นกแต้วแล้วชนิดแรกที่เป็นเป้าหมายของทริปเวียดนามใต้นี้ เป็นนกแต้วแล้วขนาดเล็ก ไล่เลี่ยกับนกแต้วแล้วลาย นกแต้วแล้วท้องดำ หรือนกแต้วแล้วแดงมลายู แม้ชื่อระบุว่าภูมินามว่าพบแพร่กระจายพันธุ์ที่ประเทศกัมพูชา คือ “นกแต้วแล้วเขียวเขมร” แต่จริงๆ เจ้าเขียวเขมร เป็นนกอาเซียนโดยชาติกำเนิด เพราะ“พบในไทย ลาว และเวียดนาม”ด้วย
ในบรรดานกแต้วแล้วไทย 14 ชนิด “นกแต้วแล้วเขียวเขมร” มีสีเขียวเป็นจุดเด่นที่ไม่เจ็บบาดตาบาดใจเหมือนแต้วแล้วลาย หรือแต้วแล้วท้องดำ นกเด่นดังในขณะนี้ที่เหลืออยู่เพียง 1 คู่เท่านั้นและอาจจะเป็นความหวังสุดท้ายของนกแต้วแล้วท้องดำเชื้อชาติไทย ที่วงการอนุรักษ์กำลังลุ้น พยายามทำตัวเป็นแม่สื่อให้นกมาจับคู่กัน
สถานภาพของนกแต้วแล้วเขียวเขมร ไม่น่ากังวลเท่าเพื่อนของมัน แต่ในบ้านเราก็ไม่มีรายงานพบมาหลายทศวรราแล้ว ในเขมรก็หายากนักหนา ลาวก็เดินทางลำบาก มีแต่เวียดนามในป่าต่ำที่อุทยานแห่งชาติก๊าดเตียน เป็นความหวังของคนส่องนกที่มุ่งมั่นไปตามหาคราใดก็พบเห็นกันแทบทุกคน
เหมือนนกแต้วแล้วชนิดอื่นๆ เจ้าเขียวเขมร มีชุดขนที่แตกต่างระหว่างเพศ ด้วยเพศผู้ที่มีสีเขียวตองอ่อนนวลตา ใบหน้าเข้มด้วยแถบดำพาดผ่านนัยน์ตา และท้องลายสลับเหลืองเหลื่อมเส้นดำ ถ้าส่องดูแต้วแล้วสีเด่นเช่นนี้ในป่าดิบที่ราบต่ำรำไรด้วยแสงแดดน้อยที่ต้องส่องทะลุผ่านใบไม้ดกหนาของไม้ยืนต้นสูงหลายสิบเมตร อาจจะมองไม่เห็นด้วยซ้ำ เพราะนกแต้วแล้วขึ้นชื่อเรื่องความนิ่ง และกลมกลืนกับสภาพแวดล้อม
“สีเขียวของเจ้าเขมรเขียวชนิดนี้ทำหน้าที่อำพรางได้ดีท่ามกลางพื้นดินที่มีเถาวัลย์หรือพุ่มไม้สีเขียวเข้ม เมื่อนกตกใจ แทนที่จะบินหนี นกจะยืนนิ่งนานนับนาที เพียงเพื่อให้ศัตรู หรือคนเราเดินผ่านไปเพราะมองหาไม่เจอ บางครั้ง นกยืนเทียบเคียงกับกิ่งไม้ เชิดหัว ยืดอกขึ้น ด้วยสายตาที่ไม่คุ้นชินกับนกป่าอาศัยบนพื้นเช่นนกแต้วแล้ว คนที่กำลังตามหานกก็แห้วได้ไม่ยากเย็นนัก !”
แต่หากรู้เคล็ด รู้พฤติกรรมของนก ให้ฟังเสียงใบไม้ขยับสวบสาบ เพราะนกแต้วแล้วจะกระโดดไปมา มองหาไส้เดือน หนอนแมลง หรือหอยทากมีเปลือก ไว้กินเป็นอาหาร จะเกิดเสียงทุกครั้งที่นกกระโดด หรือในยามนี้รอยต่อระหว่างปลายฤดูหนาวย่างเข้าฤดูร้อน นกจะส่งเสียงร้อง โต้ตอบระหว่างสองเพศ เพื่อจับคู่และประกาศอาณาเขตผสมพันธุ์ เป็นตัวช่วยให้มองหานกง่ายขึ้น
บ่ายวันที่ 11 เมษายน จากสนามบินดอนเมือง เพียงแค่อึดใจ หลับตื้นๆ หนึ่งตื่น คนเขียนก็ได้สัมผัสอากาศร้อนอบอ้าวของเวียดนามใต้ เดินทางด้วยรถตู้อีก หลายชั่วโมงเพราะกฎจราจรคนเวียดนั้นเข้มข้น คนขับก็ไม่เหยียบจนรถแทบบินเหมือนบางประเทศ ก็มาถึงก๊าดเตียนยามบ่าย
หลังจากนั่งเรือข้ามน้ำมาถึงที่พัก จัดข้าวจัดของเตรียมพักค้างอีกสองคืน เบื้องหน้าก็เป็นป่าดิบที่ราบต่ำ แทบจะเสมอน้ำทะเล ที่มีทั้งต้นไม้ใหญ่ยืนสูงหลายสิบเมตรและเถาวัลย์เกี่ยวพันคดเคี้ยวระโยงระยางไปทั่ว แต่เป้าหมายของบ่ายวันแรกนี้ กลับอยู่บนพื้นดิน ที่มีใบไม้แห้งของต้นไผ่ร่วงหล่นคลุม
“ยามเจ้าเขมรเขียว กระโดดดึ๋งๆ ออกมาให้ชื่นชมทั้งผู้และเมีย เป็นอันเสร็จสมอารมณ์หมาย นกแต้วแล้วชนิดที่ 9 ที่มีวาสนาได้เห็นด้วยตาตนเอง”

