แม้ในบ้านเราจะมีผู้ให้บริการวิดีโอสตรีมมิ่งอยู่แล้วหลายราย เรียกว่ามากันครบทั้งยักษ์ใหญ่-ยักษ์เล็ก ไม่ว่าจะเป็นเน็ตฟลิกซ์ (Netflix) ไลน์ทีวี (LINE TV) เอชบีโอโก (HBOGO) ไอฟลิกซ์ (iflix) และรายล่าสุดมังกรจีนไฮเทค “เทนเซ็นต์” ด้วยการเปิดตัว “วี ทีวี” (WeTV) เข้าสู่ตลาดในไทย
คงเห็นแล้วว่าคนไทยใช้เวลากับอินเตอร์เน็ตสูงติดอันดับโลก จึงพลาดไม่ได้ที่จะเข้ามาเสนอตัวเป็นทางเลือกใหม่ให้ผู้บริโภคชาวไทยบ้าง
“WeTV” ที่นำมาให้บริการในบ้านเรา พัฒนามาจาก “Tencent Video” โดยบริษัท เทนเซ็นต์ โฮลดิ้งส์ จำกัด เปิดตัวครั้งแรกในจีนเมื่อ 8 ปีที่แล้ว (ปี 2011) ปัจจุบันเป็นผู้ให้บริการวิดีโอสตรีมมิ่งอันดับ 1 ของประเทศจีนด้วยยอดผู้ใช้งาน (active) มากกว่าเดือนละ 500 ล้านคน และในปีที่ผ่านม่ายังมีจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นถึง 40%
“Tencent Video” ในจีน รองรับการใช้งานในทุกอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน, คอมพิวเตอร์, แท็บเล็ต และสมาร์ททีวี มีประเภทสมาชิกทั้งแบบ Freemium (ไม่มีค่าสมาชิก) และ VIP (เสียค่าสมาชิก) มียอดสมาชิกกว่า 89 ล้านคน ในปีที่ผ่านมา มีการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 58% และมีรายได้จากการสมัครสมาชิกเพิ่ม 65% ขณะที่รายได้จากการโฆษณาเพิ่มขึ้น 21%
ในจีน “Tencent Video” เป็นศูนย์รวมคอนเทนต์จากทั้งในประเทศ และต่างประเทศ มีคอนเทนต์ที่ผลิตเอง และ exclusive series ที่ได้รับความนิยม เช่น Ruyi’s Royal Love in Palace ส่วนคอนเทนต์ในฝั่งตะวันตกก็มีเช่น Game of Throne รวมถึงละครไทยกว่า 20 เรื่อง เช่น ลิขิตรัก, My Girl 18 มงกุฎสุดที่รัก, เกมมายา เป็นต้น
ไม่ใช่แค่นั้น ในปี 2018 “Tencent Video” ยังเป็นแอพพลิเคชั่นอันดับ 2 ที่ทำรายได้สูงสุดใน App Store ทั่วโลกอีกต่างหาก
สำหรับการเข้ามาในเมืองไทยในชื่อ “WeTV” แม้จะตามหลังรายอื่น แต่ “กฤตธี มโนลีหกุล” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) จำกัด มองว่าตลาดวิดีโอสตรีมมิ่งในไทยยังมีโอกาสเติบโตได้อีกเยอะ และถือว่าอยู่ในน่านน้ำสีคราม (blue ocean)
จากผลสำรวจของเทนเซ็นต์เองที่พบว่า 49% คนไทยยังดูคอนเทนต์ในช่องทางที่ผิดกฎหมายจึงเป็นโอกาสทางธุรกิจ อีกทั้งในปัจจุบันคอนเทนต์ในเครือเทนเซ็นต์ ประเทศไทย มีผู้ใช้เฉลี่ยอยู่ที่เดือนละ 30-40 ล้านคน ทั้งเล่นเกม, ฟังเพลงผ่านแอพพลิเคชั่นจูค (JOOX) และดูคอนเทนต์ในเว็บไซต์ Sanook ยังขาดแค่บริการ “วิดีโอสตรีมมิ่ง” ที่ยังไม่มีจึงถึงเวลาที่จะนำ WeTV เข้ามาเติมให้ครบ
แม้จะมาช้ากว่าอีกหลายราย แต่ไม่ช้าเกินไป เพราะในแต่ละวันคนไทยใช้เวลาอยู่บนอินเตอร์เน็ตมากถึง 9 ชั่วโมง 11 นาที ทั้งใช้เวลาดูทีวีสตรีมมิ่ง และวิดีโอต่างๆ มากถึง 3 ชั่วโมง 44 นาที ขณะที่ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตถึง 98% ดูวิดีโอออนไลน์ และ 53% ดูบริการประเภทสตรีมมิ่ง
และเมื่อสำรวจเข้าไปในกลุ่มผู้ใช้แอพพลิเคชั่นฟังเพลง “JOOX”ยังพบว่านอกจากการฟังเพลงแล้ว ผู้ใช้มากถึง 60% นิยมดูทีวีออนไลน์ และอีก 40% นิยมดูหนัง
