สมเด็จพระนารายณ์ทรงโปรดพระที่นั่งองค์นี้มาก แม้ในวาระสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพ (11 กรกฎาคม 2231) เสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งองค์นี้
พระที่นั่งตั้งอยู่ในเขตพระราชฐานชั้นใน บนเนื้อที่ 7-8 ไร่ ประมาณครึ่งหนึ่งเป็นองค์พระที่นั่ง พระที่นั่งเล็กข้างเคียง ซ้าย-ขวา สองหลัง กับที่พักเล็กๆ สำหรับองครักษ์หลังหนึ่ง ส่วนพื้นที่อีกครึ่งหนึ่งที่เหลือเป็น ราชอุทยานหรือสวนอันอุดมด้วยพรรณไม้นานาชนิด ทั้งไม้ผล ไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้พุ่มและสมุนไพร ทั้งยังอบอวลด้วยกลิ่นดอกไม้ขจรขจายไปทั่วผสมผสานกับกลิ่นกำยานสมุนไพรไม้หอมจากเตาเผาอีกต่างหาก

แชรแวส (นิโกลาส์ แชรแวส เจ้าของหนังสือประวัติศาสตร์ธรรมชาติ และภาระเมือง แห่งราชอาณาจักรสยาม) เล่าว่า พลันที่เขาถึงประตูใหญ่ ที่กั้นระหว่างเขตพระราชฐานชั้นกลางและชั้นใน ก็แลเห็นองค์พระที่นั่งหลังงามสะดุดตา หลังคามุงด้วยกระเบื้องสีเหลือง เมื่อต้องแสงตะวันก็แวววาว แพรวพราวดังทอง และสูงสุดพระที่นั่งประดับเรือนยอดดุจเดียวกับที่อยุธยา อันเป็นเครื่องหมายของที่ประทับแห่งพระมหากษัตริย์
ที่ฐานพระที่นั่งมีสระน้ำใสถึงสี่สระ สำหรับพระเจ้าแผ่นดินสรงสนาน น้ำใสในสระนี้จัดมาโดยการประปาจากห้องซับเหล็ก ส่วนที่หน้าพระที่นั่งเป็นอุทยานใหญ่ ปลูกส้มและมะนาวกับพรรณไม้หายากต่างๆ ให้ร่มเงาด้วยใบหนาดกรกครึ้ม ชุ่มชื่นเย็นสบายอย่างยิ่ง
บางพรรณไม้เป็นอย่างพิเศษ ทรงปลูกด้วยพระหัตถ์เลยทีเดียว

ณ เขตพระราชทานชั้นในนี้ สิ่งสะดุดตา สะดุดใจแชรแวส นอกจากตัวองค์พระที่นั่งน่าจะมีอีกสามสิ่ง คือ
สิ่งแรก คือ “เขามอ” หรือถ้ำเล็กๆ มีพรรณไม้นานาชนิด ขึ้นเขียวชอุ่มปกคลุมอยู่เสมอ กับพรรณไม้ดอกต่างๆ ที่โรยกลิ่นหอมตลบอวลตลอดเวลา และถ้ำน้อยนี้เป็นจุดรวมจ่ายน้ำใสใส่สระทั้งสี่ตามหลักอุทกศาสตร์แบบเปอร์เซีย จัดระดับน้ำในสระให้เปี่ยมปริ่มขอบสระเสมอ เมื่อดูจากภายนอกก็ราวกับว่า พระที่นั่งลอยอยู่เหนือผิวน้ำนั่นทีเดียว
เขามอดังว่า น่าจะเป็นกระโจมสรงสนาม หรือสถานที่อาบน้ำแบบเปอร์เซียที่เรียกว่า ฮัมมัน (Hammams) ก็เป็นได้
จุดสะดุดตาที่สองของแชรแวส คือเตาเผากำยานและสมุนไพรที่ให้กลิ่นหอมชื่นใจ กำจายไปในอากาศทั่วบริเวณ เตาเผานี้ตั้งอยู่ริมทางเดินทั้งสองข้าง อยู่ระหว่างโคมทองเหลืองที่จัดวางเป็นระยะๆ ทางเดินในเขตพระราชฐานนี้สองสาย สายหนึ่งทอดยาวผ่านหน้าพระที่นั่ง จากประตูด้านทิศเหนือสู่ทิศใต้ กับอีกสายหนึ่งจากหน้าพระที่นั่งตรงไปประตูทิศตะวันออกสู่ตึกรับแขกเมืองและตึกพระเจ้าเหา
