ถอดบทเรียนปัญหาเด็กและเยาวชน กับปรากฏการณ์ละคร “วัยแสบสาแหรกขาด”

6.04.19 | 21:28 น.

โลกในศตวรรษที่ 21 หรือโลกในยุคดิจิทัลส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยในหลากหลายมิติและผลของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนำมาซึ่งด้านบวกและด้านลบที่ทุกภาคส่วนต้องตระหนักและให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง

ประกอบกับในช่วงหลายปีที่ผ่านมาประเทศไทยมุ่งการพัฒนาในลักษณะแบบทุนนิยม กล่าวคือเน้นและให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ทั้งนี้ เพราะเชื่อว่าถ้าเศรษฐกิจของประเทศดีย่อมจะส่งผลต่อการพัฒนาด้านอื่นๆ ตามมา

แต่ในความเป็นจริงแล้วการพัฒนาที่มุ่งเน้นในการขับเคลื่อนเพื่อความเข็มแข็งของเศรษฐกิจเป็นหลักโดยละเลยการพัฒนาในมิติด้านอื่นๆ โดยเฉพาะทางด้านสังคม ตลอดจนความพร้อมของคนในชาติรวมทั้งไม่คำนึงถึงความเหมาะสมกับบริบทต่างๆ ของภูมิสังคมโดยรวมของประเทศ

การขับเคลื่อนเพื่อการพัฒนาด้านเศรษฐกิจเป็นหลักจึงส่งผลให้นำไปสู่การเกิดภาวะวิกฤตที่หลากหลายต่อสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หนึ่งในวิกฤตแห่งปัญหาทางสังคมที่รัฐบาลทุกยุคตลอดจนองค์กรที่เกี่ยวข้องยังไม่สามารถแก้ไขและก้าวผ่านไปได้คือปัญหาด้านเด็กและเยาวชน

สังคมไทยต่างทราบและตระหนักดีว่าเด็กและเยาวชนเป็นทุนมนุษย์ที่มีคุณค่าและทรงพลังยิ่งสำหรับการเป็นต้นทางในการสืบทอดมรดก วัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่จะนำไปสู่การพัฒนาประเทศและสังคมแห่งอนาคต แต่จากสภาพการณ์และการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคดิทัลจึงจำเป็นอยู่เองที่สังคมไทย โดยเฉพาะรัฐบาลที่จะเข้ามาทำหน้าที่ในการพัฒนาประเทศจะต้องทุ่มเทเพื่อให้สังคมก้าวผ่านกับดักและหลุมดำแห่งปัญหาที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการพัฒนาเด็กและเยาวชน

Advertisement

ปัญหาที่กัดกร่อนสังคมและส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนมีหลากหลายไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่มาจากครอบครัวหรือสังคมโดยรวมร่วมกันก่อ เด็กและเยาวชนไทยคงไม่ต่างกับเด็กและเยาวชนในบางประเทศที่ยังต้องเผชิญหรือตกอยู่ในวังวนหรือภวังค์ของการสัมผัสและเกี่ยวข้องสภาวการณ์ความเหลื่อมล้ำทางสังคมจนนำไปสู่การคลุกคลีกับปัญหาอาทิ ยาเสพติด ความรุนแรง การทะเลาะวิวาท การพนัน เกมส์ เพศ และด้านสิทธิเป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ปัญหาดังกล่าวถึงแม้ว่าในบางมิติหรือบางห้วงเวลาดูเหมือนว่าปัญหานั้นน่าจะหมดและลดลงแต่ในความเป็นจริงถึงแม้ว่าปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนสื่อมวลชนจะไม่ได้นำมาเผยแพร่ต่อสาธารณะก็ใช่ว่าปัญหาเหล่านั้นจะหมดไป

รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหนึ่งในรัฐบาลที่มีการขับเคลื่อนการพัฒนาคนหรือทุนมนุษย์โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนให้เป็นผู้ที่มีความพร้อมและมีความสามารถในการแข่งขันเพื่อเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่21 ซึ่งครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2562 ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาลในโอกาสที่นายกรัฐมนตรีเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศเข้าพบ