“ตลาดในภูมิภาคอาเซียน เทนเซ็นต์ให้ความสนใจอยู่ 2 ประเทศ คือ อินโดนีเซียที่มีประชากรมากกว่า 200 ล้านคน และประเทศไทย แม้ประชากรจะมีไม่มาก แต่มีกำลังซื้อ และเป็นครั้งแรกที่เทนเซ็นต์นำบริการวิดีโอสตรีมมิ่งออกมาให้บริการนอกประเทศจีนด้วย เพราะมองเห็นช่องว่างให้แทรกตัวเข้าไปในตลาดได้”
สำหรับกลยุทธ์ในการผลักดันบริการ WeTV เข้าสู่ตลาดไทย คือการนำเสนอคอนเทนต์ที่มีเฉพาะเพียงรายเดียว เพราะต้องแย่งเวลาของผู้ชมกับบริการอื่นให้ได้ โดยจะวางตัวเองเป็นแอพพลิเคชั่นสำหรับทุกคน เจาะกลุ่มคนดูที่มีอายุระหว่าง 24-40 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่คุ้นเคยกับการดูวิดีโอออนไลน์อยู่แล้ว
โดย WeTV จะเป็นแอพพลิเคชั่นรวบรวมคอนเทนต์วิดีโอสตรีมมิ่งที่ได้รับความนิยมอย่างถูกลิขสิทธิ์ มีทั้งซีรีส์ ละครทีวี รายการวาไรตี้ และภาพยนตร์ ทั้งแบบดูฟรีและแบบเสียค่าสมาชิก ทั้งแบบรายเดือนและราย 3 เดือนในราคาเริ่มต้นที่ 59 บาท/เดือน ถือว่าถูกที่สุดในตลาด
จุดแข็งอยู่ที่คอนเทนต์จีนที่ผลิตโดย Tencent Penguin Picture สตูดิโอของเทนเซ็นต์เอง ซึ่งผลิตรายการต่างๆ ได้ปีละหลายร้อยเรื่อง และมีส่วนสำคัญที่ทำให้ก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ในจีนได้จาก “คอนเทนต์เอ็กซ์คูลซีฟ” ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นซีรีส์จีนแนวแอ๊กชั่นแฟนตาซี “สยบฟ้าพิชิตปฐพี”, ซีรีส์ “ตำนานหมิงหลัน” หรือการ์ตูนแอนิเมะ “ปรมาจารลัทธิมาร” เป็นต้น
การมี “killer content” เหล่านี้มีส่วนสำคัญในการทำตลาดในไทยเช่นกัน เพราะคนไทยคุ้นเคยกับซีรีส์ของจีนมายาวนาน ก่อนที่ซีรีส์เกาหลีและญี่ปุ่นจะได้รับความนิยมเช่นทุกวันนี้
นอกจากคอนเทนต์จีนแล้ว WeTV ยังดึงพันธมิตรคอนเทนต์จากเกาหลี, อเมริกา และผู้ผลิตในประเทศไทยเข้ามาเสริมด้วย รวมแล้วมากกว่า 100 เรื่อง
“เรายังมีโอกาสผลิตคอนเทนต์ร่วมกันกับผู้ผลิตไทย หรือรีเมกเรื่องจีนโดยใช้นักแสดงไทยเพื่อนำกลับไปฉายในจีนด้วย หลังทดลองเปิดให้บริการตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาได้รับผลตอบรับค่อนข้างดี โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าทื่ชื่นชอบซีรีส์จีน”
“กฤตธี” บอกว่า ตลาดไทยเป็นตลาดที่ว่า เมื่อไรมีคอนเทนต์ คนจะมาดาวน์โหลดเอง แต่ความท้าทายอยู่ที่ต้องไปวัดกันว่าคอนเทนต์ใครดีกว่ากัน และสำหรับ WeTV คงต้องมีละครฮิตก่อน ไม่จำเป็นต้องฮิตทุกเรื่อง ขอแค่มีบางเรื่องเพื่อสร้างการรับรู้ โดยตอบโจทย์กับทุกไลฟ์สไตล์ ไม่ได้เฉพาะกลุ่มคนเมืองหรือคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ
อย่างไรก็ตาม การเติบโตของ WeTV ต้องดูการเติบโตของการใช้อินเตอร์เน็ตด้วย แต่จะไม่ยากเหมือนตอนเปิดตัว JOOX เมื่อ 4 ปีก่อน เพราะช่วงนั้นบริการมิวสิกสตรีมมิ่งในไทยยังไม่แพร่หลาย ไม่มีคนรู้จักมากนัก จึงต้องให้ความรู้กับตลาดว่าคืออะไร และทำไมต้องมาฟังเพลงผ่านแอปเคชั่น JOOX
ในช่วงแรก WeTV ไม่ได้โฟกัสเรื่องรายได้เป็นหลัก แต่มองไปยังการสร้างแบรนด์และขยายฐานผู้ใช้งานให้ได้ผ่านอีโคซิสเต็มที่ “เทนเซ็นต์ ประเทศไทย” มีอยู่แล้ว รวมถึงการใช้ประสบการณ์จาก JOOX ที่พบว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประสบความสำเร็จอยู่ที่การมีคอนเทนต์เพียงพอ และยูสเซอร์อินเตอร์เฟซที่ใช้งานง่าย
นับวันแนวรบในสมรภูมิธุรกิจวิดีโอสตรีมมิ่งมีแต่จะดุเดือดขึ้นทุกขณะ

