‘เสวยราชสมบัติกษัตรา’ คติโบราณราชประเพณี พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

10.04.19 | 15:58 น.

นับเป็นผลงานทรงคุณค่ายิ่ง สำหรับหนังสือชุดบรมราชาภิเษก” ทั้ง 3 เล่ม อันได้แก่ “เสวยราชสมบัติกษัตรา” โดย นนทพร อยู่มั่งมี และ พัสวีสิริ เปรมกุลนันท์, “ผ้าเขียนทอง : พระภูษาทรงบรมราชาภิเษกพระมหากษัตริย์สยาม” โดย ธีรพันธุ์ จันทร์เจริญ และ “จักรพรรดิราช คติอำนาจเบื้องหลังชนชั้นนำไทย” โดย เอนก มากอนันต์

ครบเครื่องด้วยเรื่องราวค้นลึก แน่นหนักด้วยเนื้อหาเข้มข้น งดงามด้วยความพิถีพิถันในการจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ “มติชน”

6 เมษายนที่ผ่านมา เวทีเสวนา “คติโบราณราชประเพณีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก” ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 47 รายล้อมด้วยผู้คนที่ให้ความสนใจในประวัติศาสตร์อย่างคับคั่ง จับจองเก้าอี้ว่างจนล้นออกนอกพื้นที่

วิทยากรเจ้าของผลงาน 3 ท่านเตรียมพร้อมเปิดขุมคลังความรู้ พร้อมด้วย ศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ นักประวัติศาสตร์ชื่อดังให้เกียรติร่วมบรรยายในประเด็น “จักรพรรดิราช” อันเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นอย่างยิ่ง

Advertisement

‘จักรพรรดิราช’ราชาเหนือราชา

ศ.ดร.สุเนตรเริ่มต้นด้วยการอธิบายภาพกว้างอย่างแจ่มชัดว่าคติเรื่องพระเจ้าจักรพรรดิราชมีความเป็น “สากล” มีในหลายวัฒนธรรม ไม่ได้มีเฉพาะในไทย เป็นเรื่องการเป็นราชาเหนือราชาทั้งหลายซึ่งจะไม่เกิดขึ้นถ้าสภาพสังคมไม่พร้อมให้เกิด ภาวะที่พร้อมให้เกิดก็คือสังคมที่มีราชาหลายพระองค์ในปริมณฑลหรือพื้นที่การแข่งขันทางอำนาจ สำหรับประเทศไทยได้รับ คติจักรพรรดิราช มาจากอย่างน้อย 3 แหล่ง คือผ่านทางอินเดีย เขมรโบราณ และลังกา แล้วนำมาผสมผสานจนเกิดอัตลักษณ์ของตัวเอง

ศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์

“ใครก็ตามเรียกพระองค์หรือแสดงพระองค์ว่าเป็นพระเจ้าจักรพรรดิซึ่งจริงๆ ต้องเรียกว่าจักรวาติน ถือว่าคือการแสดงพระองค์เป็นราชาเหนือราชาทั้งหลาย แต่ถ้าใช้นามจักรพรรดิที่ว่านี้ ต้องได้คติมาจากทางพราหมณ์ และพุทธเป็นสำคัญ ซึ่งกรณีของไทยเราได้คตินี้อย่างน้อยที่สุดน่าจะมาจาก 3 แหล่ง แหล่งหนึ่งคงผ่านมาทางอินเดีย อีกแหล่งหนึ่งผ่านมาทางเขมรโบราณ ซึ่งต้องไปอ่านศิลาจารึกหลักที่ 2 ของสุโขทัย ซึ่งมีเรื่องการพระราชทานพระขรรค์ชัยศรีของกษัตริย์เขมรให้พ่อขุนผาเมือง และในภายหลังเมื่อเรารับพุทธศาสนาลังกาวงศ์จากลังกา ก็รับคติเรื่องพระเจ้าจักรพรรดิราชผ่านมาทางลังกาด้วยเช่นกัน”