ในวันนั้นนอกจากนายกรัฐมนตรีจะได้กล่าวชื่นชมต่อความรู้ ความสามารถและความสำเร็จของเด็กและเยาวชนแล้ว นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวเพื่อให้เห็นว่ารัฐบาลตระหนักและให้ความสำคัญสำหรับการพัฒนาเด็กและเยาวชนความตอนหนึ่งว่า “รัฐบาลให้ความสำคัญแก่เด็กและเยาวชนมาโดยตลอด ได้กำหนดนโยบายการปฏิรูปการศึกษาและการเรียนรู้ ส่งเสริมการศึกษาในระบบและการศึกษาทางเลือกไปพร้อมกัน เพื่อสร้างคุณภาพของคนไทยให้สามารถเรียนรู้ พัฒนาตนได้เต็มตามศักยภาพ มุ่งสร้างเสริมคุณภาพการเรียนรู้ สนับสนุนการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ วัฒนธรรมของประเทศเพื่อนบ้านและวัฒนธรรมสากลและการสร้างสรรค์งานศิลปะและวัฒนธรรมที่เป็นสากล ตลอดจนการปลูกฝังค่านิยมและจิตสำนึกที่ดีอย่างค่านิยม 12 ประการ…” (ข่าวทำเนียบรัฐบาล 9 มกราคม 2562)

จากแนวคิดของนายกรัฐมนตรีที่กล่าวกับเด็กและเยาวชนในวันนั้นจะเห็นได้ว่าเป็นแนวคิดในภาพรวมหรือรูปแบบทั่วไปที่ผู้นำรัฐบาลหรือผู้ใหญ่ให้โอวาทหรือข้อคิดกับเด็กตามแนวปฏิบัติทั่วไป เด็กและเยาวชนที่ได้พบและมีโอกาสสัมผัสกับผู้นำประเทศในวันนั้นล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่มีความพร้อม มีความรู้ ความสามารถในการนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศ

แต่ในทางกลับกันจะพบว่าสังคมไทยเด็กและเยาวชนที่มีปัญหา หรือขาดโอกาสอันเนื่องมาจากมิติของความเหลื่อมล้ำและกำลังเผชิญกับปัญหาจำนวนมากนับล้านคนมีการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อการอยู่รอดซึ่ง เขาเหล่านั้นไม่เคยได้สัมผัสหรือมีโอกาสในการที่จะได้รับการดูและแก้ไขมากนัก

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 ที่ผ่านเป็นที่น่าเสียดายยิ่งที่พบว่าพรรคการเมืองตลอดจนผู้สมัครต่างๆ ได้ละเลยและไม่ค่อยจะให้ความสำคัญกับการชูจุดขายหรือนำเสนอนโยบายที่จะขับเคลื่อนมิติของการพัฒนาสังคมสำหรับป้องกันและปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนมากนัก จะมีอยู่บ้างก็จะมุ่งเน้นไปที่ประชานิยมที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาเสียมากกว่า

จากปรากฎการณ์แห่งปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสังคมอันนำไปสู่เด็กและเยาวชนนั้นวันนี้ถือได้ว่าเป็นความโชคดีของสังคมไทยที่ไทยทีวีสีช่อง 3 อสมท.ได้นำเสนอละครนำดีและมีคุณค่ายิ่งต่อสังคได้แก่ละคร เรื่อง “วัยแสบสาแหรกขาด” ละครเรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นบทเรียนหรือกระจกเงาที่สำคัญเพื่อให้สถาบันที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นครอบครัวหรือรัฐบาลและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะได้นำไปเป็นต้นแบบเพื่อถอดบทเรียนสำหรับการป้องกันและแก้ไขปัญหาร่วมกัน

ต้องขอบคุณและชื่นชมบุคคลที่อยู่ในวงการบันเทิงโดยเฉพาะผู้จัด นักแสดง ผู้กำกับ และผู้เกี่ยวข้องกับละครเรื่องนี้ที่ได้ตระหนักและให้ความสำคัญในการเข้ามามีส่วนร่วมกับการป้องกันแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนซึ่งละครเรื่องนี้เป็นภาคที่สองที่ผู้จัดได้นำเสนอมิติแห่งปัญหาที่เกิดขึ้นกับนักเรียนในสถานศึกษามาอย่างต่อเนื่องและหลากหลาย

ด้วยสาระและแนวคิดที่ละครเรื่องดังกล่าวได้ถ่ายทอดมูลเหตุแห่งปัญหาโดยมีการนำเอากรณีศึกษาที่เกิดกับนักเรียนสู่สาธารณะนั้นล้วนแล้วแต่เป็นประเด็นและปรากฏการณ์น่าสนใจยิ่งโดยเฉพาะพ่อ แม่ ผู้ปกครองจำนวนมากที่ต่างต้องเผชิญกับสภาพการเปลี่ยนแปลงและต้องต่อสู้ในยุคดิจิทัลจำเป็นที่จะต้องศึกษา วิเคราะห์เพื่อนำไปสู่การป้องกันและแก้ไขร่วมกัน