(กำยาน เป็นยางไม้หอมชนิดหนึ่ง ที่ได้จากไม้ตระกูล Boswillia มีชุกชุมในอินเดีย นำเข้าประกอบการทำธูปหอมแบบต่างๆ ในบ้านเราในปัจจุบัน)
โคมทองเหลืองดังกล่าวนั้นจะตามไฟขณะพระเจ้าแผ่นดินประทับอยู่ แชรแวสบันทึกไว้ว่า
“…สองข้างทองเดินมีกำแพงอิฐเตี้ยๆ มีโคมทองเหลืองติดตั้งไว้เป็นระยะและตามไฟขึ้นในระยะที่พระเจ้าแผ่นดินประทับอยู่ ระหว่างหลักโคมไฟสองหลักมีสิ่งก่อสร้างคล้ายตาหรือแท่นสำหรับใช้เผาไม้หอม ส่งกลิ่นไปไกลๆ…”
กล่าวได้ว่า ทั่วบริเวณพระที่นั่งอบอวลอยู่เสมอด้วยกลิ่นดอกไม้นานาพรรณ ระคนกับกลิ่นกำยานหอมหวล!

จึงสมเด็จพระนารายณ์น่าจะได้รับการบำบัดด้วยกลิ่นหอม (Aroma Therapy) โดยธรรมชาติ ถูกกับพระโรคระบบหายใจหรือพระโรคปอดที่ทรงเป็น ทรงพอพระทัยประทับพระที่นั่งนี้อย่างมาก
จุดสะดุดตาแชรแวส จุดที่สาม คือ เงาไม้อันร่มรื่นในอุทยานใหญ่หน้าพระที่นั่ง รวมทั้งแปลงพรรณไม้ดอกที่หายากกับที่ทรงปลูกเอง แชรแวสบันทึกไว้ตอนหนึ่งว่า
“…ไกลออกไปทางซ้ายมือเป็นแปลงพรรณไม้ดอกที่หายากและที่น่าดูพิเศษได้ในมัธยมประเทศ ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินทรงปลูกด้วยพระหัตถ์เอง ครั้นแล้วก็ถึงอุทยานใหญ่ตรงหน้าพระตำหนัก ปลูกต้นส้มใหญ่มะนาว และพรรณไม้ในประเทศอย่างอื่นอีก มีใบดกหนาทึบ แม้ยามแสงแดดร้อนตะวันเที่ยงก็ร่มรื่นอยู่เสมอ…”
บันทึกของแชรแวส บอกเป็นนัยว่าลักษณะรูปทรงสวนหรือพระอุทยาน เป็นแบบผสมเปอร์เซียและแบบไทย
สวนแบบเปอร์เซียนั้นนิยมปลูกในแปลงสี่เหลี่ยมจตุรัสมีขอบโดยรอบ พรรณไม้ขึ้นในแปลงเป็นอิสระไม่ตัดแต่งตัดยอด ปรับให้เป็นรูปร่างอย่างนั้นอย่างนี้ ต่างจากสวนแบบเรอเนสซองส์-บาโรก มักตัดเป็นกล่อง เป็นลวดลายและรูปเมซ-เขาวงกต เมื่อมองแบบตานก
สวนหรืออุทยานแบบเปอร์เซีย น่าจะปรากฏตรงตึกรับแขกเมืองและหน้าตึกพระเจ้าเหากับอีกบางแห่งด้านหลังพระที่นั่งจันทรพิศาล (โปรดดูผังวังนารายณ์ที่แนบ น่าจะเขียนโดย เดอ ลามาร์ ที่ระบุแปลงแบบเปอร์เซียไว้หลายแห่ง
พรรณไม้ (ภาพจากจดหมายเหตุเดอลาลูแบร์)
สวนแบบเปอร์เซียเวลานั้น เป็นที่ชื่นชม นิยมกันแพร่หลาย เป็นต้นแบบของสวนคลาสสิกของเมืองต่างๆ เลยทีเดียว

ส่วนตรงหน้าพระที่นั่งเป็นอุทยานใหญ่นั้น ร่มรื่นด้วยพรรณไม้ใบดกหนา สงบเย็นด้วยส้มดอกหอมขจรขจาย ได้แก่ ส้มโอ และน่าจะมีส้มเขียวหวาน มะนาว มะตาด มะปราง และมะยงชิด ต่างมีผล มีสีสันสวยและใบหนาสมบูรณ์ แต่นั้นแหละร่มเงาต้องมาก่อนเฉพาะบริเวณนั้น!