สำหรับการแสดงตนเป็นพระเจ้าจักรพรรดิราชนั้นทำได้อย่างไรบ้าง? ศ.ดร.สุเนตรระบุว่า ประการแรกคือการแสดงผ่าน “พิธีกรรม” ซึ่งสืบมาตั้งแต่สมัยอยุธยาและต้นรัตนโกสินทร์ อันเกี่ยวข้องกับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ประการที่ 2 คือการแสดงผ่านทรัพย์สมบัติที่พึงครอง มีทั้งหมด 7 สิ่ง เช่น ช้างแก้ว นางแก้ว ม้าแก้ว เป็นต้น โดยสิ่งที่โดดเด่นที่สุดก็คือ “ช้างแก้ว” หรือช้างเผือก ประการที่สาม คือกำลังในการปราบปรามบ้านเล็กเมืองน้อยให้ศิโรราบ ตัวอย่างคือ พระเจ้าบุเรงนอง ส่วนความหมายของคำว่า “จักรพรรดิ” คือผู้หมุนกงล้อ

“กงล้อที่ว่านี้ขึ้นอยู่กับว่าจะเอาสัญลักษณ์อะไรเป็นตัวแทน สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ทรงใช้กงล้อของรถศึก คือใช้กำลังเป็นเครื่องมือขยายสถานะความเป็นจักรพรรดิราช อีกอย่างหนึ่งคือการอาศัยบุญญาบารมี ซึ่งมีจักรแก้วที่หมุนไปแล้วพระเจ้าจักรพรรดิจะตามจักรแก้ว เมื่อถึงบ้านเมืองไหน คนก็ให้ความเคารพยกย่อง”

จากนั้น ลงลึกสู่ความเกี่ยวพันกับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งต้นรากอยู่ในอินเดีย เรียกว่า “ราชสูยะ” คือการยกกษัตริย์ขึ้นอยู่เหนือกษัตริย์ทั้งหลาย เป็น “มหาราชา” โดยต้องประกอบพิธีสำคัญอันเป็นหัวใจคือ มุรธาภิเษก ซึ่งเป็นการรดน้ำหรือราดน้ำจากพระเศียรลงมาผ่านพระวรกาย เป็นเรื่องของความบริสุทธิ์ และการสร้างความศักดิ์สิทธิ์ ส่วนคติในไทย เรียกว่า “บรมราชาภิเษก” โดยคำว่า “บรม” แปลว่า ยิ่งใหญ่ บรมราชา คือยิ่งใหญ่เหนือราชาทั้งปวง

‘พลีกรรม’น้ำศักดิ์สิทธิ์

จากนั้น ดร.นนทพร อยู่มั่งมี อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี หนึ่งในผู้เรียบเรียงหนังสือ “เสวยราชสมบัติกษัตรา” รับช่วงต่อมาบอกเล่าถึงแหล่งน้ำที่ใช้ในพิธีสำคัญในประวัติศาสตร์ ดังเช่น สระแก้ว สระเกษ สระคา และสระยมุนา ในจังหวัดสุพรรณบุรี คือสระศักดิ์สิทธิ์ 4 สระที่อยู่ในอาณาบริเวณเดิมของแคว้นสุพรรณภูมิ โดยใช้มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แล้วสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน เพราะถือว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์จากแคว้นที่มีพระราชอำนาจยิ่งใหญ่ในอดีต และหากพิจารณาจากชื่อของสระดังกล่าว จะพบว่าชื่อ สระคา และยมุนา พ้องกับ “ปัญจมหานที” หรือแม่น้ำ 5 สายศักดิ์สิทธิ์ในอินเดีย ได้แก่ แม่น้ำคงคา ยมุนา มหิ สรภู และอจิรวดี ซึ่งเชื่อว่าไหลจากภูเขาไกรลาส อันเป็นที่สถิตของพระอิศวร