ที่สำคัญจะเห็นได้ว่าการแสวหาแนวร่วมเพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาเยาวชนนั้นละครโทรทัศน์ ตลอดจนภาพยนตร์ซึ่งถือได้ว่าเป็นหนึ่งในภาคส่วนของสื่อมวลชนจะเป็นหนึ่งในมิติที่จะเป็นสะพานเชื่อมไปสู่การสร้างสรรค์สังคมได้อย่างมีคุณภาพยิ่ง ดังนั้นหากผู้จัดละครจะเปลี่ยนแนวคิดและรูปแบบจากการผลิตละครที่สังคมให้ฉายาว่าเป็นละครน้ำเน่าซึ่งเกี่ยวกับวิถีชีวิตของผู้คนในสังคมที่อยู่กับความรุนแรง อาชญากรรม ความรัก ความอิจฉาและ ฯลฯ มาเป็นละครน้ำดีร่วมกันสร้างสรรค์สังคมคงจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมบันเทิงโดยรวมได้ในระดับหนึ่งดังที่ละครและภาพยนต์ไทยบางเรื่องเคยรังสรรค์ให้เห็นเป็นที่ประจักษ์และไม่ด้อยไปกว่าต่างประเทศมาแล้ว

เหนือสิ่งอื่นใดปัญหาและเยาวชนจะลดระดับลงได้ หากรัฐบาลในอนาคตตลอดจนทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะได้น้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์นักพัฒนามาขยายผลสู่การปฏิบัติ เพื่อการพัฒนาโดยเฉพาะปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและค่านิยมที่พึงประสงค์ต่อสังคม

พร้อมกันนั้นนอกเหนือจากบทบาทหน้าที่ตรงของรัฐบาลแล้วในการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์แล้วเจ้าภาพหลักที่จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเยาวชนให้หลีกไกลจากปัญหาสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขเป็นที่พึงประสงค์ของสังคมโดยรวมบนพื้นฐานของความพอเพียง เป็นผู้ที่มีภูมิรู้ ภูมิธรรม และภูมิฐาน ตระหนักในคุณค่าของความเป็นไทยสามารถแข่งขักับนานาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพในยุคดิจิทัลนั้น

นอกเหนือจากครอบครัวซึ่งเป็นสถาบันหลักหน่วยแรกของสังคมแรกเริ่มแล้วคงหนีไม่พ้นความรับผิดชอบของกระทรวงศึกษาธิการ การะทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ทั้งนี้เพราะทั้งสองกระทรวงต่างมีบทบาทหน้าที่ที่สอดคล้องกับบริบทแห่งการพัฒนาทุนมนุษย์ที่สำคัญ และหนึ่งในบริบทที่กระทรวงศึกษาธิการและสถานศึกษาต้องตระหนัก ณ วันนี้คือการให้ความสำคัญและไม่ควรจะมองข้ามคือการส่งเสริมสนับสนุนในการสร้างและพัฒนาครูแนะแนวให้เป็นต้นแบบแห่งการเป็นครูที่เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งจิตวิญญาณ สำหรับการเป็นพ่อแม่คนที่สองและเพื่อนคู่คิดสำหรับนักเรียนในสถานศึกษา

อย่างไรก็ตาม การกำหนดวิสัยทัศน์หรือยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการเพื่อการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้บรรลุตามเป้าประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้มีบทบาทหน้าที่หรือผู้เกี่ยวข้องจำเป็นต้องมีองค์ความรู้ ความเข้าใจ ทักษะและประสบการณ์อย่างแท้จริงโดยเฉพาะการเข้าใจ เข้าถึงในแก่นแท้ของบริบทนั้นๆ ซึ่งสอดคล้องกับพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 เนื่องในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่นิสิตและนักศึกษาวิทยาลัยวิชาการศึกษา ประสานมิตร เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2515 ความตอนหนึ่งว่า

“เยาวชนทุกคนมิได้ต้องการทำตัวให้ตกต่ำ หรือเป็นปัญหาแก่สังคมประการใด แท้จริงต้องการจะเป็นคนดีมีความสำเร็จ มีฐานะมีเกียรติ และอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างราบรื่น แต่การที่จะบรรลุถึงความความประสงค์นั้นจำเป็นต้องอาศัยผู้แนะนำ ควบคุมให้ดำเนินไปโดยถูกต้อง”

การเข้าใจเข้าถึงในสาระสำคัญแห่งตัวตนของเด็กและเยาวชนอย่างแท้จริงจึงเป็นต้นทางที่สำคัญในการนำไปสู่การขับเคลื่อนเพื่อการพัฒนาและป้องกันแก้ไขปัญหาให้กับทรัพยากรหรือทุนมนุษย์ที่สำคัญของประเทศแห่งอนาคต