เท่าทัน’ลิขสิทธิ์ ‘ยุคนิวมีเดีย ‘กนกวลี’พลิกกลยุทธ์ นักเขียนไทยต้องขายของเป็น

30.03.19 | 18:02 น.

“2 ปีที่ผ่านมาเราได้เห็นนักเขียนต้องไปขายของกัน ต้องหาอาชีพอื่นเสริม และงานเขียนก็ลดน้อยถอยลงไป แต่ก็มีนักเขียนอีกหลายท่านพยายามใช้สื่อใหม่ มีทั้งที่ประสบความสำเร็จ และที่ยังงุนงงอยู่ว่าจะทำอย่างไรต่อไป…”

เป็นคำบอกเล่าที่สะท้อนภาพของจุดเปลี่ยนจากยุคสื่อกระดาษไปสู่สื่ออิเล็กทรอนิกส์อย่างชัดเจน ผลกระทบไม่เพียงกับแวดวงสื่อสิ่งพิมพ์ อย่าง หนังสือพิมพ์ หรือนิตยสาร แต่ยังกระแทกไปถึงแวดวงนักเขียนด้วย

กนกวลี พจนปกรณ์ กันไทยราษฎร์ นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ซึ่งเข้ามาบริหารในตำแหน่งเป็นสมัยที่ 2 เปิดใจเล่าให้ฟังถึงสถานการณ์แวดวงคนวรรณกรรม ณ ปัจจุบันว่า 2 ปีแรกของการเข้ามาเป็นนายกสมาคม เรียกว่าสถานการณ์หนังสือกำลังวิกฤต หนังสือหัวใหญ่ๆ ทยอยปิดไปมากทีเดียว

“ต้องยอมรับว่าสื่อใหม่อาจจะเหมาะกับคนบางกลุ่ม โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ใช้ได้เสมือนเป็นอวัยวะหนึ่งของร่างกายของเขา แต่คนเก่าๆ ยังเป็นของใหม่อยู่ จึงส่งผลกระทบทั้งคนอ่านคนเขียนที่ยังอยู่ในยุคเดิม” และว่า

สมาชิกของสมาคมนักเขียนฯที่อยู่ในรายชื่อมี 1,000 กว่าคน แต่ถ้าสำรวจชื่อนักเขียนในทำเนียบมีอยู่ประมาณ 600-700 คน ที่ยังทำงานอยู่ แต่ใน 600-700 คน มีสักกี่คนที่เป็นนักเขียนอาชีพได้ ก็จะลดลงเหลือไม่ถึง 200 คน แล้วนักเขียนที่อยู่ได้โดยไม่ต้องหาอาชีพเสริมอื่นๆ จำนวนก็ยิ่งลดลงอย่างน่าใจหาย จึงเริ่มปรึกษาหาช่องทางช่วยเหลือนักเขียน แต่ขณะเดียวกันนักเขียนก็ต้องช่วยตัวเองด้วย

Advertisement

สร้างงานวรรณกรรมยุคนี้ต้องขายของเป็น

กนกวลีบอกว่า เมื่อไอทีเข้ามา ส่งผลให้สิ่งต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเฉพาะกับงานหนังสือ แม้ว่าในส่วนของหนังสือเล่มจะลดจำนวนยอดขายลง แต่ต้องยอมรับว่าปัจจุบันมีสำนักพิมพ์เพิ่มขึ้นมากมาย และมีความหลากหลายขึ้นมาก ขณะเดียวกัน ก็มีพื้นที่แห่งใหม่สำหรับการสร้างงานเขียนคือ บนโลกออนไลน์

“แท้ที่จริงสิทธิประโยชน์ของนักเขียนไม่ได้มีแค่ใน “ตัวอักษร” แต่ยังมีอื่นๆ อีกที่บางทีนักเขียนอาจจะลืม หรือไม่ทันสังเกตว่ามันมี บางคนอาจจะนำมาใช้ประโยชน์กับตัวเองแล้ว แต่บางคนยัง บางท่านก็ยังมองไม่เห็นหรือนึกไม่ออก”

โดยเฉพาะงานวรรณกรรม เพราะงานวรรณกรรม สิ่งที่ตามงานวรรณกรรมมาคือ ตัวละคร ตัวคาแร็กเตอร์ ถ้านึกไม่ออกให้นึกถึงแฮร์รี่ พอตเตอร์ นึกถึงมาร์เวล ที่ฝรั่งทำ ถามว่าทำไม เจ.เค. โรว์ลิ่ง ทำนิยายออกมาเรื่องหนึ่ง แต่สามารถขายทุกอย่างในนั้น โดยเฉพาะคาแร็กเตอร์ เอามาทำเป็นสินค้าที่มีมูลค่ามากกว่าตัวอักษรเสียอีก

