขน ขา หรือข้อ ตามโปรแกรมที่ได้กำหนด หุ่นยนต์จะทำหน้าที่ช่วยสร้างแรงเพิ่ม

ศ.ดร.วิบูลย์บอกว่า หุ่นยนต์ที่พัฒนาขึ้นมี 2 ลักษณะ ได้แก่ 1.แบบสวมใส่ หรือแบบโครงร่าง และ 2.แบบจับที่ปลาย ซึ่งปัจจุบันมีการพัฒนาหุ่นยนต์ ทั้งสิ้น 6-7 รูปแบบ เพื่อให้เหมาะสมกับการฟื้นฟูแขน ข้อมือ และขา

โครงสร้างทางกลไกของหุ่นยนต์ จะรวมเอาระบบการควบคุมการทำงาน ระบบตรวจรู้ การเชื่อมต่อสัญญาณของอุปกรณ์ต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อใช้ในการสนับสนุนการทำงานทั้งระบบ ทำให้สามารถพัฒนาส่วนเสริมต่อ เพื่อทำให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการฝึกปฏิบัติของระบบหุ่นยนต์ต่างๆ สามารถทำงานผ่านระบบ 3จี และ 4จี ได้

แต่เนื่องจากข้อมูลต่างๆ มีจำนวนมากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการเรียกดูข้อมูลแบบทันที มีความต้องการมากขึ้น

ดังนั้น ระบบ 5จี ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะเข้ามามีบทบาทที่สำคัญอย่างมาก

หุ่นยนต์นี้หากนำเข้าจากต่างประเทศมีราคาเป็นหลักล้าน

แต่เมื่อประดิษฐ์ขึ้นเองได้ ราคาประมาณ 6-7 แสนบาท

ปัจจุบันมีการติดตั้งหุ่นยนต์รูปแบบต่างๆ ที่พัฒนาขึ้น ในหน่วยงานทางการแพทย์ อาทิ ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูสวางคนิวาส, สภากาชาดไทย, ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ รพ.จุฬาลงกรณ์, ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู รพ.พระมงกุฎเกล้า และศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ภายใต้โครงการจุฬาอารี เช่น รพ.กลาง เป็นต้น


แวะมาดูนวัตกรรมที่ช่วยป้องกันภัยจากมลพิษ หรือ “เครื่องตรวจสอบคุณภาพฝุ่นควัน” กันบ้าง

นวัตกรรมนี้ สรรเพชญ ชื้อนิธิไพศาล อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมสำรวจ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้รับผิดชอบ

“สรรเพชญ” เล่าว่า ปัญหาหมอกควันในภาคเหนือเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทุกปี จึงคิดที่จะแก้ไข โดยพัฒนาระบบเซ็นเซอร์ตรวจวัดคุณภาพอากาศ ที่เชื่อมต่อกับระบบอินเตอร์เน็ต ซึ่งสามารถอัพเดตข้อมูลได้ทุกๆ 10 นาที

เมื่อมีข้อมูลมากขึ้นประสิทธิภาพในการประเมินสถานการณ์และระวังภัย ก็จะสามารถทำได้เต็มที่มากขึ้น

เบื้องต้นได้ติดตั้งระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศใน จ.น่าน จำนวน 95 สถานี เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนัก

ตัวเซ็นเซอร์เหล่านี้สามารถวัดอุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ และปริมาณฝุ่นละอองในอากาศได้ แม้ฝุ่นละอองจะมีขนาดเล็กมาก ทั้งขนาด 1 ไมครอน, 2.5 ไมครอน และขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน

และหลังจากระบบตรวจรับข้อมูลแล้ว จะส่งข้อมูลไปยังระบบ คลาวด์ และสามารถทราบการวัดผลได้ที่แอพพลิเคชั่น และบนเว็บไซต์ ขณะที่ชาวบ้านที่ยังไม่มีอุปกรณ์ ที่ตัวเซ็นเซอร์จะมีสัญญาณไฟสีเขียว เหลือง และแดง บอกปริมาณฝุ่นละอองที่ควรระวัง เช่น สีเหลือง หมายถึงเมื่อออกจากบ้านควรใส่หน้ากากป้องกัน ขณะที่สีแดง หมายถึงค่าหมอกควัน หรือฝุ่นละออง เกินมาตรฐาน ห้ามออกจากบ้าน เป็นต้น