อย่างไรก็ดี สวนไทยน่าจะปลูกพรรณไม้ชนิดดอกหอมเลียบกำแพงรอบๆ องค์พระที่นั่ง ประเภทปีบ ลำดวน พิกุลกับขุนนาค รวมรสสุคนธ์ มณฑา จำปาและจำปี พวกดอกหอมมหาหงส์ ชมนาด รวมคัดเค้า กระดังงา การเวก กับนมแมวก็อยู่ในเกณฑ์
ติดขัดอยู่แต่พรรณไม้หายากจากมัธยมประเทศที่แชรแวสบอกเราไม่มีข้อมูลเลย อาจเป็นบุหงาส่าหรีจากเมืองมะละกา หรือเมืองยันตัม-ชวา และกุหลาบเมาะลำเลิงจากเมืองมะริด พอไหวไหม? ส่วนพรรณไม้หายากจากมัธยมประเทศ (Indies) ก็ไม่แน่ว่าเป็นเมืองชื่อ มะสุลี ปะตัม อันเป็นตลาดขายช้างของไทย ซึ่งมีพรรณไม้มาถวายด้วย!
พรรณไม้ไทยที่นำไปปลูกในเขตพระราชฐานในพระอุทยานนั้น พิจารณาแล้วน่าจะได้จากเมืองนนทบุรี จากสวนที่เรียกว่าสวนใหญ่อุดมด้วยไม้มากมาย เขตสวนใหญ่นั้นยาวเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ตลาดขวัญยันตลาดแก้ว (ตลาดขวัญอยู่ตรงโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า ส่วนตลาดแก้วอยู่ไกลลงไปทางใต้ถึงวัดเขมาภิรตาราม ห่างกันมากกว่าหนึ่งกิโลเมตร)

พรรณไม้ย่านนี้ ลา ลูแบร์ ทูตฝรั่งเศส ยังระบุไว้ในบันทึก หรือจดหมายเหตุของเราด้วยว่าน่าสนใจมาก
อันว่าสวนใหญ่ที่ว่านี้ สมเด็จพระนารายณ์ทรงมีบัญชาให้ขุนนางระดับขุนผู้หนึ่ง ลงมาดูแลประจำเป็นงานหลัก ขุนนางผู้นี้ชื่อขุนเฑียร มีบ้านอยู่ย่านวัดนครอินทร์ ริมคลองสายหนึ่งชื่อ คลองบางขุนเฑียร (ออกเสียงคล้าย บางขุนเทียน ฝั่งธนบุรี แต่คนละที่กัน) คลองแบบขุนเฑียร ปัจจุบันยังมีอยู่ทางด้านใต้วัดนครอินทร์

ขุนเฑียร ผู้นี้มีศักดิ์เป็นคุณทวดแท้ๆ ของเทียนวรรณ นักปราชญ์ ชาวนนทบุรี (ดูศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนกรกฎาคม 2548)
ดูคล้ายๆ กับว่า สวนไทยปลูกไม้เป็นกลุ่ม เช่นที่อุทยานใหญ่หน้าพระที่นั่ง กับปลูกเป็นแถวเรียงขนานไปกับแนวกำแพงแต่จะไม่ติดกำแพงวัง จนอาจบดบังแสงสว่างที่ส่องมาจากช่องชวาลา (niche) ที่จำหลักอยู่ในกำแพง เรียงรายอยู่เป็นร้อยๆ ช่อง เมื่อตามไปยามค่ำคืนก็แพรวพรายสว่างไสว!