ดร.นนทพร อยู่มั่งมี

ต่อมา ในสมัยรัตนโกสินทร์ใช้น้ำจากแม่น้ำ 5 สายในไทย ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา ป่าสัก บางปะกง เพชรบุรี และราชบุรี เรียกว่า ‘เบญจสุทธิคงคา’ ครั้นในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการใช้น้ำจากแม่น้ำในชมพูทวีปจริงๆ จากการเสด็จประพาสอินเดีย จากนั้นในรัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 7 มีการเพิ่มแหล่งน้ำตามมณฑลต่างๆ อีก โดยในสมัยรัชกาลที่ 9 ยังคงใช้ตามรัชกาลที่ 7 ส่วนวันที่ 6 เมษายน 2562 ใช้น้ำจากทุกจังหวัด จำนวน 108 แหล่ง รัชกาลปัจจุบันถือเป็น

ครั้งแรกที่ใช้น้ำจากทุกจังหวัด โดยขั้นตอนการตักน้ำเรียกว่าพลีกรรม เพื่อทำน้ำอภิเษก แล้วค่อยอัญเชิญน้ำเข้าสู่พระนคร จากนั้นจึงจะมีการทำน้ำอภิเษกอีกครั้งในกรุงเทพฯ” ดร.นนทพรกล่าว

เครื่องหมายแห่งราชา ‘สิริราชกกุธภัณฑ์’

จากเรื่องน้ำศักดิ์สิทธิ์ ขยับเข้าสู่เรื่องราวเปี่ยมความหมายของเครื่องประกอบพระราชพิธีซึ่งมีจำนวนมากมายหลายหมวด ล้วนแต่มีคติเกี่ยวพันกับความเป็นสิริมงคลในการสถาปนาขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์

ผศ.ดร.พัสวีสิริ เปรมกุลนันท์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร อีกหนึ่งผู้เรียบเรียงหนังสือ “เสวยราชสมบัติกษัตรา” ยกตัวอย่างถึง เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ อันเป็นเครื่องราชูปโภคที่มีความสำคัญ เนื่องด้วยเป็นเครื่องหมายที่แสดงความเป็นพระราชา มี 5 สิ่ง คือ

1.พระมหาพิชัยมงกุฎ ทำด้วยทองคำลงยา ประดับอัญมณี สร้างมาแต่ครั้งรัชกาลที่ 1 หนักถึง 7.3 กิโลกรัม และมียอดแหลม สื่อถึงพระราชภาระอันใหญ่หลวงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งทรงรับเป็นประมุขของแผ่นดิน

2.พระแสงขรรค์ชัยศรี เป็นดาบมี 2 ด้าน เครื่องหมายของความเป็นนักรบอีกทั้งแสดงถึงพระราชอำนาจ

3.ธารพระกรชัยพฤกษ์ คือไม้เท้า ทำด้วยไม้ชัยพฤกษ์ ปิดทอง เป็นสัญลักษณ์ของการมีพระชนมายุยิ่งยืนนานและยังเป็นสัญลักษณ์ของนักปราชญ์อีกด้วย

4.วาลวิชนี เป็นเครื่องปัด ประกอบด้วย 2 สิ่ง คือ “พัดใบตาลปิดทอง” สัญลักษณ์ของการพัดพาความร่มเย็นมาสู่ราษฎร และ “พระแส้” ทำจากขนของหางช้างเผือก หรือจามรี สื่อถึงการปัดสิ่งไม่ดีออกจากอาณาประชาราษฎร์

5.ฉลองพระบาทเชิงงอน เป็นรองเท้าเปิดส้น มีปลายแหลม พื้นบุด้วยผ้าไหม ด้านนอกทำจากทองคำลงยา ประดับอัญมณี

ผศ.ดร.พัสวีสิริ เปรมกุลนันท์

“ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อทรงรับน้ำที่พระที่นั่งอัฐทิศเรียบร้อยแล้ว จะมีการทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเครื่องสิริราชกกุธภัณฑ์ ทั้ง 5 สิ่งนี้ รวมถึงเครื่องราชกกุธภัณฑ์ประการอื่นๆ โดยประกอบพิธีที่หมู่พระมหามณเฑียร ใจกลางพระบรมหาราชวัง ประกอบด้วย พระที่นั่ง 3 องค์ คือพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน พระที่นั่งไพศาลทักษิณ และพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหยสูรยพิมาน”