ทำอย่างไรเราจะขายได้อย่างเขาบ้าง มานั่งย้อนว่า นักเขียนไทยก็มีที่ทำแล้ว ยกตัวอย่าง “พันธุ์หมาบ้า” คุณชาติ (ชาติ กอบจิตติ) ใช้ “หมา” ทำเสื้อทำอะไร และโอกาสต่อไปมันอาจจะเติมเป็นอะไรก็ได้

เคยคุยเรื่องนี้กับคุณไพวรินทร์ ขาวงาม ซึ่งเขียนบทกวี แต่คุณไพวิรินทร์ก็มีภาพที่ทุกคนจำได้เป็นโลโก้อยู่อย่างหนึ่ง คือ เด็กหัวจุกขี่ม้าก้านกล้วย แต่คุณไพวรินทร์เอามาทำเป็นเสื้อแบบคุณชาติไม่ได้ เพราะติดลิขสิทธิ์เป็นของสำนักพิมพ์ นี่คือเหตุผลที่นักเขียนต้องรู้เรื่องลิขสิทธิ์ รู้เรื่องสิทธิของตนเองว่ามีขอบเขตแค่ไหน อย่างไร ต่อไปนี้นักเขียนต้องใส่ใจแล้ว

หรือ ลองนึกถึง “เจ้าชายน้อย” วรรณกรรมเล่มเล็กๆ แต่ทุกคนจะมีภาพจำเดียวกันคือ ภาพงูกินช้างที่มีลักษณะเหมือนหมวก และรูปโลกที่เหมือนลูกโป่ง จำเจ้าชายน้อยที่ใส่ผ้าพันคอปลิวไสวได้ เพราะผู้เขียนมีภาพประกอบตั้งแต่เล่มแรกและไม่เปลี่ยนแปลงภาพประกอบของเขาเลยไม่ว่าจะพิมพ์สักกี่ครั้ง หรือแปลสักกี่ภาษาก็ยังคงใช้ภาพชุดเดิม จุดเหล่านี้แหละที่นักเขียนต้องคิดและตระหนัก ต้องวางแผนการทำงานว่าเราจะทำอะไร เราจะมองต่อไปในอนาคตอย่างไร

นายกสมาคมนักเขียนฯคนล่า เผยถึงสิ่งที่คิดอยู่ในใจว่า นักเขียนมี 2 กลุ่ม 1.กลุ่มที่ทำงานมายาวนานจนกระทั่งมีชิ้นงานมาสเตอร์พีซแล้ว ก็อาจจะต้องเลือกดูว่าจะหยิบชิ้นไหนมาทำก่อน 2.กลุ่มนักเขียนที่กำลังจะเริ่มเขียน ยังไม่มีมาสเตอร์พีซ ต้องมาวางแผนว่าจะทำอย่างไรให้มีมากกว่าตัวอักษรเติมลงไปในเนื้องานด้วยที่จะเป็นสิทธิประโยชน์ในอนาคตกลับมาให้กับตัวเองได้

“ลิขสิทธิ์”ยาขมหม้อใหญ่ที่นักเขียนต้องรู้

การจัดเสวนาหัวข้อ “โฉมหน้าใหม่ นักเขียนไทยในสิทธิประโยชน์ที่มีมากกว่าตัวอักษร” เมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมาที่หอศิลปแห่งกรุงเทพมหานคร คือทิศทางใหม่ที่ กนกวลี ในฐานะนายกสมาคมนักเขียนฯคนปัจจุบันมุ่งให้สัมฤทธิผลในการบริหารสมัยที่ 2 วัตถุประสงค์เพื่อพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส เชิญชวนนักเขียนและบุคคลทั่วไปที่สนใจอยากเป็นนักเขียนเข้ามาฟังความรู้ มาเปิดวิสัยทัศน์ กระตุกแง่คิดให้มองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ และลุกขึ้นมาปัดฝุ่นเนื้อตัวเสียใหม่