อันว่าศิลปการเจาะช่องชวาลนี้ แชรแวสว่าเป็นศิลปมัวร์ (Moorish manner) สำหรับตามไฟเมื่ออยู่นอกอาคารและใช้ประดับเครื่องลายครามจีนเมื่ออยู่ในอาคาร
พรรณไม้ไทยที่ปลูกเคียงกำแพงวังโดยรอบ จะต้องกลิ่นหอมเป็นหลัก ไม่เป็นอื่นเลย
จึงพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ทั้งองค์ ตั้งอยู่ในพระอุทยานที่สวน สง่างามสมพระเกียรติยศกับหอมหวล ขจรขยายด้วยกลิ่นดอกไม้นานาพรรณ ผสมผสานกับกลิ่นกำยานจากเตาเผาเบื้องหน้าพระที่นั่ง ดังถูกเนรมิตขึ้นด้วยความคิดสร้างสรรค์เป็นเลิศ ทรงโปรด ทรงสบายพระทัยอย่างยิ่ง
แชรแวสระบุไว้อีกว่า “…จึงไม่น่าแปลกใจว่า เหตุไฉนพระเจ้ากรุงสยามจึงได้ทรงโปรดพระที่นั่งสำราญของพระองค์นัก”
ทรงโปรดก็เพราะว่า เมื่อประทับแล้วคลี่คลายพระทัย สุขสบายเหมือนได้บำบัดพระโรคทั้งทางกายและทางใจ! รื่นเริงในพระอารมณ์ดุจประทับในรมณียสถาน (ดูศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนกันยายน 2548)
หมายเหตุ : มีพรรณไม้จากวรรณคดีไทย 6 เล่มอันน่าจะถือว่าเป็นพรรณไม้ร่วมสมัยหรือใกล้สมัยกันกับพรรณไม้ในพระอุทยานหน้าพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ ดังนี้ลองพิจารณาดู ที่ผู้ปรารถนาดีจัดหาให้)
กาพย์เห่เรือ : สายหยุด สุพรรณพิการ์ พิกุล ราชพฤกษ์ บุนนาค แก้วกาหลง บุษบง ลำดวน
ขุนช้างขุนแผน : กะพ้อ โศกระย้า จำปี ผกากรอง พุทธชาด บุหงาส่าหรี กระดังงา ชงโค และแค
รามเกียรติ์ : นางแย้ม กุหลาบ ชงโค กาหลง และช้องนาง
อิเหนา : มหาหงส์ จำปา เบญจมาศ จำปี รสสุคนธ์ มณฑา และแก้วเกศ
เงาะป่า : กุหลาบ กะทกรก เกี้ยวเกล้า ซ่อนชู้ ซ่อนกลิ่น นางแย้ม และบานเย็น
นิราศธารทองแดง : พุทธชาด (บุหงาประหวัน) ยี่เข่ง มณฑา รำเพย ชายผ้าสีดา เบญจมาศ พะยอม มหาหงส์ ขจร และเข็ม
ที่ไม่อยากให้หลุดบัญชีไป คือ กุหลาบเมาะลำเลิง ยี่สุ่นเทศ คัดเค้า (Siamese Randia) และชมนาด (กลิ่นหอมข้าวใหม่) ว่ากันว่ากลิ่นกายเจ้าแม่ศรีสุดาจันทร์เป็นเช่นกลิ่นดอกชมนาดนี้เลย!?