ข้อดีของตัวเซ็นเซอร์ คือ น้ำหนักเบา ต้นทุนไม่แพง ฉะนั้นจึงสามารถผลิตได้ปริมาณมาก ทั้งนี้ หากในพื้นที่มีเซ็นเซอร์เป็นจำนวนมาก ในระบบ 4จี จะมีการตอบสนองที่ต่ำ

ขณะที่ 5จี มีประสิทธิภาพที่สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ได้จำนวนมากในพื้นที่เดียวกัน สามารถรองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ได้มากถึง 1 ล้านชิ้นต่อตารางกิโลเมตร

ทำให้ประสิทธิภาพของเซ็นเซอร์ตัวนี้เพิ่มพูนขึ้นอีกมาก

ยูสเคสอีกตัวหนึ่งที่จะนำมาแสดงภายในงาน 5จี ปลุกไทยที่ 1 อาเซียน คือ “เครื่องสแกนรู้จำใบหน้า (เฟซริคอฟมิชั่น)”

ผลงานการสร้างและวิจัยจาก “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย”

การทำงานของเครื่องนี้ สำคัญที่การจำข้อมูล เมื่อมีการตรวจจับใบหน้า เครื่องจะทำการสแกนเพื่อบอกว่าหน้าที่กล้องจับได้เป็นใคร โดยจะขึ้นชื่อบนหน้าจอแสดงผล ซึ่งสามารถนำไปใช้กับการสแกนหน้าเพื่อเข้างานของบริษัทเอกชน, เช็กจำนวนนักเรียนนักศึกษา หรือในบางกรณีใช้จับคนร้าย

รวมถึงสามารถบันทึกได้ว่าทะเบียนรถแต่ละคันเป็นรถที่ไปก่อคดีมาหรือไม่

การทำงานทั้งหมด เป็นการเก็บข้อมูลจากฮาร์ดแวร์กล่องเล็กๆ ที่สามารถจดจำใบหน้าได้ถึง 4,000 ใบหน้า โดยจะนำข้อมูลไปเชื่อมโยงกับกล้องวงจรปิด และกล้องเว็บแคม ซึ่งมีความแม่นยำของการจดจำใบหน้ามากกว่า 90%

ดร.สุภาวดี อร่ามวิทย์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า 5จี ที่กำลังจะเกิดขึ้น สามารถนำมาใช้ร่วมกันในการสแกนใบหน้าได้โดยเชื่อมต่อผ่านเสาสัญญาณอากาศ 5จี เพื่อเชื่อมต่อสัญญาณที่รับการสแกนใบหน้ามาแล้วเพื่อเชื่อมต่อไปยังฐานข้อมูลเพื่อเช็กประวัติ ซึ่งขณะนี้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ร่วมมือกับ เอไอเอส ในการพัฒนางานประยุกต์เชื่อมโยงโครงข่าย 5จี

ดร.สุภาวดี ยังบอกอีกว่า ยังมีงานวิจัยที่กำลังซุ่มทดลองอยู่ คือ เครื่องตรวจจับเหตุการณ์ผิดปกติ ในส่วนของวีดิทัศน์เครื่องวงจรปิด เช่น เมื่อมีใครเดินผ่านประตูที่สามารถไปได้ทิศทางเดียว แต่ถ้ามีคนเดินสวนมาแต่ประตูสามารถเปิดได้ข้างเดียวก็สามารถรู้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น

หรือมีการจับภาพได้ว่ามีบุคคลหรือวัตถุต้องสงสัยอยู่ในบริเวณนั้นๆ นานเกิน 1 นาที จะมีการส่งสัญญาณแจ้งเตือนถึงความผิดปกตินั้นไปยังผู้รับผิดชอบ เป็นต้น

นั่นคือก้าวต่อไปที่ต้องพัฒนา

ภายในงานที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 3 เมษายนนี้ ยังมียูสเคสอื่นๆ อีกมากที่จะนำไปโชว์ อาทิ ระบบการรักษาทางไกล โดยเฉพาะยูเคสที่ภาคเอกชนจะนำไปแสดงด้วย เช่น ยูสเคสบางชิ้นที่เพิ่งเผยโฉมในงาน 5จี ณ เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน เมื่อเดือนก่อนหน้านี้

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานในวันที่ 3 เมษายน ที่ห้องประชุม มหิตลาธิเบศร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่เวลา 08.30 น. เป็นต้นไป สามารถสำรองที่นั่งได้ที่ www.matichon.co.th

งานนี้นอกจากจะได้สาระความรู้แล้ว บางคนที่โชคดีอาจได้ของสมนาคุณกลับบ้านไปด้วย