“ความช่วยเหลือในเบื้องแรกสมาคมจะกระตุ้นเตือนให้คิด แล้วจะหาองค์ความรู้มาให้ อย่างเรื่องลิขสิทธิ์เราจับมือกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ที่ปกป้องคุ้มครองดูแลลิขสิทธิ์ของเราอยู่ให้มาให้ความรู้กับนักเขียน และเชิญชวนผู้เชี่ยวชาญเรื่องไอที ที่ทำงานด้านการสร้างคาแร็กเตอร์ ซึ่งมีประสบการณ์การทำงานในระดับนานาชาติมาแล้ว มาชี้แนะ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ นี่เป็นขบวนการที่จะนำงานออกไปสู่ภายนอก นำไปให้ผู้อ่านสัมผัส แต่ขณะเดียวกัน นักเขียนก็ต้องไม่ลืมว่า เนื้อหาสาระ คอนเทนต์ที่ตัวเองมีจะให้แก่ผู้อ่าน ให้ทันกับโลกไอที ให้ทันกับสื่อ กับความเปลี่ยนแปลงใหม่ ได้หันกลับมามองงานของเราที่ทำอยู่ว่าเราจะผลักดันงานของเรามั้ย เราจะเปลี่ยนแปลงงานของเรามั้ย แล้วเราจะก้าวออกสู่สากลอย่างไร

กนกวลีย้อนเล่าถึงตนเองว่า เมื่อก่อนไม่ได้สนใจเรื่องของลิขสิทธิ์ ต่อเมื่อได้ประสบกับคนใกล้ชิดตนเอง จึงลุกขึ้นมาศึกษาอย่างจริงจัง และพบว่า ยังมีสิทธิประโยชน์ที่นักเขียนหลายคนมองข้าม ทำให้เสียสิทธิประโยชน์ไปอย่างน่าเสียดาย

“โลกของไอทีหรือดิจิทัลปัจจุบัน ยังมีเกม แอนิเมชั่นอีกที่พัฒนาต่อจากงานเขียน อย่าง “นาคี” มาจากงานเขียน พอทำเป็นละครดังก็มีเกมออกมา เห็นว่าคนนิยมเล่นกันมาก ยังมีสติ๊กเกอร์ไลน์อีก อย่างตอนที่ “บุพเพสันนิวาส” ดัง ก็มีการทำสติ๊กเกอร์ไลน์ แต่ถามว่านักเขียนได้ค่าตอบแทนตรงนี้มั้ย ก็ต้องกลับไปดูว่าคุณไปมอบลิขสิทธิ์นั้นให้กับใครหรือเปล่า

“ฉะนั้น นักเขียนยุคนี้ต้องใส่ใจในเรื่องลิขสิทธิ์ เพราะผู้สร้างสรรค์งานเท่านั้น/เจ้าของลิขสิทธิ์เท่านั้นที่จะเป็นผู้ทำซ้ำและดัดแปลง ทำซ้ำหมายถึงขายได้หลายๆ ก๊อบปี้ ดัดแปลงคือนำไปทำเป็นภาพเป็นเกมเป็นหนังสือเสียง หนังสือแปล ฯลฯ แต่นักเขียนบางคนไม่ทราบ ยกสิทธิให้กับสำนักพิมพ์บ้าง ยกสิทธินี้ให้กับทีวีที่มาเซ็นสัญญาบ้าง ฉะนั้น ถ้าเรารู้ตรงนี้ เราใส่ใจกับมันว่าขอบเขตมีมากมาย ต่อไปอาจจะมีผลประโยชน์ร่วมกันที่มันเหมาะสมร่วมกัน”

สนธิสัญญามาร์ราเคช ความขมขื่นใจของนักเขียน

เป็นอีกประเด็นร้อนที่ลวกมือลวกหัวใจนักเขียนโดยที่ไม่สามารถจะทำอะไรได้ กับ “สนธิสัญญามาร์ราเคช” ซึ่งให้สิทธิแก่ผู้พิการ สามารถนำงานลิขสิทธิ์ในรูปสื่อสิ่งพิมพ์ของประเทศไทย และสมาชิกสนธิสัญญามาร์ราเคชกว่า 48 ประเทศ มาทำซ้ำ ดัดแปลงได้ โดยไม่ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์

มองผาดๆ คือการให้โอกาส สร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงสื่อสิ่งพิมพ์แก่ผู้พิการทางการมองเห็น แต่ทว่า “คนพิการ” ในความหมายของประเทศต้นทาง เมื่อมาถึงประเทศไทย การตีความหมายความตามกฎหมายไทยครอบคลุมไปถึงพิการประเภทอื่นๆ ด้วย เช่น พิการทางการได้ยิน ทางการเคลื่อนไหว ทางจิตใจ และกลุ่มออทิสติก

กนกวลีบอกว่า ถ้าเฉพาะผู้พิการทางสายตา เรายินดี ถ้าเอาไปทำเป็นหนังสืออักษรเบรล ก็มีแต่คนตาบอดเท่านั้นที่ใช้ แต่ถ้าเอาไปทำหนังสือเสียง ผู้ที่ได้รับประโยชน์ไม่เพียงผู้พิการทางการมองเห็นเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันมีการนำงานวรรณกรรมหลายต่อหลายเรื่องไปทำหนังสือเสียงโดยที่ไม่เคยแจ้งผู้เขียน ขณะเดียวกันก็ไม่มีการปกป้องข้อมูลให้กับเจ้าของลิขสิทธิ์ตัวจริง

“เพราะจริงๆ แล้วคนที่ใช้หนังสือเสียง ไม่ได้มีแต่คนพิการ คนขี้เกียจอ่าน คนสูงวัย คนอ่านหนังสือไม่ออกก็ใช้ ดิฉันเคยถามว่ามีวิธีการปกป้องข้อมูลให้เรามั้ย-ไม่มี แจ้งเพียงว่าเผยแพร่เฉพาะคนที่เป็นสมาชิก แต่ดิฉันเคยได้รับข้อความหลังไมค์มาชื่นชมยินดีว่าได้ฟังนิยายของดิฉันแล้ว โดยที่ดิฉันไม่เคยทราบเรื่องเลย ยังถามว่าจะฟังมั้ยจะส่งโค้ดให้ นั่นหมายความว่าเขาก็สามารถส่งโค้ดให้กับคนอื่นๆ ได้ด้วยเช่นกัน” นายกสมาคมนักเขียนฯบอกพร้อมกับเปิดใจว่า

“มันเป็นความขมขื่นใจ และความกังวลใจของเจ้าของลิขสิทธิ์เหมือนกันว่า ต่อนี้ไปเราทำงานแล้วใครจะเอาไปทำหนังสือเสียงก็เอาไปโดยที่เราไม่ทราบเรื่องเลย ทั้งๆ ที่นักเขียนก็เป็นพลเมืองของประเทศ เป็นอาชีพหนึ่งที่ทำงานให้กับสังคม แต่ไม่เคยได้รับการดูแล ทำให้เราท้อแท้และสิ้นหวัง”

การส่งเสริมงานนักเขียนไทยสู่สากล

ในฐานะนายกสมาคมนักเขียนฯ กนกวลีบอกว่า สิ่งที่สมาคมมุ่ง ณ ปัจจุบัน คือ สนับสนุนให้นักเขียนก้าวไปข้างหน้า พัฒนาอาชีพให้เป็นอาชีพมั่นคง ให้พลังกับสังคม

“นักเขียนต้องมองออกสู่สากลแล้ว เนื่องจากเมื่อมีดิจิทัล เราสามารถรับรู้เรื่องราวของประเทศอื่นได้เร็วขึ้น เช่นเดียวกัน งานของเราก็อาจจะเป็นที่สนใจจับตามองของนานาชาติ เราต้องมองว่าเราจะแปลงานของเราไปให้ต่างชาติอย่างไร แค่เผยแพร่แต่ในประเทศไม่พอแล้ว เราต้องพยายามเผยแพร่งานของเราออกสู่ข้างนอกบ้าง”

ฉะนั้น สิ่งหนึ่งที่สมาคมอยากจะทำคือ การเป็นศูนย์กลางให้นักเขียนที่คิดจะเอางานตัวเองออกไปให้กับสำนักพิมพ์ข้างนอก แต่ยังไม่รู้ว่าจะไปอย่างไร สมาคมอยากจะช่วยด้วยการให้นักเขียนสรุปย่องานที่ตัวเองทำสักครึ่งหน้าเอ 4 แล้วแปลเป็นภาษาอังกฤษ มีอีเมล์ติดต่อของตัวนักเขียนเอง ส่งมาที่สมาคม แล้วสมาคมจะจัดแฟ้ม นำส่งต่อไปให้กับนานาชาติที่ติดต่ออยู่ในฐานะสมาคมต่อสมาคม

โดยเราจะมาแยกประเภทให้ก่อนว่าเป็นนวนิยาย สารคดี กวีนิพนธ์ ฯลฯ แล้วจะแยกย่อยอีกว่าเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม สืบสวนสอบสวน จะพยายามทำให้ได้ภายใน 2 ปีนี้ เวลาไปไหนก็จะหอบหิ้วไปด้วย รวมทั้งในงานบุ๊กแฟร์ต่างๆ ก็จะพยายามหาช่องทางให้เพื่อที่จะเปิดตลาดให้ โดยเราไม่รับเป็นตัวกลาง ถ้าสำนักพิมพ์ไหนสนใจจะได้ติดต่อไปที่นักเขียนเอง แต่ทั้งนี้งานนั้นต้องไม่ติดลิขสิทธิ์

สำหรับนักเขียนที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก ท่านนายกยิ้มกว้างก่อนจะบอกว่า ส่งมาก่อนแล้วค่อยมาเป็นสมาชิกเราก็ได้ค่ะ