ผศ.ดร.พัสวีสิริยังกล่าวถึงจิตรกรรมภายใน พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับพระอินทร์และเทพเจ้าองค์สำคัญในศาสนาพราหมณ์ ฮินดู อีกทั้งเป็นที่ประดิษฐานของพระสยามเทวาธิราช เทวรูปคู่บ้านคู่เมืองของไทย

‘ผ้าเขียนทอง’บรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์

ยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้ในพิธีบรมราชาภิเษก นั่นคือพัสตราภรณ์ อ.ธีรพันธุ์ จันทร์เจริญ ผู้อำนวยการสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ผู้เรียบเรียงหนังสือ “ผ้าเขียนทอง : พระภูษาทรงบรมราชาภิเษกพระมหากษัตริย์สยาม” ได้มาร่วมให้ความรู้เกี่ยวกับผ้าที่ใช้ในพระราชพิธีอันสำคัญนี้

อ.ธีรพันธุ์ จันทร์เจริญ

“ผ้าเขียนทองซึ่งได้รับยกย่องเป็นผ้าที่มีศักดิ์สูงสุด สงวนไว้เฉพาะพระเจ้าแผ่นดิน พระมเหสี และพระเจ้าลูกเธอเท่านั้น โดยชั้นหม่อมเจ้าลงมาไม่มีโอกาสได้ใช้ ผ้าเขียนทอง เป็นผ้าฝ้าย เหมาะกับสภาพอากาศของเมืองไทย มีสีสันสดใส กระบวนการทำก็ยังมีความใกล้เคียงจิตรกรรมมากที่สุด ไม่มีเงื่อนไขของโครงสร้างในการทอมาเป็นขีดจำกัด เป็นสิ่งที่ราชสำนักอยุธยาส่งต้นแบบไปให้ช่างที่อินเดียผลิต แหล่งผลิตสำคัญอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของอินเดีย ในหนังสือเล่มนี้จะยกเอกสารเก่าแก่ที่สุดที่ค้นพบในตอนนี้ คือเอกสารสมัยรัชกาลที่ 2 ซึ่งทำให้ทราบถึงวิธีการสั่งผ้าผ่านพ่อค้าที่ปีนังหรือเกาะหมาก โดยสั่งล่วงหน้าเป็นปี คราวละ 1,000 ผืน 50 กุลีกุลีละ 20 ผืน โดยต้องขอให้เจ้าพระยานครจัดกองทัพย่อยๆ คุ้มกันเงินที่จะนำไปจ่ายค่าผ้า ผ้าที่รับมาสู่ราชสำนักที่บางกอกก็ต้องคุ้มกันด้วย” อ.ธีรพันธุ์กล่าว ทั้งยังระบุถึงความพิเศษของหนังสือเล่มนี้ซึ่งได้รวบรวมพระบรมฉายาลักษณ์พระมหากษัตริย์ทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ และภาพผ้าเขียนทองซึ่งส่วนใหญ่ไม่เคยตีพิมพ์ที่ไหนมาก่อนอีกด้วย

หนังสือชุดบรมราชาภิเษกทั้ง 3 เล่ม จึงนับเป็นผลงานที่คนไทยต้องอ่าน เพื่อเรียนรู้และซาบซึ้งใจในประวัติศาสตร์อันยาวนานยิ่งใหญ่ และงดงามยิ่ง

หนังสือชุดบรมราชาภิเษก 3 เล่ม ติดอันดับขายดีอันดับ 1 บูธ “มติชน”
บรรยากาศงานเสวนา “คติโบราณราชประเพณี พระราชพิธีบรมราชาภิเษก” เมื่อวันที่ 6 เมษายนที่ผ่านมา ที่งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 47 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม